๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ๑๙.๐๐ - ๒๐.๓๐ น. เวลาไทย เป็นรายการสรุป Investing for the future : Ensuring the world will never be vulnerable to another ‘Covid-19’ threat (1) โดยที่ threat ในที่นี้คือ microbial threat อันตรายที่มาจากจุลชีพ ซึ่งที่จริงจุลชีพส่วนใหญ่คือเพื่อนที่ดีของเรา (๒) แต่หากเราประพฤติไม่ดี จุลชีพตัวร้ายก็เข้ามาทำร้ายเราได้ ซึ่งกรณีนี้คือ การระบาดใหญ่ของโควิด ๑๙ คณะวิทยากรเตือนว่า หากมนุษยชาติยังดำรงแบบแผนการดำรงชีวิตแบบเดิม ไม่ช้าก็จะมีจุลชีพตัวร้ายกระโดดจากป่ามาเล่นงานมนุษย์อีก หรือแบคทีเรียดื้อยา (AMR – Antibiotics Multiple Resistance) ที่มีอยู่แล้วมากมาย อาจแพร่กระจายกลายเป็นการระบาดใหญ่
เริ่มจากการคุยกับ David Cameron อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดย Dr. Dennis Carrol เป็นผู้สัมภาษณ์ สรุปสาระสำคัญได้ว่า David Cameron เสนอให้ตั้งองค์กรระหว่างประเทศ สำหรับทำหน้าที่ด้านระบบ Surveillance เพื่อ Early Warning ของการระบาดใหญ่ โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายโลกด้วยระบบข้อมูล ปลอดการเมือง เป็นองค์กรคู่ขนานและร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก
องค์กรนี้เป็น non-profit, science-based ไม่เล่นการเมือง ทำงานอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเปิดเผยข้อมูล เป็น open access
ท่านแนะนำให้เริ่มหารือกันในที่ประชุม G7 ต่อด้วยที่ประชุม G 20 ทำให้ผมนึกในใจว่า การก่อตั้งนี้ต้องการความมุ่งมั่นทางการเมืองในการสนับสนุน แต่ปล่อยให้องค์กรทำงานอย่างอิสระ ปลอดการเมือง จะเป็นไปได้อย่างไร ละอ่อนทางการเมืองอย่างผมงง
วิทยากรส่วนใหญ่เห็นด้วยกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ ศ. ดร. Y.Y. Teo คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เห็นต่าง ว่าการมีองค์กรให้สัญญาณเตือน ไม่เพียงพอ ดังจะเห็นว่า ในอเมริกาและยุโรป สัญญาณเตือนไปล่วงหน้า ๒ เดือน แต่ขาดการเตรียมพร้อม
ผมมีความเห็นว่า ที่ท่านนายกฯ คาเมรอน เสนอ เป็นการตั้งรับที่ปลายเหตุ สิ่งที่ต้องคิดให้หนักคือ การแก้ปัญหาที่ root cause (รากเหง้า) การเตรียมพร้อมที่แท้ จึงต้องเปลี่ยนระบบอารยธรรมมนุษย์ ที่โลกตะวันตกขับเคลื่อนมา ๕๐๐ ปี ทำให้โลกเสียสมดุล เกิดวิกฤติต่างๆ ได้ง่าย การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อ เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ของผลข้างเคียงของอารยธรรมที่ผิดทาง
การประชุมช่วงนี้เน้นนำเสนอผลการประชุมแบบ webinar 4 ครั้ง คือเรื่อง (๑) ความเสมอภาคในการเข้าถึงการดูแล (๒) ภาวะโภชนาการ (๓) วัคซีน เวชภัณฑ์ (๔) การดำเนินมาตรการแบบบูรณาการ
Plenary Session นี้ นำเอาข้อมูลจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มาทำความเข้าใจ เพื่อเสนอแนะ แนวทางรับมือในอนาคต ผมสังเคราะห์ตีความจากที่เขาพูดกันอีกทีหนึ่ง ไม่ได้เล่าตามที่เขาพูดกัน
แนวทางที่ ๑ ใช้หลักการ EET : Equity, Ethics, Trust เพื่อสร้างความร่วมแรงร่วมใจของทั้งโลก และทุกภาคส่วน เรื่องนี้พูดง่าย ทำยาก หรือในหลายกรณี พูดอย่างทำอย่าง แต่หากมีความจริงใจ และรวมพลังกันได้จริง ในวิกฤติคราวหน้า เราจะรับมือได้ดีกว่านี้มาก
แนวทางที่ ๒ เตรียมพร้อมความมั่นคงทางอาหาร และภาวะโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เปราะบาง คือ แม่และเด็ก หากได้รับผลกระทบ จะเกิดผลเสียในระยะยาว ทำให้คุณภาพของประชากรลดลง
แนวทางที่ ๓ การแลกเปลี่ยน (sharing) ข้อมูล และทรัพยากรอื่นๆ ช่วยสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน
แนวทางที่ ๔ พัฒนาสมรรถนะการทำงานข้ามภาคส่วน (sector) โดยเฉพาะด้านสุขภาพ การศึกษา และเศรษฐกิจ และบูรณาการต่างระดับ คือระดับชุมชน ระดับภาคภายในประเทศ ระดับประเทศ และระดับโลก (เป็น multilateralism) ซึ่งหมายความว่า ต้องหาทางขจัดความคิดเอาแต่ประเทศตนสังคมตน (nationalism, unilateralism) ออกไป ในระดับประเทศต้องมีกลไกให้เกิดการทำงานร่วมกันทั้งสังคม (whole of society approach) และใช้พลังของทั้งวิทยาศาสตร์ การเมือง และสังคมวิทยา
แนวทางที่ ๕ พัฒนาระบบคุ้มกันทางสังคม (social safety net)
แนวทางที่ ๖ พัฒนาระบบสุขภาพ ให้มีระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า มีความเข้มแข็งของระบบสุขภาพมูลฐาน เป็นระบบที่เน้นสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
แนวทางที่ ๗ เปลี่ยนระบบโลก ตามแนวทางของ SDG เน้นความเอาใจใส่สภาพแวกล้อมทางธรรมชาติของดาวเคราะห์โลก ที่รวมไปถึงระบบอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การบริโภค การอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ
แนวทางที่ ๘ สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แข็งแรง และตอบสนองได้เร็วและได้ผล ร่วมมือกันเป็นเครือข่าย ทั้งระดับประเทศ และระดับโลก
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.พ. ๖๔