สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เตรียมศึกษาข้อมูลประกอบการจัดทำแผนงานหลักของ สช. ฉบับที่ ๔ ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๗๐   และมาขอสัมภาษณ์ถามความเห็นผม     โดยส่งแบบสอบถามมาให้ล่วงหน้า    สะท้อนการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างดียิ่งของทีมงาน    โดยลงท้ายด้วย ๕ คำถาม สำหรับใช้ในการสัมภาษณ์   

สช. ดำเนินการตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐    มีความมุ่งหมายหลัก (Purpose) เพื่อเป็นเครื่องมือ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพอย่างเป็นพลวัต ครอบคลุมระบบสุขภาพและสุขภาวะในทุกมิติ (กาย ใจ สังคม ปัญญา) ให้ความสำคัญกับ “การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม” และ “การเคลื่อนไหวทาง สังคม”    โดยเน้น “สร้างนำซ่อม” ในเรื่องสุขภาพ

เขาระบุว่า สช. ทำงานด้วยแขนขวาซ้าย   แขนขวาขับเคลื่อนนโยบาย  แขนซ้ายขับเคลื่อนสังคม   

ผมเตรียมบอกเขาทาง ซูม ว่า     ผมขอให้ความเห็นแบบรวม ๕ คำถามเป็นคำถามเดียว     คือในปีที่ ๑๖ - ๒๐ ของ สช.    ควรเน้นประเด็นสำคัญยิ่งที่ในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา สช. แตะแผ่วๆ    แต่ใน ๕ ปีข้างหน้าควรพิจารณาอย่างจริงจัง    คือเรื่องสำนึกรู้ทางสังคม (social cognition) ของพลเมืองไทย     

“สำนึกรู้” ทางสังคม นำไปสู่พฤติกรรมทางสังคมของพลเมืองแต่ละคน    และเป็นตัวกำหนดภาพใหญ่ของ “สุขภาวะ” ทางสังคม (social wellbeing)    

โปรดสังเกตว่า สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจอันดับ ๑ ของโลก   แต่คนอเมริกันมี social wellbeing ต่ำกว่าคนในประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างเทียบกันไม่ติด    โดยผมตีความว่า เพราะคนในประเทศสแกนดิเนเวียมีสำนึกรู้ทางสังคมต่างจากคนอเมริกัน    และที่น่าเสียดาย ไทยเราตามก้นอเมริกันมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ จบ    เป็นเวลากว่า ๗๐ ปี 

ผมตีความว่า สำนึกรู้ทางสังคมของคนอเมริกันเน้นการแข่งขัน   ในขณะที่คนสแกนดิเนเวียเน้นร่วมมือมากกว่า     เมื่อจุดเน้นหลักต่างกัน พฤติกรรมรองๆ ลงมาก็ตามมา     ได้แก่การรับรู้เจตนารมณ์เชิงบวก    การมีความสนใจร่วมกัน    การแสวงหาโอกาสร่วมมือกัน    การสื่อสารเชิงบวก   การบรรลุผลประโยชน์ร่วมกัน   การมีวิสัยทัศน์กว้างใหญ่    การมีกลไกเอื้อให้เกิดการประสานงาน    การมีกลไกป้องกันความเข้าใจผิด    และที่สำคัญที่สุด การมีสำนึกรู้ร่วมกันว่าทุกคน ทุกสิ่ง เชื่อมโยงถึงกันหมด    พฤติกรรมของคนหนึ่ง มีผลกระทบต่อคนอื่นๆ และสังคมภาพรวมด้วย    คือแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด   

สุขภาวะของ “ทั้งหมด” (สังคม) จึงมีความสำคัญยิ่งต่อสุขภาวะของตัวเราแต่ละคน    หากสังคมภาพรวมไร้ความสงบสุข  ตัวเราก็ย่อมขาดสุขภาวะไปด้วย   

“สำนึกรู้” ดังกล่าวต้องปลูกฝังตั้งแต่เยาว์    หรือบางคนบอกว่า ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา    และเมื่อเติบโตเข้าสู่ระบบการศึกษา ก็ได้รับกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างการพัฒนาครบด้าน ทั้ง ความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณค่า    ผ่านการเรียนรู้เชิงรุกที่นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติตามโจทย์ที่ก่อให้เกิดพัฒนาการครบด้านดังกล่าว    โดยเป้าหมายสุดท้ายคือ สุขภาวะของบุคคลและของสังคม   

นี่คือปัจจัยพื้นฐานของสุขภาวะทางสังคมระยะยาว     ที่วงการศึกษาไทยไปไม่ถึง    สช. จึงน่าจะได้ทำงานร่วมกับวงการศึกษา เพื่อขับเคลื่อน “สำนึกรู้ใหม่” ให้แก่พลเมืองไทยรุ่นใหม่    (รายละเอียดของแนวคิดนี้อ่านได้จากเอกสาร Education 2030 ของ OECD)    โดยน่าจะมีภาคีองค์การระหว่างประเทศร่วมด้วย   

เป้าหมายของการศึกษาไทย ต้องมีการขับเคลื่อนขยายจากเป้าเดิมที่เน้นปัจเจกบุคคลเท่านั้น   ไปสู่เป้าหมายทั้งที่ปัจเจกบุคคลและที่สังคมภาพรวม    คือทั้งที่สุขภาวะของบุคคล และสุขภาวะของสังคม    

การวางพื้นฐานเพื่อสร้าง “สำนึกรู้” ที่เอื้อต่อการร่วมสร้างสังคมสุขภาวะ    ต้องทำตลอดช่วงชีวิตของผู้คน    ไม่ใช่ทำในช่วงสั้นๆ ตอนเรียนหนังสือเท่านั้น       

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ก.ค. ๖๔