" ผมสังเกตเห็นความกระตือรือร้นและความสนใจในการอ่านของนักเรียน ทำให้เข้าใจว่า..การนิเทศครู..ช่วยเหลือสนับสนุนและให้กำลังใจครูมาตลอดนั้น..ได้บังเกิดผลแล้ว.."

        ผมรู้สึกคับข้องใจ ที่ต้องไปอบรมฯเพียงครึ่งวัน อีกครึ่งวันกลับมาทำงานและสอนหนังสือตามปกติ ความรู้สึกย้อนแย้งกันระหว่างความเย่อหยิ่งเป็นน้ำล้นแก้ว กับเวลาที่ผมคิดเสมอว่ามีค่าเหลือเกิน ที่จะต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

         หัวข้อการอบรม คือ”การนิเทศแบบบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน” ซึ่งเป็นนโยบายเก่าของสพฐ.ในปี ๒๕๖๒ ผมคิดไปเองว่า..คงจะมีการปัดฝุ่น..แล้วเพิ่มเติมนวัตกรรมที่น่าสนใจเข้าไปเป็นแน่แท้

    ที่สุดแล้ว...ก็เนื้อหาเดิมๆ เครื่องมือเดิมๆ ที่ยังคงความหลากหลาย ให้เลือกใช้ตามบริบทของโรงเรียน เป้าหมายคือห้องเรียน..จุดประสงค์ปลายทางคือคุณภาพผู้เรียน โดยมีผอ.รร.เป็นผู้ขับเคลื่อน.และคณะครูเป็นตัวจักรที่สำคัญยิ่ง

        ความสนใจของผมลดน้อยถอยลง..ตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่วิทยากรถามว่า..การนิเทศคืออะไร...ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง?..ผมหลับตาและนึกคล้อยตามไป ว่านี่คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เท่านั้น..อย่าคิดมาก..คิดแค่ว่า..เรากำลังย้อนไปเมื่อ ๑๐ -๒๐ปีที่เราได้รับการอบรมสัมมนากันมาโดยตลอด...

        ผมเพิ่งรู้ตัวก็วันนี้เอง..ว่าแก่ชราเกินไปจริงๆ ที่มีความอดทนไม่พอ ที่จะรับฟังอะไรโดยไม่จำเป็น..ส่วนผอ.ท่านอื่นจะคิดกันยังไง..ก็ยากที่จะคาดเดา...

        แต่ที่แน่ๆ..ทุกคนผ่านการศึกษาเล่าเรียนและอบรมเรื่องการนิเทศมาแล้ว..นับครั้งไม่ถ้วน..ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าผอ.รร.ทุกคนไม่เคยรู้เรื่องการนิเทศมาก่อน และความสำเร็จก็มิได้เกิดจากว่าจะต้องมานั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องแอร์ให้มันเปลืองเวลาและงบประมาณ...

        ประเด็นปัญหาก็คือ..มีบางคนคิดว่ากระบวนการนิเทศในโรงเรียนยังไม่มีประสิทธิภาพ งานนิเทศยังไม่เป็นวัฒนธรรม คือขาดความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง...นั่นเอง

        อันนี้..ก็คงต้องไปแก้ไขและพัฒนากันที่โรงเรียน ลดละเลิกการอบรมเสียที ส่วนจะวางแผนการนิเทศอย่างไร? ก็ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกัน เพราะบริบทของโรงเรียนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

        สำหรับผมแล้ว..ทำงานนิเทศทุกวัน..และในทุกวันนั้น ก็ทำให้ดูอยู่ให้เห็นและเป็นแบบอย่างในทางปฏิบัติ..เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมีข้อจำกัด จะเอาแค่เอกสาร/โครงการคงไปไม่รอด และหากจะเอาผู้เรียนเป็นตัวตั้งด้วยแล้ว การบูรณาการงานนิเทศ จึงมิใช่เรื่องยากสำหรับผม....

        เมื่อเดินทางถึงโรงเรียน ผมรีบทำงานตามแผนที่เคยทำมาทุกวัน..ให้ครูชั้นป.๑ และ ป.๒ คัดเลือกนักเรียนให้ผมห้องละ ๑๐ คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๘๐ ของแต่ละห้อง

        ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง...ผมสามารถนิเทศติดตามความสามารถทางการอ่านออกเสียงของนักเรียนได้เป็นอย่างดี สิ่งที่พบก็คือนักเรียนอ่านคล่อง ในระดับที่น่าพอใจ

        ผมสังเกตเห็นความกระตือรือร้นและความสนใจในการอ่านของนักเรียน เป็นเครื่องบ่งบอกหรือเข้าใจได้ว่า..การนิเทศติดตามการสอนของครู..การช่วยเหลือสนับสนุนและให้กำลังใจครูมาตลอดนั้น..ได้บังเกิดผลแล้ว

        ผมคิดว่าการลงลึกถึงตัวผู้เรียน คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นอีกบริบทหนึ่งที่จะเข้าถึงปัญหาและความต้องการของครู นักเรียนและผู้ปกครองอย่างแท้จริง

        บางที..ก็ต้องคิดใหม่เหมือนกัน ในยุคดิจิตอลหรือในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ หากเชื่อมั่นในศักยภาพของครู บางตำราก็อาจใช้ไม่ได้  การนิเทศแบบที่ไม่ต้องนิเทศอาจได้ผลมากกว่า..ก็เป็นได้

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๖ มีนาคม ๒๕๖๔