[review] รีวิว Kingdom Ashin of The North: อาชินแห่งเผ่าเหนือ (2021 Netflix Original) วิเคราะห์ทุกประเด็น


[review] รีวิว Kingdom Ashin of The North: อาชินแห่งเผ่าเหนือ (2021 Netflix Original) ที่สุดแห่งหนังแนวแก้แค้นแบบสะใจตามสไตน์ของเกาหลี นี่คือปฐมบทแห่งความโกลาหลซอมบี้ล้างเมือง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากหญิงสาวคนหนึ่งจากภาคเหนือ หญิงสาวที่ภายในจิตใจเต็มไปด้วยไฟแห่งความเคียดแค้น  และนี่คือการปรากฏตัวของสตรีลึกลับในตอนจบของซีรีส์ซีซั่น 2 ที่จะมาพร้อมกับการเฉลยว่าดอกไม้ปีศาจนั้นคืออะไร และอะไรคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในเกาหลีแห่งยุคราชวงศ์โซซอน ติดตามรับชมจากรีวิวนี้ได้เลยครับ

ดูคลิปรีวิวที่นี่

#เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

Kingdom Ashin of The North: อาชินแห่งเผ่าเหนือ เริ่มต้นด้วยเรื่องราวความไม่สงบ กับภัยคุกคามต่างประเทศในราชวงศ์โชซอน โดยที่ทางใต้นั้นติดศึกกับประเทศญี่ปุ่น และทางเหนือ ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความไม่สงบที่เกิดจากชนเผ่าทางด้านภาคเหนือ กลายเป็นสงครามชายแดนทั้งเหนือและใต้ แต่เนื่องจากภัยทางญี่ปุ่นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับภัยภาคเหนือ โซซอนจึงส่งกำลังทหารขึ้นไปดูแลอย่างใกล้ชิด

ชายแดนภาคเหนือมีเผ่าที่สำคัญคือ เผ่าเร่ร่อนหนี่ว์เจิน ที่สามารถก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นรัฐที่ชื่อว่าพาจอวี แล้วกะทำเป็นภัยคุกคามโซซอน ดังนั้นรัฐบาลโซซอนจึงได้ส่งแม่ทัพ มินจีรก กับกองทัพเข้าควบคุมสถานการณ์โดยหนึ่งในมาตรการก็คือให้คนหมู่บ้านแห่งหนึ่งบริเวณชายแดนเป็นพวกหนี่ว์เจินอีกพวกหนึ่ง ให้กระทำตัวเป็นเหล่าเสือหมอบแมวเซา สืบหาความลับ และการเคลื่อนไหว มาบอกกับพวกโซซอน โดยพวกโซซอนได้รับปากว่า จะให้ตำแหน่งทางราชการกับพวกหนี่ว์เจินกลุ่มนี้

แต่ในป่าชายแดนเขตต้องห้าม ซึ่งห้ามพวกพาจอวีเข้ามาเด็ดขาด ก็ดันเกิดเรื่องร้ายเกิดขึ้นก็คือ ทหารของพวกโชซอน ได้เดินลาดตระเวนตามป่าแนวชายแดน แล้วก็พบ ร่างชาย14 ศพในสภาพร่างกายเปล่าเปลือย นอนตายก่ายกองกัน โดยมีรอยถูกสัตว์กัดแทะเวอะหวะ และถูกลูกธนูยิง ซึ่งแม่ทัพมินจีรกก็รู้ทันทีว่านี่คือร่างองพวกพาจอวี และเป็นไปได้ยากมากที่พวกนี้จะถูกฆ่าตายแบบง่าย ๆ  พวกพาจอวีคือนักรบที่มีเก่งกล้ามากที่สุดเผ่าหนึ่ง เมื่อแม่ทัพมินจีรกมาสืบดูก็รู้ว่าการ สังหารหมู่นั้นเกิดมาจากตระกูลหนึ่งในโชซอน และถ้าปล่อยให้คนทั่วไปรู้ว่ามีพวกพอจอวีมาตายในเขตโซซอน สงครามจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ซึ่งแม่ทัพแม้จะไม่ถูกใจกับการกระทำของตระกูลนี้มากนักแต่ก็ต้องหาทางปกปิดเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียไปถึงราชวงศ์โชซอน เพื่อเป็นการเลี่ยงสงครามจึงได้ปล่อยข่าวลือว่า 14 ศพที่ตายนั้นเกิดจากเสือร้ายกัดกิน แต่เมื่อพาจอวีทราบข่าวการปล่อยข่าวลือนี้ ก็ยิ่งสร้างความบาดหมางมากขึ้นระหว่างพาจอวีกับโซซอน

ในหมู่บ้านชายแดนของพวกหนี่ว์เจิน ผู้คนในหมู่บ้านนี้ก็มักได้รับการดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นพวกชั้นต่ำ ทำงานโสโครก ทำในสิ่งที่ไม่มีใครอยากทำ แต่พวกเขาก็อยู่อย่างแบบมีความสุข หมู่บ้านนี้ได้รับสิทธิ์พิเศษจากโชซอนไม่ต้องเสียภาษีเหมือนหมู่บ้านอื่น แต่ต้องแลกกับการที่หัวหน้าหมู่บ้านนั้นจะต้องคอยเป็นสายสืบรายงานการเคลื่อนไหวของพวกพาจอวีให้กับโซซอนอยู่เสมอ

อาชินคือลูกสาของหัวหน้าหมูบ้าน เธอชอบเข้าไปเที่ยวเล่นในป่าแต่เพียงผู้เดียว แล้วเธอก็ได้เข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งแล้วพบภาพสลักที่ผนังถ้ำ เล่าถึงดอกไม้พิเศษชนิดหนึ่งที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนมาได้ แต่มีราคาที่ต้องจ่ายสูง แล้วเธอก็ตามไปพบจนได้ว่าดอกไม้นั้นคือดอกไม้ชนิดใดและมันขึ้นบริเวณไหนบ้าง

ที่บ้านของเธอ ประสบปัญหาอย่างหนักโดยเฉพาะการที่แม่ของเธอป่วย และไม่มีหมอมารักษาเลย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการที่พวกโซซอนมาให้พ่อของเธอไปสืบความลับของพวกพาจอวีและปล่อยข่าวว่า พวกพาจอวีทั้ง 14 คนที่ตายนั้นเป็นเพราะถูกเสือกัดตายนั่นแหละ อาซินไม่อยากให้พ่อไปทำงานนี้ เพราะเธอไม่เชื่อว่าพวกโซซอนจะมอบตำแหน่งทางราชการให้พ่อ แล้วพวกโซซอนก็ทิ้งหมู่บ้านของเธอมานานแสนนานแล้ว

ส่วนพวกโชซอนกับพวกล่าสัตว์จะแสร้งทำเป็นว่าล่าเสือร้ายตัวนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับข่าวที่ปล่อยไป และไม่ให้ผู้คนแตกตื่น

อย่างไรก็ตาม แม่ของอาชินอาการกำเริบหนัก จนไม่อาจรอหมอได้อีกต่อไป อาซินจึงตัดสินใจเข้าไปในป่า เพื่อหวังว่าไปเอาดอกไม้วิเศษนั้นมาช่วยชีวิตแม่เธอ แต่เมื่อเธอกลับมาหมู่บ้านก็พบว่า ผู้คนในหมู่บ้านนั้นถูกฆ่าตายหมดไม่เว้นลูกเล็กเด็กแดง เธอเชื่อว่านั่นคือฝีมือของพวกพาจอวี อาซินฝังศพทุกคนในหมู่บ้าน แล้วก็โซเซไปที่ค่ายของโชซอน เธอเล่าถึงเหตุการณ์ให้แม่ทัพมินจีรกฟังไปพร้อม ๆ น้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เธอความโศกเศร้าและสิ้นหวัง ไม่เหลือใครแล้ว แม้แต่พ่อของเธอก็ถูกพวกพาจอวีฆ่าตายไปด้วยข้อหาปล่อยข่าวลืออันเป็นเท็จ อาซินขอร้องให้แม่ทัพช่วยแก้แค้นให้กับเธอ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ พรุ่งนี้อีก 10 ปีเธอก็รอได้ แม่ทัพก็สั่งให้ทุกคนเลี้ยงอาซินเอาไว้ในค่าย

อาชินหลับนอนใช้ชีวิตอยู่ในคอกหมูที่โสโครกในค่ายโชซอน ทำหน้าที่ซักเสื้อผ้าให้กับเหล่าทหาร เลี้ยงหมู ทำงานอย่างหนัก ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างแสนสาหัส แต่ในระหว่างที่เธอใช้ชีวิตอยู่อย่างคนเดียว เธอมักเข้าป่า แอบฝึกฝีมือในการยิงธนู ฝึกล่าสัตว์ และที่สำคัญเธอรับหน้าที่เป็นสายสืบ คอยสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหว ทำแผนที่ภายในค่ายของพวกพาจอวี แล้วรายงานตรงต่อแม่ทัพมินจีรก ซึ่งเธอก็ทำทุกอย่างตามที่สั่ง เพียงหวังว่าให้กองทัพจะแก้แค้นให้เธอและคนในหมู่บ้านของเธอ

เมื่ออาชินโตขึ้น เธอเป็นคนเคร่งขรึมไม่พูดไม่จา แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ฝีมือการใช้ธนูของเธอถือว่ามีความชมังแม่นมากไม่แพ้กับโรบินฮูดเลยทีเดียว แล้วเธอก็เข้าใกล้ค่ายของพวกพาจอวีมากขึ้น จนวันหนึ่งสามารถเข้าไปภายในค่ายจนได้

ในค่ายของพวกพาจอวี เธอได้พบกับความจริงบางอย่าง ความจริงที่ทำให้เธอตาสว่างและรู้ว่า สิ่งที่เธอเชื่อมาทั้งหมดนั้น คือการโกหกและการหลอกลวง และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอแก้แค้น ซึ่งเป็นการแก้แค้นที่มีราคาแพงมาก เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ซอมบี้คลั่งจนทำให้ราชวงศ์โชซอนล่มสลายได้เลย

ความลับที่อาชินไปพบนั้นคืออะไร และมันมีพลังเพียงพอ ที่ทำให้เธอต้องระเบิดความแค้นออกมาได้มากมายขนาดที่ทำให้ประเทศแทบล่มสลายได้เลยนั้นคืออะไร แล้วเธอมีวิธีการแก้แค้นอย่างไร สามารถติดตามชมต่อได้ทาง Netflix เลยครับ

#การทบทวน

ก่อนอื่นเลยต้องขอชื่นชมฝีมือการกำกับและรวมถึงโปรดักชั่นเรื่อง ที่ผู้กำกับ คิมซองฮุ่น จัดการมันออกมาได้อย่างอยู่หมัดและทรงประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าขนาดซีรีส์ที่ฉายมาตั้ง 2 ซีซั่นนั้นมีสเกลที่ใหญ่โตมาก เขายังสามารถคุมมันเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัน เรื่องราวมีความเป็นเอกเทศตามแบบที่ซีรีส์ชั้นดีควรจะเป็น แล้วพอมาเป็นภาคแยกที่ทำออกมาในแบบภาพยนตร์นั้น ก็ไม่ต้องห่วงเลยว่ามันจะดีงามขนาดไหน เขาสามารถควบคุมให้เรื่องราวทั้งหมดนั้นให้อยู่บริเวณชายแดนเมืองโซซอนได้ดี แม้ว่าจะไม่มีฉากใหญ่โต หรือไม่ใช้ผู้คนมากมายเข้ามาแสดงในแบบฉบับของซีรีส์ แต่เขาก็ยังกำกับหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างสนุก ลุ้น ระทึกและบีบเค้นอารมณ์ของคนดูได้อย่างดีมาก

และแม้ว่าหนังจะดำเนินเรื่องราวที่มีฉากความขัดแย้งระหว่างชายแดนทางภาคเหนือของเกาหลี แต่ยังคงประเด็นสำคัญที่สุดไว้อยู่ที่ตัวละครอาชินกับความแค้นของเธอได้ดี แบบที่เราไม่สับสนด้วย เรียกได้ว่านี่คือความเก่งกาจของผู้กำกับและทีมสร้างที่ต้องยอมรับจริง ๆ

ชอบมิติต่าง ๆ ที่หนังก็ทำออกมาให้เราเห็นโดยเฉพาะมิติของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตัวละคร ความขัดแย้งในหน้าที่และการงาน หรือความขัดแย้งที่ต้องทำเพื่อชาติ

ความขัดแย้งในตัวละครอาชิน ที่ต้องทนอยู่ในสภาพที่แทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ เธออยู่ในสภาพร่างกร่ำกลืนฝืนทน ทำงานอย่างยากลำบาก ยอมทำทุกอย่างที่สั่งให้ทำ ความหวังเดียวที่ทำให้เธออยู่ได้ก็คือ ความหวังจะแก้แค้นให้กับครอบครัวและคนในหมู่บ้านของเธอ และการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอที่ทำลงไป เธอรู้ว่าสิ่งที่ตามมานั้นจะเกิดผลอย่างไร แต่เธอก็ทำมัน ในจุดนี้หนังเขาถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก

ความขัดแย้งอีกหนึ่งคือบทบาทและหน้าที่ของแม่ทัพมินจีรก เขาเป็นคนที่มีบุคลิกไม่ชอบความไม่เป็นธรรม แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นมันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เขาก็สามารถทำในสิ่งที่ฝืนตัวเองได้ ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม ก็เพื่อทำให้ชาติอยู่รอดได้ นี่คือความย้อนแย้งที่ดีที่หนังสื่อออกมาว่า ไม่ว่าวิธีการจะเป็นอย่างไรขอให้ผลออกมาประสบความสำเร็จก็พอ

ในช่วงแรกที่หนังเขาเกริ่นเรื่องราวถึงความขัดแย้งของประเทศเกาหลีหรือโชซอน ในช่วงเวลานั้นที่โชซอนต้องเผชิญภัยสงครามที่เข้ามารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภัยจากญี่ปุ่นที่บุกโจมตีทางด้านภาคใต้ ภัยจากทางด้านภาคเหนือจากพวกพาจอวี และกลุ่มหนี่ว์เจินชาวบ้านที่เป็นตัวแปลสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งบอกเลยว่าตอนแรกที่ดูรู้สึกว่าค่อนข้างจะซับซ้อนและดูยุ่งเหยิง ค่อนข้างจะเข้าใจยากไม่น้อยเลยทีเดียว รวมถึงชื่อเมือง ชื่อประเทศ ชื่อหมู่บ้าน แม้แต่ชื่อคนนั้น ก็ค่อนข้างจะจำยากมาก ทำให้มีปัญหากับการดูในช่วง 1 ชั่วโมงแรกไม่น้อย

แต่พอหนังเขาเริ่มเฉลยอะไรหลาย ๆ อย่างแล้ว เราก็จะเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ไม่ยากเย็นมากนัก และทำให้เราดูหนังได้สนุกมากขึ้นหลังจากผ่านช่วง 1 ชั่วโมงแรกไปแล้วนั่นเอง นี่ก็คงจะเป็นอีกหนึ่งความฉลาดของผู้กำกับและคนเขียนบท ที่เขาสามารถเล่าเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายได้ และหาจุดที่ทำให้คนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ในเวลาอันเหมาะสม

ส่วนตัวแล้วผมชอบการเปิดเรื่องมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องราวความเป็นมาก่อนที่จะนำเข้าสู่หนัง แต่ที่ชอบที่สุดก็คือ ฉากเปิดเรื่องที่เขาทำให้เราเห็นกวางตัวหนึ่งไปกินดอกไม้ผีดิบเข้าจนเกิดอาการบ้าคลั่ง จากนั้นเจ้ากวางก็ถูกเสือกัดอีกต่อหนึ่ง ฉากเปิดเรื่องตัวนี้เขาทำให้เห็นความรุนแรง ความหนักหน่วง แล้วก็นำเสนอไปพร้อม ๆ กับภาพที่สวยงาม มุมกล้องที่สวย และเทคนิคพิเศษที่ดูเนียนตาจนแทบแยกไม่ออกเลยว่าตรงไหนใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกตรงไหนเป็นของจริง แล้วก็ไปชอบมากขึ้นในตอนที่เจ้าเสือผีดิบนั้นไล่กัดคนในป่า โดยเฉพาะฉากที่เสือไล่กัดพวกทหารพาจอวีในทุ่งหญ้า มันมีความดุดันและน่ากลัวพอ ๆ กับฉากมีฝูงแร็พเตอร์โจมตีผู้คนใน Jurassic World ยังไงอย่างนั้น

ในแง่บรรยากาศของความเป็นหนังซอมบี้ไล่กัดคนอย่างบ้าคลั่งนั้น ในหนังเรื่องนี้มันก็จะลดทอนความบ้าคลั่งลงจากซีรี่ส์ทั้งสองซีซั่นไม่น้อย พอเข้าใจได้ว่าเขาต้องการเล่าเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดเนื้อหาในซีซั่นที่ 1และมันเป็นการขับเน้นพลังและน้ำหนักที่ทำให้ตัวละครเอกของเรื่อง ได้กระทำการบางอย่างลงไป อันเป็นผลสืบเนื่องต่อมาถึงในแบบฉบับของซีรีส์ทั้งสองซีซั่น แต่ถ้าหากอดใจรอไปได้ 1 ชั่วโมง บรรยากาศของความเป็นหนังซอมบี้ก็จะกลับคืนมา แม้มันจะไม่ได้เยอะแยะมากมายอะไร ไม่ได้มีซอมบี้นับร้อยนับพันอย่างในเวอร์ชั่นของซีรีส์ หรือไม่ได้มีฉากการหนีตายจากซอมบี้แบบหายใจหายคอไม่ทับ แต่ผมเชื่อว่ามันก็สามารถทดแทนอารมณ์ที่หายไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ถ้าจะถามภาพรวมของหนังว่ามีความตื่นเต้นและสนุกหรือไม่ ก็ตอบเลยว่ามันมีในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ไม่สามารถสู้ในแบบฉบับของซีรีส์ได้ แถมยังมีหลายจุดที่เราดูแล้วก็รู้สึกเคล้มจนอาจเผลอหลับได้เหมือนกัน

อีกอารมณ์หนึ่งที่ผมสามารถสัมผัสได้จากการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ หนังมีอารมณ์ของความเป็นหนังแก้แค้นที่สูงมาก มันถ่ายทอดเรื่องราวของการที่คนคนหนึ่งถูกกระทำอย่างหนักหน่วง ถูกกระทำตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ว่าการถูกกระทำจากบุคคลเอง หรือการถูกกระทำจากรัฐที่รังแกชาวบ้าน  หรือได้รับความไม่เป็นธรรมจากระบบการปกครอง ทุกอย่างมันออกมาเข้มข้นและหมองหม่นอย่างมาก ๆ ทุกอย่างมันถูกดูดซับไว้ในตัวละครอาชิน ตั้งแต่ตอนเด็กถึงโต และเมื่อถึงจุดที่ตัวละครนี้ระเบิดอารมณ์ออกมา แล้วทำการแก้แค้น มันจึงมีความสะใจเป็นอย่างมาก จึงอาจหมายรวมได้ว่า Kingdom Ashin of The North: อาชินแห่งเผ่าเหนือ คือหนึ่งในหนังแก้แค้นที่สะใจมากเรื่องหนึ่ง

