เมื่อวานนี้ผู้วิจัยกับอาจารย์พิมพ์ได้ไปร่วมสังเกตการณ์ (พร้อมกับให้ข้อมูลนิดหน่อย) การมาเยือนของคุณหมอประทีป และ คุณ อรจิตร์ จาก สปสช. ซึ่งมีการพูดคุยกันที่ห้อง (ข้างๆ) สำนักงานกองทุนออมบุญฯบ้านดอนไชย  มีผู้เข้าร่วมประมาณ 15 คน  คือ  คุณหมอประทีป , คุณอรจิตร์ , คุณชาย (ทีมสภาเครือข่ายองค์กรชุมชน) , ผู้วิจัย , อาจารย์พิมพ์ , อาจารย์ธวัช , พี่กู้กิจ , พี่นิด , อาจารย์นวภัทร์ , น้องเอ , คุณป้าเตือนใจ , ทีมงานกลุ่มพระบาทวังตวง

    เป็นธรรมเนียมก่อนเริ่มการสนทนาที่จะต้องมีการแนะนำตัวว่าใครเป็นใคร  มาจากไหน  ทำหน้าที่อะไร  (ถ้าเป็นการพูดคุยกลุ่มใหญ่คงทำได้ยาก  แต่เป็นกลุ่มเล็กๆแบบนี้ก็ไม่เสียเวลามากนัก) อ้อ! ลืมบอกไปค่ะว่าเริ่มต้นพูดคุยเวลาประมาณ 10.30น.  หลังจากนั้นตัวแทนเครือข่ายออมบุญฯก็ได้กล่าวถึงการดำเนินงาน  การบริหารจัดการกลุ่ม  รวมทั้งความคิดเห็น  ปัญหาอุปสรรคต่างๆ  ซึ่งก็คล้ายคลึงกับที่ผู้วิจัยเคยเขียนเล่ามาแล้ว

    การมาของคุณหมอประทีป และ คุณอรจิตร์  ในวันนี้  ผู้วิจัยเห็นว่ามี 2 ประเด็นที่สำคัญ  คือ

    ประเด็นแรก  ดูเหมือนว่าคุณหมอประทีปจะให้ความสำคัญกับกองทุนชราภาพเป็นอย่างมาก  (ทั้งนี้เพราะคุยในเรื่องนี้ค่อนข้างนาน)  คุณหมอบอกว่าสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมชราภาพ  ต่อไปคนในสังคมจะมีคนแก่มากขึ้น  ซึ่งภาระในเรื่องงบประมาณเกี่ยวกับคนแก่ก็ต้องมากขึ้นตามไปด้วย  เมื่อทางกองทุนชุมชนมีกองทุนชราภาพแล้วเป็นเรื่องที่ดี  แต่เงินออมยังมีอยู่น้อย  ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคต   แต่ถ้าหากรัฐบาลกลาง (เข้าใจว่าเป็น สปสช.) สมทบส่วนหนึ่ง  รัฐบาลท้องถิ่น (เข้าใจว่าคือ อบต. หรือ เทศบาล) สมทบอีกส่วนหนึ่ง  และประชาชน (เข้าใจว่าคือ  กองทุนชุมชน) สมทบอีกส่วนหนึ่ง  ก็จะกลายเป็น 3 ส่วน  แต่ถึงแม้ว่าจะเป็น 3 ส่วนแล้วก็ยังไม่พอ  จึงจำเป็นต้องนำเงินนี้มาลงทุน  แต่จะลงทุนอย่างไรให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด  วิธีการหนึ่ง  คือ  อาจให้รัฐบาลกู้ยืม  เพราะ  ถ้าเป็นรัฐแล้วเงินย่อมไม่สูญหายไปไหน  เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้มีเงินมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับกองทุนชราภาพอย่างเพียงพอ
   ความจริงแนวคิดนี้ผู้วิจัยรวมทั้งคณะกรรมการเครือข่ายออมบุญฯได้รับฟังมานานพอสมควรแล้ว  แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรคืบหน้า  ที่ผ่านมาเป็นเพียงการเสนอแนวทาง  แต่ยังไม่มีการปฏิบัติหรือหนุนเสริมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง  เมื่อฟังคุณหมอประทีปพูดแล้ว  ทำให้ผู้วิจัยรู้สึกว่าในเมื่อหน่วยงานต่างๆคิดตรงกันถึงขนาดนี้ พูดตรงกันจนเหมือนอ่าน Scrip เดียวกัน ทำไมจึงไม่เร่งดำเนินการอะไรออกมาเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรมเสียที