พุทธเศรษฐศาสตร์ : เพื่อใคร..?


เรามีโอกาสในการที่เราตื่นขึ้นมาแล้วยังมีลมหายใจ เราต้องคิดเสมอว่า "วันนี้เราจะทำอะไรให้แก่ใครบ้าง เราจะเสียสละอะไรบ้าง..?

ตามแนวทางตามหลักพุทธเศรษฐศาสตร์ของท่าน ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน ได้ยกไว้เป็นคำถามที่สำคัญว่าในการกระทำทุกอย่างของเรา ทั้งในส่วนปัจเจกบุคคล ในรูปแบบขององค์กร เรานำทฤษฎีวิชาการทั้งหมดมาหล่อหลอม เราทำ "เพื่อใคร..?"

นี้เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะเป็นคำถามที่เรามุ่งคิดถึงประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือบุคคลอื่น สร้างอุปนิสัยการเป็นผู้ให้ขึ้นในจิตใจอย่างสม่ำเสมอ

เราต้องคิดซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ และ ซ้ำ ๆ ว่าทุกวันนี้เราทำอะไร "เพื่อใคร..?"

เพราะคนในสังคมส่วนใหญ่แล้วมักจะคิดว่า เราทำอะไรทุกอย่างนั้น "เพื่อตนเอง..!"

การสร้างอุปนิสัยแห่งการให้การเสียสละนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเป็นการสร้างความคิดเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องให้แก่ตนเอง เพื่อเรามีความคิดเห็นที่ถูกต้อง มีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติของเราก็ย่อมถูกต้องตามเหตุตามปัจจัย

เมื่อเราคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ๆ จิตใจของเราก็จะเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ความกรุณา มีความรัก ความเอื้ออาทรอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ

เราจะรวบรวมสรรพความรู้ สรรพวิชาการ รวมรวบปัจจัยทุกสิ่งทุกอย่างไว้เพื่อให้ เพื่อเสียสละ 

ทุกสิ่งที่อย่างนั้นเป็น "ปัจจัตตัง" รู้และเห็นได้ด้วยตนเอง

บุคคลที่ได้สัมผัสกับความอิ่มจากการให้นั้น ย่อมเกิดพลังกาย พลังใจ ที่จะให้อย่างสม่ำเสมอ

การได้กินข้าวสักจานหนึ่งที่กินแล้วอิ่มท้องของตนเองได้ชั่วครู่ ย่อมแตกต่างกับการนำข้าวจานนั้นไปให้แก่บุคคลที่ขาดแคลนและหิวโดย เพราะความอิ่มนั้นย่อมดำรงอยู่ได้ ไม่จำกัดกาล จำกัดเวลา..

การให้ การเสียสละ จึงเป็นหัวใจสำคัญของพุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhist Economics)

เราจะรู้ในใจของตนเองว่า เรามีความสุขในการที่ได้อดทนทำเพื่อผู้อื่น มีความสุขที่จะตื่นแต่เช้ามาทำความดีเพื่อผู้อื่น มีความสุขในการให้ มีความสุขในการเสียสละ เมื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราดำเนินไปด้วยวิถีแห่งพุทธะ เราจะละเสียได้ซึ่งความเห็นแก่ตัว อัตตา และตัวตน...

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนเกิดจากเหตุจากปัจจัย เมื่อเหตุดี ผลก็ย่อมดี เมื่อจิตใจของเราสร้างเหตุให้การให้ การเสียสละ เราย่อมละได้ซึ่งทุกข์ภัยในวัฏฏสงสาร

ทุกข์ภัยในวัฏฏสงสารก็ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก

ที่เราต้องทุกข์เพราะพ่อแม่ ลูกญาติ ญาติพี่น้อง เจ็บไข้ได้ป่วย หรือมรณภัยมาดึงให้เกิดการพลัดพราก ก็เพราะว่าจิตใจของเราขาดตกบกพร่องในความดีที่เรามีต่อบุคคลผู้นั้น เรียกว่า จิตใจมีหนี้มีสินต่อกัน เราจึงต้องระทมทุกข์ทั้งคืนวัน ร่ำไป...

แต่หากว่าเราได้ทำสิ่งใด "เพื่อเขา" อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง

เราได้ดูแลพ่อแม่ยามที่ท่านแก่เฒ่าอย่างเต็มที่ 

เราได้ดูแลพ่อแม่ยามที่ท่านเจ็บป่วยอย่างเต็มกำลัง

เราได้เฝ้ารอดูลมหายใจสุดท้ายของพ่อแม่ตามที่ท่านหวัง 

การประพฤติปฏิบัติอย่างเต็มที่ เต็มกำลังนี้จะเป็นพลังให้เราต่อสู้ทุกข์ภัยในวัฏฏสงสารอย่างมั่นคง...

จิตใจที่ไร้ซึ่งหนี้สินต่อสิ่งใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีพระคุณ หรือแม้แต่สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา ย่อมทำให้จิตใจของเราก้าวหน้าตามครรลองแห่งมรรคผล พระนิพพาน

การที่เราจะพ้นจากทุกข์ภัยแห่งวัฏฏสงสารได้นั้นคือการตัดเสียได้ซึ่งความเกิด... เพราะการเกิดทุกข์คราวเป็นทุกข์ร่ำไป

ครั้นเมื่อเราได้มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว ถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ชดใช้หนี้กรรม ต่อเจ้ากรรมนายเวรที่เคยค้างคาต่อกันทั้งในชาตินี้และทุก ๆ ชาติที่ผ่านมา

ดังนั้นหากเราตื่นมาแล้วยังมีลมหายใจ ก็ขอให้เราคิดเสมอว่า เรามีชีวิตอยู่วันนี้เราจะทำอะไรให้ใครได้บ้าง เราจะเสียสละอะไรแก่ใครบ้าง เราจะทำอะไร "เพื่อใคร..?"

หมายเลขบันทึก: 688918เขียนเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2021 08:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2021 08:40 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
L3nr
ระบบห้องเรียนกลับทาง