#ตัวละครและการแสดง

มาถึงในมุมของการแสดงบ้างครับ นับตั้งแต่ดูหนังและซีรีส์เกาหลีมา โดยเฉพาะแนวที่เน้นอารมณ์ที่มันตึงเครียดละเข้มข้น ยังไม่เคยเห็นหนังหรือซีรี่ส์หรือนักแสดงคนไหนเล่นไม่ดีเลย แม้แต่ตัวประกอบก็เถอะ วงการภาพบนตร์เกาหลีเขาไม่ได้ไปไกลแค่โปรดักชั่น แต่เขาไปไกลทั้งระบบเลย ในขณะที่ไทยถอยหลังไปอีกไม่รู้กี่สิบปี

และใน Kingdom Ashin of The North: อาชินแห่งเผ่าเหนือ น้องคนที่รับบทอาชินตอนเด็กเล่นดีมาก สื่ออารมณ์และความรู้สึกมาเต็ม นี่ขนาดยังเด็กอยู่เลยนะ และเป็นเรื่องดีมากเพราะอารมณ์ตัวละครในวัยเด็กนี้มันสามารถเชื่อมโยงตัวละครอาชินตอนโตได้อย่างแนบเนียนและสมบูรณ์ ไม่งั้นมันจะต่างระดับกับช็อน จี-ฮย็อน เกินไป

และเมื่อมาถึงอาชินตอนโต เราจะได้เห็นฝีมือการแสดงระดับขั้นเทพของช็อน จี-ฮย็อนในแบบที่เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน การแสดงของเธอนั้นมันอัดแน่นไปด้วยความเครียด อารมณ์ ความรู้สึก ความดำมืด ที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา ในเรื่องนี้เธอมีบทพูดน้อยมาก แต่การพูดที่น้อยมากนั้นมันดันไปเสริมกับการสื่ออารมณ์ได้มากขึ้นเป็นแบบทวีคูณ เธอดำดิ่งและลงลึกในอารมณ์ของตัวละครได้ราวกับว่าเธอคืออาซินซะเอง ต้องยอมรับเลยว่า นี่คือการพลิกบทบาทครั้งยิ่งใหญ่ในด้านการแสดงของเธอ ไม่เหลือภาพสาวหวานเหลืออยู่เลย และเธอก็ถ่ายทอดอารมณ์ของหนังออกมาได้ทั้งหมด จนเราไม่มีอะไรค้างคาใจเลย ในแง่การแสดงและการถ่ายทอดอารมณ์ถือว่าสมบูรณ์แบบ แต่เสียดายที่เนื้อหาและบทของเรื่องในหนังทำให้ช็อน จี-ฮย็อนิมีพื้นที่ในการแสดงฝีมือน้อยไปนิดหนึ่งก็ประมาณครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเห็นเธอน้อยไปหน่อยนั่นเอง

แต่หากจะให้พูดถึงความชอบนั้น ผมชอบเรื่องราวของอาซินตอนเด็กมากกว่า ชอบฝีมือการแสดงของนักแสดงอาซินตอนเด็กด้วย และเชื่อว่าเรืจะได้เห็นฝีมือการแสดงของช็อน จี-ฮย็อน จะไปโดดเด่นใน Kingdom ซีซั่น 3 แทน

ดังนั้นในแง่ฝีมือการแสดง การถ่ายทอดอารมณ์ นักแสดงทุกคนในเรื่องนี้สามารถถ่ายทอดออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก

พูดถึงตัวละของของอาชิน นับว่ามีความน่าสนใจมาก และมันสามารถยกระดับความน่าดูของซีรีส์ Kingdom ได้เป็นแบบทวีคูณ เพราะหากเราดูมาแล้วใน 2 ซีซั่น ก็เหมือนกับว่าเขาได้เล่าเรื่องราวความวุ่นวายในราชวงศ์โชซอนไปแทบหมดแล้ว เว้นแต่เขาทิ้งปมเล็ก ๆ น้อย ๆเอาไว้เพื่อเป็นเชื้อในซีซั่นต่อไปเท่านั้นเอง แต่ส่วนตัวผมมองว่าถ้ายังทำต่อบทเนื้อหาเดิมก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ตัวละครของอาซินถือว่าเป็นอะไรที่สำคัญต่อการเดินเรื่องใหม่มาก ๆ เพราะเมื่อดูหนังจบ เราก็จะเห็นได้เลยว่าเธออยู่ในฝั่งที่เคียดแค้นราชวงศ์โชซอนแบบเข้าไส้ และไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมาอยู่ฝั่งเดียวกับฝั่งขององค์ชายรัชทายาท ซึ่งหากเราลองคาดคะเนว่าจะเกิดขึ้นอะไรในซีซั่นที่ 3 มันก็คงจะเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมของตัวละครอาซินกับองค์ชายรัชทายาท ที่ไม่อาจเฉือนกันได้ลงแบบง่าย ๆ เลย

#บทสรุป

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วผมถือว่า Kingdom Ashin of The North: อาชินแห่งเผ่าเหนือ netflix เค้าปล่อยออกมาได้แบบถูกที่ถูกจังหวะ ประมาณว่าไม่อยากให้คนดูต้องรอนานกับซีซันที่ 3 ที่ทิ้งห่างช่วงกันกับซีซั่นที่ 2 นานพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคนิคทางด้านการถ่ายทำ การตัดต่อ ตัดแต่ง หรือผลกระทบจากโควิด 19 ผมถือว่าการปล่อยหนังออกมาในช่วงเวลานี้ถือว่าดีที่สุด มันทำให้คนดูหายไปคิดไปได้บ้าง และยิ่งเป็นการกระตุ้นให้รอชมซีซั่น 3 แทบไม่ไหว

ในแง่ปรัชญาสำคัญของเรื่อง Kingdom Ashin of The North: อาชินแห่งเผ่าเหนือ ก็ยังคงนำเสนอในประเด็นเดิมและถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญและแข็งแกร่งที่สุดที่ทำให้ซีรีส์และหนังชุด Kingdom ประสบความสำเร็จก็คือ เขาพูดถึงเรื่องอำนาจและคุณธรรมของผู้ปกครอง การปกครองกดขี่ข่มเหงและความไม่เท่าเทียม ความหิวโหยความอดอยาก และความโลภของผู้คน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ผลักดันให้ผู้คนกลับกลายเป็นผีดิบขึ้นมาได้นั่นเอง

บอกเลยว่าเนื้อหาทั้งหมดของ Kingdom Ashin of The North: อาชินแห่งเผ่าเหนือ เป็นอะไรที่แฟน Kingdom ไม่ดูไม่ได้เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของ Kingdom ทั้งหมดสองซีซั่น และถือเป็นจุดเริ่มต้นของซีซั่นที่ 3 ด้วย นับเป็นการอุดรอยต่อและช่องว่างแทบทั้งหมดของซีรีส์ที่เราสงสัยจาดการดู Kingdom เรียกได้ว่าไม่ดูไม่ได้แล้วละครับ

8/10
@Vatin San Santi


#SuperReviewChannel
#KingdomAshinOfTheNorth
#อาชินแห่งเผ่าเหนือ

หมายเลขบันทึก: 691655เขียนเมื่อ 25 กรกฎาคม 2021 10:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 กันยายน 2021 01:47 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี