การวิจัยในชั้นเรียน : กระบวนการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
ดร. ถวิล อรัญเวศ
ในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม
ฉบับที่ 2 (2545) และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 (2553) ได้ส่งเสริมให้ครูใช้การวิจัยมาเป็นแนวทางใน
แก้ไขปัญหาให้กับผู้เรียน
เราจะเห็นได้ว่ามีการพูดถึงงานวิจัยในชั้นเรียนกันมากในวงการศึกษา ซึ่งในระดับนโยบายก็
กำหนดว่าครูผู้สอนทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาถ้าจะเลื่อนวิทยฐานะได้ก็จะต้องทำวิจัยในชั้นเรียนให้ได้และจะต้องตั้งคำถามว่า ทำการวิจัยในชั้นเรียนไปทำไม
วิจัยในชั้นเรียนคืออะไร
ที่จริงแล้วการวิจัยอยู่ในวิถีชีวิตการสอนของครู/อาจารย์ทุกคน คือ ครู/อาจารย์ได้ทำวิจัยอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้เขียนออกมาเป็นรูปแบบหรือรูปเล่มตามที่กำหนด จะอยู่ในใจ คือ เมื่อสอนได้พบปัญหาการเรียนการสอนก็พยายามแก้ปัญหา ปรับปรุงแก้ไขการสอน เช่น ถ้าครูพบว่า เด็กเขียนหนังสือภาษาไทยผิดซ้ำ ๆ ก็คิดวิธีหาทางช่วยนักเรียน โดย
การเขียนคำผิด ๆ นั้น ติดไว้ตามต้นไม้ ตามริมรั้วบ้าง คาดว่าเมื่อนักเรียนเห็นคำผิดบ่อย ๆ จะจำได้และเขียนได้ถูกต้อง
เป็นต้น นี่ก็คือครู/อาจารย์ได้เริ่มกระบวนการทำวิจัยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้จัดระบบให้เข้าตามรูปแบบวิจัยเท่านั้น หรือถ้า ครูพบว่านักเรียนคนหนึ่งนั่งซึมทั้งวัน ผลการสอบก็อยู่ในลำดับสุดท้าย ครูเกิดความสนใจว่านักเรียนคนนี้เป็นอะไร
มีสาเหตุอะไร จึงมีอาการเช่นนั้น และจะหาวิธีการช่วยเหลือได้อย่างไร ครูก็ลงมือค้นหาถึงสาเหตุ และติดตามเด็กไปสอบถามพ่อแม่ รวมทั้งสอบถามเด็กรายอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน จะได้ข้อมูลชัดเจนและสามารถช่วยเหลือให้นักเรียนได้ดีขึ้น นี่ก็เป็นวิธีวิจัยเช่นกัน
ดังนั้น ถ้าจะวิเคราะห์ถึงเหตุผลและความจำเป็นในการทำวิจัยในชั้นเรียนแล้ว เหตุผลสำคัญก็คือ การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตการสอนของครู จะช่วยให้ครูสามารถค้นหาวิธีการต่าง ๆ ในการสอน ทำให้เกิดวิธีสอนใหม่ ๆ ขึ้นมา ที่เกิดจากแนวคิดจากครู/อาจารย์เอง เมื่อนำไปทดลองสอนนักเรียนต่อๆมา พบว่ามีผลดี ก็นำไปถ่ายทอดให้เพื่อนครู/อาจารย์รับรู้และนำไปใช้ต่อไป ลักษณะเช่นนี้ จึงทำให้มีวิธีสอนจำนวนมาก ซึ่งในการสอนแต่ละวิธีการสอนก็มีเป้าหมายใกล้เคียงกันคือต้องการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด ในส่วนตัวครู/อาจารย์ก็เกิดการเรียนรู้วิธีการสอน และเมื่อ
ได้ศึกษาถึงกระบวนการวิจัยที่ถูกต้อง นำไปปรับรูปแบบการแก้ไขปัญหาทางการสอน ก็จะทำให้ครูเป็น
นักวิจัยยิ่งขึ้น ค้นพบเรื่องใหม่ ๆ และเมื่อนำไปใช้สอนแล้วทำให้นักเรียนเรียนได้ดี นักเรียนสนุกมี
ความสุข ครู/อาจารย์ก็จะเกิดความปีติสุข
จึงกล่าวได้ว่า การทำวิจัยในชั้นเรียนของครู/อาจารย์จะก่อให้เกิดผลดีต่อตัวครู/อาจารย์ด้วย ตัวนักเรียนและความก้าวหน้าทางวิชาการด้วย คือ
- ด้านตัวครู/อาจารย์
ครู/อาจารย์จะเกิดการเรียนรู้ หรือมีความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดจากตัวครู/อาจารย์เอง
ว่าในสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมในโรงเรียนในห้องเรียน จะใช้กระบวนการเรียนการสอนอย่างไร
วิธีการของการวิจัยจะช่วยให้ครูสามารถค้นหาหรือพัฒนาเทคนิควิธีสอนใหม่ ๆ มาพัฒนาการเรียนการสอนอยู่เสมอ จะทำให้ครู/อาจารย์เกิดความมั่นใจ ผลงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้สะสมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ครู/อาจารย์มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นครู/อาจารย์มืออาชีพ (Professional Teacher)ผลจากความเชี่ยวชาญของครู/อาจารย์จะเป็นแบบอย่าง เป็นครู/อาจารย์ต้นแบบหรือครู/อาจารย์ผู้นำทางการเรียนการสอน ซึ่งจะนำความก้าวหน้ามาสู่ตัวครู/อาจารย์เอง ทั้งตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้น ความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และรวมไปถึงผลตอบแทนอื่น ๆ ตามมาด้วย เช่น การได้ตำแหน่งทางวิชาการ เป็นต้นสิ่งที่สำคัญที่สุด จากการทำวิจัยในชั้นเรียน ส่วนของตัวเองที่ได้รับ คือ ความอิ่มเอมใจ ความสุข ที่ได้ทำหน้าที่ครู/อาจารย์สมบูรณ์แบบ สอนเมื่อพบปัญหา ก็ศึกษาค้นคว้าวิจัย แก้ไขปัญหา ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผลที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับการยอมรับจะก่อให้เกิดกำลังใจต่อตัวครู/อาจารย์เอง มีผลงานตีพิมพ์ในวารสาร การได้รับเชิญไปบรรยาย การไปประชุมสัมมนาทางวิชาการ เป็นต้น เป็นชื่อเสียงของครู/อาจารย์เอง โรงเรียนก็พลอยได้ชื่อเสียงไปด้วย
2. ด้านตัวนักเรียน
นักเรียนจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการนำผลการวิจัยของครูไปใช้ในการปรับปรุงการเรียน ครู/อาจารย์วิจัยได้ผลงานวิจัยด้านการสอน นำผลที่ได้รับไปปรับปรุงการสอนของตนเอง ทำให้ นักเรียนได้รับประโยชน์ เพราะครู/อาจารย์จะค้นคว้าอยู่เสมอโดยจะค้นหาวิธีที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้สูงสุด นักเรียนจึงได้รับประโยชน์สามารถพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของตนเองลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการเรียนรู้และเรียนอย่างมีความสุข
3. ด้านความก้าวหน้าทางวิชาการ
จะเกิดเป็นความรู้ใหม่ ๆ ในศัพท์ที่นักวิชาการชอบพูดถึง คือองค์ความรู้ ซึ่งหมายถึงความรู้ที่ยังไม่มีใครรู้ ไม่มีใครค้นพบ เมื่อค้นพบความรู้ใหม่ทางการสอน ก่อให้เกิดการขยายตัวความรู้นี้ต่อเนื่องไป มีครู/อาจารย์ คนอื่นสนใจความรู้นี้ก็มีการวิจัยค้นคว้าขยายความรู้ต่อไป จึงทำให้ความรู้เพิ่มขึ้น ความก้าวหน้าทางวิชาการของครู/อาจารย์ก็จะทวีผลเพิ่ม ขยายพรมแดนความรู้ต่อไป วงการทางวิชาการก็ได้ประโยชน์ ทำให้งานวิชาการด้านนี้ก้าวหน้า
จะเริ่มต้นทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างไร
ครู/อาจารย์ที่สนใจจะทำวิจัยในชั้นเรียน ควรเริ่มต้น ดังนี้
1. มีความมุ่งมั่นหรือตั้งใจแน่วแน่
ความตั้งใจ ความแน่วแน่และความต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดผลสำเร็จ ครู/อาจารย์จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในตัวเองก่อน เหมือนการกำหนดเป้าหมายให้กับตัวเอง เช่น กำหนดว่าในปีนี้จะต้องทำวิจัยในชั้นเรียนสักหนึ่งเรื่อง เพื่อสร้างข้อผูกพันตนเอง และให้เชื่อมั่นว่าจะต้องทำได้แน่นอน คนอื่นเขาทำได้เราก็ต้องทำได้ให้คิดอย่างนี้ แล้วกำลังใจจะมาเอง
2. หาความรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียน
ความรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยมีแหล่งมากมายหลายแห่ง เช่น ห้องสมุดของสถาบันราชภัฏ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ห้องสมุดหน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษา สามัญศึกษาจังหวัดและห้องสมุดประชาชน (ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน) เป็นต้น
ในห้องสมุดจะมีหนังสือเกี่ยวกับงานวิจัยในชั้นเรียน มีผลงานวิจัยอยู่ ให้เลือกเล่มที่อ่านง่าย ๆ มีตัวอย่างประกอบก่อนแล้วค่อยอ่านเล่มยาก ๆ
หนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับการวิจัยได้ดี เขียนง่าย มีตัวอย่างประกอบ คือ หนังสือ การวิจัยเชิงพัฒนาระดับโรงเรียน ของกองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์เมื่อเดือนกันยายน 2543 หรือจะหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับงานวิจัยที่มีขายในท้องตลาดทั่วไปมาศึกษาก็ได้
3. การเข้าร่วมประชุมปฏิบัติการ การจัดทำวิจัยในชั้นเรียน
การอ่านหนังสืออย่างเดียวบางครั้งต้องใช้เวลา และก็อาจเข้าใจยาก จึงควรเข้าร่วมประชุมปฏิบัติการทำวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งจะมีวิทยากรมาชี้แจงและฝึกปฏิบัติ เพราะหัวใจสำคัญของการเรียนวิจัยอยู่ตรงการฝึกหัดทำ มีผู้คอยดูแลให้คำปรึกษาช่วยเหลือ แล้วถ้าหากสามารถนำเอา แบบฝึกหัดที่ทดลองทำไปทำจริง ๆ ก็จะเกิดประโยชน์มาก และจะเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง การเรียนทำวิจัยที่ฟังอย่างเดียวหรืออ่านอย่างเดียวได้ประโยชน์น้อย
4. ศึกษาการทำวิจัยจากงานวิจัยในชั้นเรียนของคนอื่น
การศึกษางานวิจัยของคนอื่น หลาย ๆ เรื่อง จะทำให้มองเห็นรูปแบบและแนวทางการทำวิจัย ผลงานวิจัยเหล่านี้จะมีอยู่ตามห้องสมุดสถาบันการศึกษา หรือห้องสมุดประชาชน หรืออาจอ่านตามบทคัดย่อในห้องสมุดแล้วติดตามถึงเจ้าของงานวิจัยที่สนใจ นำมาศึกษา อ่านงานวิจัยมาก ๆ จะทำให้เข้าใจวิธีการทำวิจัยได้ดี ดังนั้น จึงอาจจำเป็นต้องลงทุนสำเนางานวิจัยไว้ดูเป็นตัวอย่าง แต่ไม่จำเป็นต้องลอกแบบ
5. การวางแผนทำวิจัย
ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า การทำวิจัยสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ทำได้หรือไม่อยู่ที่ใจเป็นเบื้องแรกจึงขอให้ตั้งมั่น และวางแผนทำงานวิจัยในชั้นเรียนสักหนึ่งเรื่อง ในการทำครั้งแรกควรเริ่ม ง่าย ๆ ก่อน อย่าไปดูงานวิจัยที่ยาก ๆ แล้วทำตามโดยที่ไม่เข้าใจ จะทำไม่สำเร็จ ทำจากเรื่องที่เป็นปัญหาง่าย ๆ ก่อน กะว่าทำให้เสร็จสักเรื่องหนึ่ง อย่าไปสนใจมากนักว่า กลัวว่าไม่ดี ไม่ถูกต้อง ขอให้เสร็จก่อนสักหนึ่งเรื่อง เมื่อวิจัยเรื่องแรกเสร็จก็จะเป็นกำลังใจ ค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อย ๆ แก้สิ่งที่ผิด ต่อไปจะเก่งเอง เพราะว่าไม่มีใครเก่งมาก่อนลองผิดลองถูกมาทั้งนั้น
6. จัดหาที่ปรึกษาช่วยงานวิจัย
ที่ปรึกษาจะช่วยได้มากในการทำงานวิจัย ซึ่งในสถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และสำนักงานการประถมศึกษา หรือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหรือสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด รวมทั้งในโรงเรียน จะมีผู้ที่มีความรู้ทางวิจัยพอที่จะช่วยเหลือได้ ให้ติดต่อเป็นที่ปรึกษา
7. เสนอผลงานวิจัย
พยายามหาโอกาสนำผลงานวิจัยที่ทำ ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ หรือนำเสนอในที่ประชุมทางวิชาการ เพื่อจะได้เผยแพร่ผลงานวิจัย และจะได้ตรวจสอบผลการวิจัย โดยดูผลสะท้อนกลับ หรือการวิพากษ์วิจารณ์งานวิจัย ทำให้ได้ความรู้ และผลงานเหล่านี้ เมื่อปรับปรุงแก้ไขจนมั่นใจแล้ว สามารถนำเสนอขอตำแหน่งทางวิชาการได้
แนวคิดในการทำวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยในชั้นเรียน เป็นกระบวนการต่อเนื่องในการพัฒนาการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่การสำรวจสภาพการปฏิบัติงานว่ามีปัญหาอะไร ปัญหานั้นมีสาเหตุมาจากอะไร นำสาเหตุมาหาวิธีการแก้ไขปัญหา ครั้งแรกหาหลาย ๆ วิธีการแล้วเลือกวิธีการที่ปฏิบัติ หรือการพัฒนานวัตกรรมมาช่วยในการแก้ปัญหา ลงมือแก้ปัญหา โดยใช้นวัตกรรมที่เลือกสรร จากนั้นก็ตรวจสอบดูผลการแก้ไขปัญหาว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอะไรไปบ้างถ้าพบว่ายังมีปัญหาอื่นต่อเนื่องก็ดำเนินการแก้ไขเช่นเดียวกับกระบวนการข้างต้น วนเวียนต่อเนื่องไปเช่นนี้ ก็จะเป็นการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ที่มาจากการวิจัย คือการศึกษาค้นคว้าและการหาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ดังนั้น เพื่อสรุปให้เห็นแนวคิดในการทำวิจัยในชั้นเรียน จะมีกระบวนการอยู่ 3 ขั้นตอน คือ
1. การทำความกระจ่างในปัญหา
ในการพัฒนางานใด ๆ ก็จะต้องทราบปัญหางานเสียก่อน ในการสอนก็เช่นเดียวกัน จะต้องค้นหาให้ได้ว่ามีปัญหาอะไร ปัญหาอาจมีหลายปัญหา ปัญหาบางปัญหาเกี่ยวพันกันหลายปัญหา จึงต้องสำรวจปัญหาทั้งหมดก่อนแล้วจึงจัดเรียงหาปัญหาหลัก หรือปัญหาสำคัญจริง ๆ ให้ได้ ซึ่งจะมีวิธีการสำรวจปัญหาหลายวิธี เช่น การสังเกต การรวบรวมข้อมูล การบันทึกข้อบกพร่อง การทดสอบเพื่อค้นหาข้อบกพร่อง เป็นต้น ซึ่งข้อบกพร่องของนักเรียน ครู/อาจารย์จะทราบแต่ไม่ได้จดไว้เป็นข้อมูล จึงขาดหลักฐานสนับสนุน ดังนั้นถ้าครู/อาจารย์เป็นนักสังเกต จดข้อมูลรวบรวมไว้ เมื่อนำมาสรุปจะทำให้มองเห็นปัญหาชัดเจน พร้อมหลักฐานยืนยัน
2. คิดค้นนวัตกรรมแก้ปัญหา
เมื่อค้นพบปัญหาตามข้อ 1 แล้ว จะศึกษาหาแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งอาจได้แนวทาง มากมายจะต้องศึกษาว่า วิธีใดได้ผลดีมีหลักการหรือทฤษฏีอะไรมาใช้แก้ไขปัญหาได้บ้าง แต่ละวิธีมีข้อดีข้อบกพร่องอะไร จึงเลือกวิธีการขึ้นมาใหม่ เครื่องมือขึ้นมาใหม่ ที่จะนำไปใช้แก้ไขปัญหา ซึ่งจะต้องทดลองใช้แก้ไขปัญหา เรียกว่า การสร้างนวัตกรรม
3. การทดลองใช้นวัตกรรมในการแก้ปัญหา
เป็นนวัตกรรมที่คิดขึ้น อาจเป็นวิธีสอนหรือสื่อการสอนที่คิดค้นมาทดลองใช้ตามระเบียบวิธีการวิจัยทดลอง เช่นอาจแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ในการทดลองวิธีสอน กลุ่มหนึ่งใช้วิธีสอนแบบเดิมอีกกลุ่มใช้วิธีสอนแบบที่คิดขึ้นใหม่ นำมาสอนนักเรียน เพื่อต้องการเปรียบเทียบผลการสอน เมื่อทดลองสอนแล้ว สมมติว่าผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนสูงขึ้นหรือดีกว่าการสอนแบบเดิม นั่นแสดงว่านวัตกรรมการสอนที่คิดขึ้นใหม่นั้นดี สามารถนำไปใช้ได้ จึงนำไปเผยแพร่ต่อไป
ในแนวคิดการทำวิจัยในชั้นเรียนข้างต้นเป็นกรอบแนวคิดกว้าง ๆ ซึ่งถ้าจะทำในรูปแบบการวิจัยที่ถูกต้องในรายละเอียด จะต้องดูรูปแบบของนวัตกรรมนั้น ๆ เช่นถ้าจะต้องการแก้ไขปัญหาด้านการสร้างแผนการสอน หรือการจัดผลิตสื่อการสอน ก็จะต้องศึกษารูปแบบของแผนการสอนและการผลิตสื่อการสอนและถ้าหากจะเป็นรูปแบบของงานวิจัยในชั้นเรียนก็จะต้องใช้รูปแบบให้ถูกต้องในขั้นตอนตามระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้อง เช่น มีบทนำ แนวคิดทฤษฏีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีการดำเนินการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปอภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ เป็นต้น
ตัวอย่างงานวิจัยในชั้นเรียน
ต่อไปนี้เป็นรายชื่องานวิจัยในชั้นเรียน ที่จะช่วยให้เกิดแนวความคิดในการเลือกหัวข้อในการทำวิจัย คือ
1. การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและเขียน ระหว่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ใช้วิธีการสอนด้วยวิธีผันด้วยเสียงวรรณยุกต์ และวิธีแจกลูก ผู้วิจัย ผศ.สมศรี เพ็ชรยิ้ม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. การประเมินโครงการมารยาทของนักเรียน โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(ฝ่ายประถม) ผู้วิจัย กิติพงษ์ เทียนตระกูล สุมิตรา เจณณวาลิน และสุภัทรา ฤทธิบุตร
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. การสร้างแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการแก้ปัญหาสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย สปอ.สะเมิง เชียงใหม่
4. ความสันพันธ์ระหว่างการแก้ปัญหาโจทย์ธรรมดา กับการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผู้วิจัย สมชัย ชินะตระกูล สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
5. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนและเจตคติต่อการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์
กายภาพ ชีวภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพชีวภาพโดยใช้ชุดการสอนมินิคอร์สกับการสอนตามคู่มือครูผู้วิจัย พนิดา ภิสัชเพ็ญ สถาบันราชภัฏธนบุรี
- การทดลองใช้เกมและของเล่นช่วยในการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ผู้วิจัย ปราณี
วิชกูล สถาบันราชภัฏพระนคร
สรุป
การวิจัยในชั้นเรียน เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ครู/อาจารย์เกิดความก้าวหน้า หรือพัฒนาการสอน นักเรียนจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากงานวิจัยของครู/อาจารย์ เพราะครู/อาจารย์จะต้องติดตามนักเรียนในการเรียนเป็นรายบุคคลและรวมกลุ่มสามารถค้นพบปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียน นำมาแก้ไขอย่างถูกต้องและเป็นระบบ สะสมความรู้ที่ได้รับไว้ เปิดเผยหรือเผยแพร่ให้คนอื่นรู้ เป็นการบริการทางวิชาการ ครู/อาจารย์จะเป็นบุคคลที่เรียนรู้ตลอดเวลา จากการหาความรู้ด้วยตนเอง พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ครู/อาจารย์เป็นที่รักของศิษย์ เป็นครู/อาจารย์มืออาชีพ ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้าง และสุดท้ายจะส่งผลแห่งความดี ความตั้งใจกลับมาที่ครู/อาจารย์เอง ครู/อาจารย์จะเป็นผู้ที่ตื่นอยู่เสมอเรียนรู้อยู่เสมอ (learning person) จะทำให้ก้าวหน้า ได้ตำแหน่งทางวิชาการอีกทางหนึ่งด้วย ด้วยเหตุนี้ ในพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ในมาตรา 24 (6) ที่ว่า ส่งเสริมให้ครู/อาจารย์ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครู/อาจารย์จะต้องเรียนรู้วิธีการวิจัย และลงมือทำวิจัยในชั้นเรียน เพื่อพัฒนา คุณภาพการเรียนการสอน เพื่อให้เป็นครู/อาจารย์มืออาชีพ ที่จะทำให้เด็กไทยเป็นพลเมืองที่มี คุณภาพต่อไป
--------------------------
