ในโลกเล่า : แมวและกรงขัง


   

           หนังสือรวมเรื่องสั้น ‘ในโลกเล่า’ ของวัฒน์ ยวงแก้ว เจ้าของผลงาน บันไดกระจก ซึ่งเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. 2554 หนังสือรวมเรื่องสั้น ในโลกเล่า ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2562 จากสำนักพิมพ์ผจญภัย ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 8 เล่มสุดท้ายที่เข้ารอบ short list เพื่อชิงรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปีพุทธศักราช 2563 นอกจากนี้วัฒน์ ยวงแก้ว ยังประสบความสำเร็จในการคว้ารางวัลอย่างมากมาย เช่น ทั้งรางวัลพานแว่นฟ้า, รางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ, รางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยม, รางวัลเปลื้อง วรรณศรี, รางวัล Indy Shot Story Award ด้วยความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ผสมผสานกับประสบการณ์งานเขียนที่โดนเด่นจึงกลายเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมในหมู่นักอ่านอย่างล้นหลาม

การจากลาสู่การกลับมา

          การจากลาสู่การกลับมาของนนท์หลังจากที่เขาได้ลาออกจากงานเพื่อกลับมาอยู่บ้านกับแม่ ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับยายเนียมผู้โดดเดี่ยว ด้วยความรู้สึกผิดของนนท์ที่ไม่สามารถดูแลยายของตน ได้ดีพอในเวลาที่สายไป เมื่อพบกับภาพอันน่าสงสารที่ยายเนียมถูกขังให้อยู่อย่างเดียวดายในกระท่อม นนท์จึงพยายามที่จะช่วยให้ยายเนียมหลุดพ้นออกจากกรงขังนั้นด้วยการทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หลังจากนั้นไม่นานยายเนียมก็จากไปอย่างสงบ

          “แมวและกรงขัง” เพียงพบกับชื่อเรื่องก็นำพาความน่าสนใจใคร่รู้มาสู่ผู้อ่านเป็นอย่างมาก ด้วยคำว่า แมว ชวนให้นึกถึงความน่ารัก น่าเอ็นดู แต่เหตุใดจึงถูกนำมารวมกับคำว่า กรงขัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ชวนหดหู่ เดียวดาย เห็นได้ว่าชื่อเรื่องอันตรงกันข้ามกันนี้กลับดึงดูดให้ผู้อ่านอยากที่จะรู้เรื่องราวความเป็นมาเพื่อหาคำตอบอันน่าฉงน แต่เมื่อได้อ่านเนื้อเรื่องภายในเล่มก็จะค้นพบกับคำตอบของคำว่า แมวและกรงขัง อย่างลึกซึ้ง แมวในที่นี้ คือแมวดำ เป็นสัญลักษณ์แทนความโชคร้าย ความน่ารังเกียจ อาจกล่าวได้ว่าแมวดำเป็นภาพแทนของยายเนียมที่ถูกลูกหลานกักขังไว้ในกระท่อมเพียงลำพัง

          เรื่องสั้น “แมวและกรงขัง” มีโครงเรื่องที่ไม่ซับซ้อน กล่าวคือ เริ่มเปิดเรื่องด้วยการพรรณนาถึงความเป็นมาของเหตุการณ์ที่ลูกสาวของนนท์ฝันถึงย่าทวด “มันไม่ใช่เรื่องเล่าลึกลับขวัญผวา แม้ว่าเรื่องราวอันน่าขนลุกเกิดขึ้นตั้งแต่คืนแรกที่ครอบครัวของเราย้ายกลับมาปักหลักที่บ้านสวน” (วัฒน์ ยวงแก้ว, 2562, หน้า259) การเปิดเรื่องเช่นนี้ช่วยให้ผู้อ่านได้รู้ถึงภูมิหลังของตัวละครว่ามีความเป็นมาอย่างไร หากจะกล่าวว่าผู้แต่งอาจมีจุดประสงค์อื่น เช่น เพื่อดึงดูดความสนใจโดยใช้เรื่องชวนขนลุกมาเกริ่นให้ผู้อ่านคาดเดาถึงเนื้อเรื่องก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง เนื่องจากนักอ่านในปัจจุบันนิยมอ่านเรื่องสะเทือนขวัญ

          เหตุการณ์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ นนท์พาลูก ๆ ของเขาแวะทักทายชาวบ้านเพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัว เนื่องจากเป็นผู้มาอาศัยอยู่ใหม่ในหมู่บ้าน จนกระทั่งเหลือบ้านน้าจวนหลังสุดท้ายที่ยังไม่ได้ไปทักทาย เมื่อไปถึงน้าจวนยังคงเป็นมิตรไมตรีกับนนท์เช่นเดิม แม้จะทะเลาะกับแม่ของนนท์อยู่ก็ตาม ขณะที่นนท์และลูก ๆ กำลังกลับเขาเหลือบไปเห็นหลังคาสังกะสีสะท้อนแสงมา และลูกสาวของเขาจึงบอกว่าทางนั้นคือทางที่เธอฝันเห็นย่าทวด หลังจากที่ลูกสาวของเขาฝันถึงย่าทวดหลาย ๆ วันติด นนท์ตัดสินใจแวะบ้านน้าจวนและขอไปเยี่ยมเยียนยายเนียมสักครั้ง ทำให้ได้พบกับภาพอันน่าสลดใจ เมื่อเห็นดังนั้นแล้วนนท์รู้สึกเหมือนใบหน้ายายประทับซ้ำลงไปก่อให้เกิดความเศร้าโดยไม่รู้สาเหตุ

การกลับมาสู่ปมในใจ

           จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่ปมความขัดแย้งภายในจิตใจ นนท์ไม่อาจเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้น เขารู้สึกเพียงว่ามีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกันในเรื่องนี้ หรือเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างยายของนนท์และ   ยายเนียม นนท์พยายามหาคำตอบและพบว่า “ทั้งเรื่องแมว ความฝันของโบว์ ภาพซ้อนที่ติดอยู่ในความรู้สึกผมอาจไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเรื่องลี้ลับในมิติเหนือการรับรู้ที่มีความเกี่ยวข้องกันกับยาย” (วัฒน์ ยวงแก้ว, 2562, หน้า278) นนท์ตัดสินใจพาลูก ๆ ไปเยี่ยมและดูแลยายเนียมมากขึ้น ใช้การบรรยายความรู้สึกของนนท์เพื่อหน่วงเรื่อง “ผมมีความสุขเสมอที่ได้หยิบลูกกุญแจออกจากกระป๋องมาไขเปิดลูกกรง และเจ็บปวดใจทุกคราวที่เกี่ยวแม่ลูกกุญแจเข้ากับสายยูขังยายเนียมไว้ภายใน” (วัฒน์ ยวงแก้ว, 2562, หน้า283) จนกระทั่งยายเนียมป่วยเข้าโรงพยาบาลและอาการทรุดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง หลังจากนั้นไม่นานยายเนียมก็สิ้นใจลง

          ผู้แต่งปิดเรื่องโดยพรรณนาความรู้สึกของตัวละครที่ได้หลุดพ้นจากความรู้สึกผิด “ผมมองรูปถ่ายของยายบนฝาผนังด้วยความรักความผูกพันที่ท่วมท้น กล้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาพบความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเหนือคำอธิบายใดนัยน์ตาอุ่นรื้นไปด้วยน้ำ หลุดพ้นออกจากกรอบแห่งความรู้สึกผิดที่แฝงฝังอยู่ในใจตลอดมา” (วัฒน์ ยวงแก้ว, 2562, หน้า288)  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องราวความรักที่งดงามแห่งชีวิตและควรได้รับการถ่ายทอดต่อไป นอกจากนั้นแล้วยังมีบทสนทนาระหว่างนนท์กับโบว์ ทิ้งท้ายให้ผู้อ่านได้คิดต่อไปในตอนจบของเรื่อง โดยใช้ ป.ล. “เป็นไงบ้างลูกมันยอมญาติดีด้วยหรือยัง” “ยังหรอกค่ะ แต่ไม่เป็นไรถึงยังไงมันก็เป็นแมวของเรา” (วัฒน์ ยวงแก้ว, 2562, หน้า289) บทสนทนาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เมื่อแมวดำตัวเห็นว่าที่ตรงนี้สามารถพึ่งพึงได้ ด้วยสัญชาตญาณจึงทำให้แมวดำมาอาศัยอยู่แม้จะมีความเกรงกลัวอยู่บ้าง ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัว หรืออาจกล่าวได้ว่าการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จย่อมต้องใช้เวลา

ปมในใจสู่การคลี่คลาย

          สัจธรรมของชีวิตย่อม เกิด แก่ เจ็บและตาย แต่มนุษย์จะดับสูญเมื่อใดนั้นหารู้ไม่ ดังนั้นหากพิจารณาถึงแก่นแท้ของเรื่อง พบว่าผู้แต่งสะท้อนให้เห็นว่าหากจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นควรทำให้ดีที่สุดเมื่อยังมีเวลา เพราะเวลาไม่อาจย้อนกลับมาใหม่ได้ มนุษย์ส่วนใหญ่มักเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นในเวลาที่สายไป ซึ่งทุกคนต่างมีเวลาในชีวิตเท่าเทียมกัน แต่จะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมักมองข้ามช่วงชีวิตหรือช่วงเวลาที่สำคัญให้ผ่านพ้นไป ในกรณีของนนท์จะช่วยเป็นบทเรียนแก่ผู้อ่านที่มักมองข้ามหรือลืมดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัว รวมไปถึงคนรอบข้างของเรา ให้กลับมาทบทวนการกระทำของตนในวันนี้ว่าเรานั้นทำดีที่สุดแล้วหรือยัง เรารักและใส่ใจพวกเขามากพอหรือยัง โดยสามารถเชื่อมโยงไปสู่ความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวไทยที่ควรประพฤติปฏิบัติ

           นอกจากนี้ยังเป็นชี้ให้เห็นถึงปัญหาของสังคมในปัจจุบันที่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง นำมาซึ่งอำนาจและฐานะอันยิ่งใหญ่ ด้วยความโลภของมนุษย์ รวมถึงความไม่รู้ของชาวบ้านทำให้การเมืองในปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมที่ส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ ด้านในประเทศ

          นนท์ ตัวละครเอกที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่อง และเป็นตัวละครที่มีหลายลักษณะ กล่าวคือ เป็นตัวละครที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามสภาพแวดล้อม รู้จักปรับตัวให้เข้ากับบริบทสังคม เช่น นนท์มีลักษณะอุปนิสัยที่เหมาะสม เมื่อย้ายมาอยู่บ้านใหม่ก็ไปทำความรู้จักเพื่อผูกมิตรกับชาวบ้าน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สังคมนั้นปฏิบัติกันจึงทำให้นนท์สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ นอกจากนี้นนท์ยังมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ทั่วไป มีทั้งความเศร้า ความสงสาร หรือความสุขในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบพบเจอซึ่งมีชีวิตจิตใจที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามไปกับตัวละคร

          ยายเนียม ตัวละครรองอีกบทบาทหนึ่งที่มีความสำคัญและสอดคล้องกับชื่อเรื่อง เนื่องจากยายเนียมเป็นภาพแทนของแมวที่ถูกขังอยู่ในกระท่อมเหมือนกรงขัง เป็นตัวละครหลายลักษณะ ซึ่งมีชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์ทั่วไป จะเห็นได้จากเมื่อยายเนียมได้รับความรัก และการดูแลเอาใจใส่จากลูกหลานส่งผลมีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดีตามไปด้วย จากผู้ที่หลง ๆ ลืม ๆ พูดไม่รู้เรื่องกลับกลายเป็นยายเนียมผู้สดใสมีความสุขทุกครั้งที่ลูกหลานมาหา จึงเป็นตัวละครที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบตัว

          ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีบุคลิกภาพ (Personality Theory) ที่กล่าวว่าถ้าผู้สูงอายุเติบโตมาด้วยอบอุ่น มีความรัก เห็นความสำคัญของคนอื่นก็มักจะเป็นผู้สูงอายุที่ค่อนข้างจะมีความสุขสามารถอยู่ร่วมกับลูกหลานหรือผู้อื่นได้ แต่ในทางกลับกันถ้าเป็นผู้สูงอายุที่เติบโตมาในลักษณะที่มีจิตใจคับแคบ ไม่เคยช่วยเหลือผู้ใดผู้สูงอายุนั้นก็มักจะเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีความสุข จึงสรุปได้ว่า ภูมิหลัง สภาพครอบครัว สิ่งแวดล้อม ตลอดจนตัวผู้สูงอายุและปัญหาทางสุขภาพที่ทำให้ผู้สูงอายุมีบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป จึงมีความจำเป็นที่ครอบครัวลูกหลานหรือผู้ใกล้ชิดผู้ให้การดูแลผู้สูงอายุจะต้องเข้าใจและใช้ความอบอุ่นความรักแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ผู้สูงอายุก็จะมีความสุขชีวิตบั้นปลายไม่เศร้าสร้อย (ปิยาภรณ์ ศิริภานุมาศ, 2546) ดังนั้นยายเนียมจึงเป็นตัวละครที่มีความสมจริง

          ตัวละครประกอบอื่น ๆ ได้แก่ โบว์ ณัฐ น้าจวน แม่ แป ภรรยา เป็นตัวละครที่ช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้อ่านเข้าใจถึงอุปนิสัยของตัวละครเอกและตัวละครรองมากขึ้น เช่น ผู้อ่านสามารถรับรู้ถึงความรักของนนท์ที่มีต่อแม่ เห็นได้จากที่นนท์ยอมกลับมาอยู่บ้านในชนบทอย่างถาวรเพื่อดูแลและได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ เป็นต้น รวมทั้งยังมีบทบาทซึ่งช่วยให้การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างต่อเนื่องอีกด้วย นอกจากนี้ตัวละครแมวดำ เป็นอีก ตัวละครสำคัญที่เป็นเสมือนภาพแทนของยายเนียมที่ถูกทิ้งขวาง

          ฉากสำคัญในเรื่องคือฉากกระท่อมของยายเนียมซึ่งมีลักษณะที่สอดคล้องกับชื่อเรื่องเป็นอย่างมาก “กระท่อมกั้นฟากสับ มุงหลังคาด้วยสังกะสี พื้นยกสูงระดับเอวปูด้วยไม้กระดานเก่า ไม่มีหน้าต่าง ประตูทำจากซีกไม้ไผ่เปิดอ้าอยู่ แต่มีลูกกรงไม้ไผ่ขนาดข้อมืออีกชั้นเหมือนประตูคุก” (วัฒน์ ยวงแก้ว, 2562, หน้า268)  ข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่ากระท่อมของยายเนียมผู้แต่งสร้างขึ้นให้มีลักษณะเหมือนกรงขัง สภาพภายในกระท่อมสะท้อนให้เห็นว่าขาดการเอาใจใส่ดูแลจากลูกหลาน “ภายในกระท่อมอบอวลด้วยกลิ่นเหม็น” (วัฒน์ ยวงแก้ว, 2562, หน้า269)

          เห็นได้ว่าจากฉากและบรรยากาศข้างต้นส่งผลให้ตัวละครนนท์เกิดความรู้สึกสงสาร ที่ยายเนียมถูกทิ้งให้อยู่อย่างลำพังภายในกระท่อมสี่เหลี่ยมหลังเล็ก ๆ และทำให้นึกถึงภาพของยายตนเองที่เคยมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ เช่นกัน นนท์จึงหันมาใส่ใจและดูแลยายเนียมด้วยความอบอุ่น ความอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความรัก กล่าวได้ว่าฉากและบรรยากาศมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม นอกจากนี้ยังช่วยเน้นให้เรื่องมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ มีบ้านของจวนอยู่ข้างหน้า มีสวนอยู่ล้อมรอบบริเวณกระท่อมของยายเนียม ซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนในชนบท

          เรื่องสั้น “แมวและกรงขัง” มีการใช้ภาษาอย่างตรงไปตรงมามิได้ซ่อนคำที่มีความหมายโดยนัยภายในเนื้อเรื่อง ทำให้ผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลิน สามารถเข้าใจถึงเรื่องราวความเป็นมาได้ง่าย ส่วนใหญ่ใช้การพรรณนาในการดำเนินเรื่อง ทำให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของยายเนียม นำไปสู่การจินตภาพและเกิดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดคล้อยตามไปกับตัวละครให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี และการใช้ถ้อยคำที่สื่อให้รับรู้ถึงน้ำเสียงของผู้แต่ง เช่น “ยายเนียมขยับมานั่งเกาะลูกกรงไว้ ภาพที่เห็นทำให้ผมรู้สึกใจหาย ไม่กล้าหันกลับไปมองอีก” จากข้อความดังกล่าวพิจารณาได้ว่าผู้แต่งมีน้ำเสียงที่ชวนหดหู่ มีความเศร้าและสงสารเมื่อจินตนาการตามการพรรณนา นอกจากนี้ในช่วงปิดท้ายของเรื่องผู้แต่งใช้คำพูดเชิงอุปลักษณ์เพื่อเปรียบการกระทำของตนที่ได้ดูแลยายเนียมเป็นดอกกุญแจ เพราะได้ปลดล็อกความรู้สึกผิดของตนเองที่มีต่อยาย “และมันคือดอกกุญแจของผม” (วัฒน์ ยวงแก้ว, 2562, หน้า289)  

          มีกลวิธีในการนำเสนอเรื่องโดยผู้แต่งกำหนดให้ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเป็นผู้เล่าเรื่อง และใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 คือ ผม เพื่อเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้มีจุดเด่นในการนำเสนอเนื่องจากผู้อ่านรับรู้และเข้าใจถึงความรู้สึกของตัวละครเอก รวมถึงทำให้ผู้อ่านคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่อง แต่จุดด้อยของการบรรยายเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครตัวอื่น เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลของการเลือกใช้มุมมองของผู้แต่ง อาจเป็นเพราะต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนได้มีส่วนร่วมกับตัวละคร หรือเป็นตัวละครตัวนั้นจริง ๆ กล่าวคือ ผู้อ่านจะเกิดความคิดว่าตนเป็นตัวละครนนท์ ซึ่งไม่สามารถรับรู้ได้ว่าคนอื่นมีความคิดเช่นไร ทำได้เพียงแค่คาดเดาถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น ซึ่งมีส่วนให้ผู้แต่งประสบผลสำเร็จในการถ่ายทอดเรื่องราว

          จะเห็นได้ว่าเรื่องสั้นแมวและกรงขังมีโครงเรื่องที่ไม่ซับซ้อน เปิดเรื่องโดยพรรณนาถึงความเป็นมาของตัวละครเพื่อเป็นการแนะนำตัวละครเอกให้ผู้อ่านได้ทราบ ซึ่งเป็นการเกริ่นเพื่อเริ่มให้ผู้อ่านค่อย ๆ รู้จักตัวละครภายในเรื่อง การดำเนินเหตุการณ์มีความต่อเนื่องและเป็นลำดับ และปิดเรื่องได้อย่างประทับใจ ผู้แต่งสอดแทรกแก่นของเรื่องให้ผู้อ่านคิดตามตลอดการดำเนินเรื่อง ดังนั้นผู้อ่านจึงต้องมีจิตใจจดจ่อเพื่อค้นหาความสำคัญของเรื่อง ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านได้อยู่กับปัจจุบันขณะอ่านและมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่อ่านได้อย่างแยบยล นอกจากนี้ทั้งตัวละคร ฉากและบรรยากาศยังส่งเสริมให้เรื่องราวมีความสมจริงและสมเหตุสมผล โดยมนุษย์ทั่วไปมักจะมีลักษณะอุปนิสัยคล้ายตัวละคร ฉากกระท่อมในเรื่องผู้แต่งได้สร้างให้เหมือนกับสภาพในโลกความจริง และมีลีลาการใช้ภาษาที่อ่านง่าย  สามารถอ่านได้ทุกเพศทุกวัย มีการใช้มุมมองการเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ

          เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้งจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบโดยรวมทั้งโครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร ฉากและบรรยากาศ กลวิธีการใช้ภาษา รวมถึงมุมมองการนำเสนอมีความสอดคล้องกันอย่างเหมาะสม เมื่ออ่านเรื่องราวแล้วสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างชื่อเรื่องและเนื้อเรื่องอย่างมีนัย เป็นเรื่องราวที่ให้ทั้งความเพลิดเพลินและสารประโยชน์ นอกจากนี้ยังช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

หมายเลขบันทึก: 688981เขียนเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2021 08:01 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2021 08:01 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี