ศุกร์ 10 กันยา 2564

 

คุณธรรมที่ท่านยึดมั่นถือปฏิบัติ  คือ ความสุขอันแท้จริงของพ่อแม่.

= = == = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = 

แด่... กัลยาณมิตรทุกท่าน...ผู้เป็นที่รักของบิดามารดา...

= = == = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = 

 

...คุณธรรมที่ท่านยึดมั่นถือปฏิบัติ  คือ ความสุขอันแท้จริงของพ่อแม่...

(...ท่านคือลูก...และ...ท่านก็จะกลายเป็นพ่อแม่...)

 

ในโลกธรรมแห่งการดำรงชีวิตวิถีวัตถุของมนุษย์ในทุกวันนี้...ที่ยึดเอา”ตัวตน”แห่ง : วัตถุ-กายา-วาทกรรม-สัญญะ มาเป็น”เป้าหมาย”...ซึ่งขวางกั้นการเข้าถึง”สัจจะแท้แห่งพุทธะ.(อันที่แสนจะเรียบง่าย ปกติ ธรรมดา และ สามัญธรรมชาติ)  

 

ผู้คนต่างมุ่งเข้าสู่กระแสหลักแห่งสังคม”เล่ห์เหลี่ยม” แข่งขัน แย่งชิง มุ่งชนะ โอ้อวด ฉายภาพมายาตัวตน เสแสร้ง ทรนง องอาจ อหังการ...เพื่อแสวงหาความมั่งคั่ง-นวัตกรรม-เติบโต-รุ่งโรจน์-ยั่งยืน...  อีกทั้งในการยึดติด”การสะสม-ครอบครอง”วัตถุ-ทุน-เทคนิค-เงินทอง/โอ้อวดภูมิปัญญาองค์ความรู้/ความรุ่มรวยหรูหรา/ยิ่งใหญ่หรรษาฟุ่มเฟือย/เสพบริโภคสื่อภาพเสียง สรรสร้าง”สัญญะ” อีกทั้งความสุข ความสวยงาม ความสะดวกสบาย ซึ่งมีจุดหมายท้ายคือ มุ่งเข้าสู่”การเข้าครอบงำ”เพื่อให้ได้การมี”อำนาจอยู่เหนือ”ต่อ สรรพสิ่งทั้งปวง...มีความทะยานอยาก เพื่อระดมค้นคว้าซื้อหามาเสพโดยหกผัสสะอย่างเห็นแก่ตัว เอาเปรียบ เอาตัวรอด เหนือชนชั้นอื่น...ภายใต้นิเวศธรรมชาติทั้งปวง.

 

แต่สำหรับ...โชคชะตาชีวิตของตัวเจ้า...

พ่อกับแม่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าว่า อนาคตของเจ้าจะประสบพบเป็นสภาพการณ์เช่นไร...  พ่อแม่จะต้องตายจากเจ้าไปและเราทุกคนก็จะถึงแก่ความตายกันทุกตัวตนทั้งหมด...ในวันหนึ่ง...  

 

ขอให้ลูกจงจดจำและรำลึกไว้เสมอว่า... แม้ลูกจะมีบุญโชควาสนาชะตาสูง ก็อย่าได้ยึดมั่นว่า การณ์จะเป็นเช่นนั้นไปได้ตลอด ...อาจมีวันตกต่ำมลายสลายสูญ...ถ้าเจ้าไม่สำนึกคิดตรวจสอบทบทวน และ”พึ่งพาในตนเอง”.

 

ยามใดที่...ลูกรู้สึกเชื่อมั่น ปิติ ยินดีปรีดา หัวร่อ เริงร่า ถึงสภาพการณ์ชีวิตที่มีความผาสุข มีชัยชนะ สดใส ปลอดโปร่ง โล่งสมหวังไปเสียทุกสิ่ง  ก็อย่ายึดเอามั่นว่า...จะเป็นเช่นนั้นไปเสมอ...อาจมีวันที่เจ้าจะต้องประสบความยุ่งยาก ลำบาก ทุกข์ลำเค็ญ บีบคั้น กดดัน และพลิกผัน... !!!

 

ยามใด...เจ้าได้มาเสพครองซึ่งความอิ่มเอม อุดมสมบูรณ์พูนสุข  มีทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ บริวาร หลั่งใหลหลากหลายเทมา หรือ มีความสมปรารถนาจิตประพัสสรในทุกสิ่ง... ก็จงอย่าหลงยึดมั่นว่ามันจะคงเสถียรสภาพอยู่เช่นนั้น  อาจมีในวันหนึ่งที่เจ้าจะต้องตกต่ำผันผวนพบกับเคราะห์กรรมลำบากทุกข์ยากระหกระเหิน  แม้แต่...จะหาที่พักค้างกายสักคืนจากเพื่อนแท้ที่รัก ก็ยังแสนยาก...

 

ในยามใด...เจ้าได้รับ ยศถา บรรดาศักดิ์ ตำแหน่ง ลำดับหรือเกียรติสถานะอันสูงส่ง  ก็จงอย่าหลงใหลยึดมั่นใน”มายาสถาปนา”นั้นว่าจะคงที่ค้ำคงอยู่ติดตนแน่นอนเสมอ... เจ้าต้องสำนึกหมั่นทบทวนตรวจสอบตัวเองและ”โดยไม่ประมาท”ว่า ในสักวันหนึ่งบรรดา ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือ สภาวะปิติสุขทั้งมวลนั้น ก็อาจจะสูญพินาศหายมลายสิ้นไปในชั่วพริบตาเดียวก็เป็นได้ หากเจ้าไม่รู้จัก สร้าง บ่มเพาะรักษา ซึ่ง”สัจจะและคุณธรรม”เอาไว้.

 

ยามใดที่...มีผู้คนนิยม ชมชอบ เคารพนบนอบ ประจบสอพลอ ยอปั้น สรรเสริญ คารวะ ก้มหัวต่อลูก... ลูกก็ยิ่งจะต้อง คิด ทำ และพูด...”ด้วยสัจจะความจริง”... โดยการถ่อมตนให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธายิ่งขึ้น  เจ้าจะต้องอ่อนน้อมลดละอัตตาตัวตนของเจ้าแล้วแผ่ไมตรีจิต ความรัก เมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลอันบริสุทธิ อุทิศผลปฏิบัติแห่งจินตภาพนั้นให้แก่ บุคคล โลก ธรรมชาติ(สัตว์-พืช) และ สรรพสิ่ง ด้วยความจริงใจ ...มิใช่เล่ห์เสแสร้ง...” ใจคิดอย่าง วาทกรรมปากพูดอย่าง แต่กลับกระทำ-เสแสร้งแสดงไปอีกอย่าง...”  หรือ คิด-พูด-ทำ ด้วยความหยิ่งยโสทรนง โอ้อวดดี อำนาจบาตรใหญ่ ใช้คำพูดเกลียดชัง ด้อยค่า บีบคั้นข่มเหงรังแกผู้อื่น…

 

 

หากไม่รู้จักใช้”สัมมาปัญญา-ปฏิบัติ”ให้เป็นคุณประโยชน์ที่ถูกต้องพอดี(พอเพียง)ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ก็อย่าหวังว่าเจ้าจะได้พบความสงบ สันติสุข งดงามในตนเองได้... แม้นว่า ลูกจะมีพรสวรรค์ องค์ความรู้เชี่ยวชาญ ทักษะเก่งกาจอาจสามารถเพียงใด ก็จงอย่าอวดผยองคนองตนว่า จะไม่มีใครสามารถมาสู้ และต่อกรกับเจ้าได้...  หากแต่ เจ้ายิ่งจะต้องนิ่งน้อมรับ เคารพความเสมอกันของมนุษย์ โดยสงบ สันโดษ เงียบเรียบง่าย ละวางอัตตาและหมั่นสำรวมสติจิต ด้วยการใฝ่รู้ วิริยะ พากเพียรเพื่อ“ปรับปรุงแก้ไขตนเอง”ในทุกที่ทุกเวลาอยู่เสมอ เพื่อนำไปสู่คุณค่าและประโยชน์แห่งมวลชนองค์รวม หมั่นฝึกฝนปฏิบัติทักษะให้แตกฉาน แล้วมอบผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้งปวงนั้น สละเสียไว้ให้แก่บรรดา”เพื่อนมนุษย์-สรรพสัตว์”นำไปใช้ให้เกิดแก่อนุชนรุ่นหลัง. 

 

...ถ้าเจ้ากระทำได้เช่นนี้  เจ้าก็จะถือเป็นผู้ที่มี”คุณธรรมอันสูงส่ง”และจะคงความสูงส่งอันนั้นเอาไว้ โดย...”ไม่มีวันตกต่ำ ตราบจนวันตาย...”

 

แต่...

นอกเสียจากวิบากกรรมอันซึ่งเป็นผลบุญเวรกรรมเก่าของตัวเจ้า  ซึ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้คาดเดาได้ว่า ในภพชาติปางก่อนนั้น เจ้าได้เคยคิดพูดทำอกุศลกรรมใดเอาไว้บ้าง วิบากแห่งอกุศลกรรมอันนั้นย่อมติดตามอยู่กับตัวลูก แล้วกลับมา”ส่งผลสนอง”เมื่อถึงเวลาของมันเสมอ... หากแม้นซึ่งเจ้ามีกุศลกรรมที่ติดตนมาดีแล้ว และมีความ”ผ่องใสสะอาดบริสุทธิ”อย่างแท้จริง...อกุศลกรรมก็จะกลับกลายไปเป็นอโหสิกรรม นั้นคือ กรรม-เวร ที่มิอาจตามมาสนองถึงแก่ตัวของเจ้าได้…

 

ลูกยังจะต้องเคารพและกตัญญูในบรรพชน พ่อแม่ ครูอาจารย์ ญาติ พี่น้อง ครอบครัว บริวาร เจ้านาย ลูกน้องในทุกชั้นชน... จงสรรเสริญค้ำชูรักษาคุณงามความดีของท่านเหล่านั้นเอาไว้ให้แผ่ไพศาล...ชาติบ้านเมืองศาสนา ผู้คนบนผืนแผ่นดินนิเวศบนผืนโลกที่เจ้าได้อาศัยอยู่นั้น เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าจะต้องสงวนรักษาเอาไว้โดยสมดุลแห่งชีวิตและยึดถือสิทธิความเสมอภาคเท่าเทียมเสมอกันเป็น”สัจธรรมแท้”ต่อสรรพสิ่งทั้งปวง.

 

จงถือมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต จริยศีลธรรม มีอิสระ เสรีภาพ ความเสมอภาค มีความรับผิดชอบ...

จงละอาย-เกรงกลัวต่อการกระทำบาปทุกชนิด...

จงศรัทธาและเชื่อมั่นในการกระทำแต่ ความจริง-ความดี-ความงาม ...โดยรักษาระเบียบวินัยแห่งตนเองเสมอ.

 

และจนถึงที่สุดแล้ว...

ลูกก็ยังต้องหมั่นตรวจสอบ น้อมรับวิพากษ์วิจารณ์เพื่อแก้ไขพลวัตรแห่งการคิด/การกระทำ/การพูด...ที่เป็นผลลัพธ์ของตัวลูกเองในทุกเวลา...ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในสถานที่-เวลาใด ในเงื่อนไข ในสถานการณ์  หรือ ในภาวะแห่งอารมณ์ อันมีเหตุผลความจำเป็นอย่างใด…?

 

ขอให้ลูกจงรักษาสัจจะแห่งคุณธรรมทั้งมวลนี้  เพื่อ”คุณค่าสูงสุด”ในตัวตนของเจ้าและวงศ์ตระกูล...

จงจดจำคำสอนนี้เอาไว้โดยความไม่ประมาท และ

จงมีสติไตร่ตรองติดตามรู้ในตนเองอยู่ทุกเมื่อ...

 

จาก...พ่อเอ...

Sahakorn Songrat

 

= = = = = = = = == = = = = = = = = = = = = = =