[review] รีวิว หยินหยาง ศึกมหาเวทสะท้านพิภพ: สู่ฝันอมตะ (2020) ภาพยนตร์จีนแนวแฟนตาซีกำลังภายในตระการตา จาก netflix Original ที่จะทำให้คุณร้องว้าวไปกับเทคนิคพิเศษ ฉากต่อสู้อันน่าตื่นเต้น และที่สำคัญ คงจะถูกใจสาวกจับคู่จิ้น หรือสาว "วาย" แน่นอน
ดูคลิปที่นี่
เล่าเรื่องราวของ ฉิงหมิง ปรมาจารย์หยินหยางที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ของ ให้เดินทางไปยังเมืองหลวงก็เข้าร่วมพิธีบูชาสวรรค์ มอบพลังให้กับสัตว์วิเศษ และปราบปีศาจอสรพิษ ที่กำลังจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากหลับไหลไปนานกว่า 300 ปี ซึ่งแม้ว่าเขาจะมีความเก่งกาจในการใช้เวทย์มากแค่ไหนก็ตาม แต่ยังมีอยู่เวทย์หนึ่งที่เขาไม่สามารถฝึกสำเร็จ ก็คือเวทมนตร์ป้องกัน ซึ่งอาจารย์ของเขาได้ย้ำนักย้ำหนาว่า สุดยอดเวทย์มนต์ที่ต้องฝึกให้ได้
ฉิงหมิงได้พบกับเหล่าสุดยอดปรมาจารย์สามทิศ 3 คนประกอบไปด้วย ปรมาจารย์ป๋อหยา นักปราบปีศาจผู้ไม่ อะลุ่มอล่วยให้ปีศาจแต่อย่างใด ปรมาจารย์หนานเจียง นักปราบปีศาจสาวสวย และ ปรมาจารย์เหอโชว นักปราบปีศาจผู้ชรา แต่ไม่ทันจะได้ทำพิธีบูชาสวรรค์ และไม่ได้ปราบปีศาจ ปรมาจารย์เหอโชว กลับเสียชีวิต ด้วยพลังแห่งปีศาจเกศา ที่แฝงตัวอยู่ในวังหลวง

ดังนั้นปรมาจารย์ทั้ง 3 คน ได้ร่วมมือกับจอมเวทแห่งวังหลวงเฮ่อโส่วเยว่ ให้สืบคดีฆาตกรรม โดยมีองค์หญิงฟางเยว่เป็นผู้ควบคุม ไปพร้อม ๆ กับการแยกย้ายไปปราบปีศาจ เพื่อไปดึงพลังปีศาจไปมอบให้กับรูปปั้นสัตว์พิเศษ ที่ทำหน้าที่ควบคุมร่างของปีศาจ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในใครคนหนึ่งในวังหลวงนี้
แต่แล้วเรื่องราวก็มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีการฆาตกรรมในวังหลวงเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง แล้วมันคือฝีมือของปีศาจ ซึ่งแน่นอนว่าภายในวังหลวงจะต้องปีศาจแฝงตัวมา ฉิงหมิง จะต้องใช้ความสามารถของเขาในการสืบหาให้ได้ว่า ผู้หญิงก็หาทั้งหมดคือใคร ปีศาจอสรพิษที่น่าเกรงขามที่สุดนั้นถูกขังไว้ในร่างของใคร สามารถติดตามรับชมได้ในเฟซเลยครับ
หยินหยาง ศึกมหาเวทสะท้านพิภพ: สู่ฝันอมตะ ฉบับเวอร์ชั่นสัญชาติจีนนี้ได้สร้างมาจากงานวรรณกรนมสุดคลาสสิกของญี่ปุ่น เรื่อง องเมียวจิ Onmyōji โดยมีหัวใจสำคัญของเรื่องก็คือการสืบหาคดีฆาตกรรมภายในวังหลวง ไปพร้อมๆกับการยับยั้งปีศาจอสรพิษ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจที่ดุร้ายที่สุด ไม่ให้ออกมาทำร้ายผู้คน และแน่นอนว่าก็ต้องสอดแทรกเรื่องราวของความรัก ที่ไม่สมหวังอันเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนเรื่องราวจนไปถึงโศกนาฏกรรมในที่สุด ดังนั้นอารมณ์โดยรวมของหนังจึงไม่ได้ออกมาสู้หรือออกมาไล่ล่าฆ่าปีศาจเพียงอย่างเดียว ยังสอดแทรกปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องความรัก ความผูกพัน การยึดมั่นถือมั่นจากการมีชีวิตอมตะ และรวมถึงการพลัดพรากเอาไว้ด้วย ดังนั้นหากใครคิดว่าจะดูเอามันเพียงอย่างเดียว ผมเชื่อว่าน่าจะมีผิดหวังกันบ้างล่ะครับ

ดังนั้นเมื่อชมหนังเรื่องนี้แล้วก็จะเกิดความรู้สึก 2 อารมณ์ด้วยกันคือบทที่เขาจะทำให้สนุกก็สนุกมากๆ ฉากที่เขาต่อสู้ก็ทำได้แบบตื่นตาตื่นใจแต่บทอารมณ์จะดึงช้าหรือดึงเศร้าก็ทำออกมาซะจนแบบว่าทำให้หาวนอน
สิ่งที่เราสะดุดตามากที่สุดจากการชมก็คือคอมพิวเตอร์กราฟิกของหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างดีมาก ตระการตาดีมาก ไม่ว่าจะเป็นฉากเหินเดินอากาศ งูยักษ์โจมตีเมืองทำได้ค่อนข้างเนียนไม่ขัดตา แต่อย่างไรก็ตามในความรู้สึกส่วนตัวของผมกับรู้สึกว่าบางทีมันเยอะมากเกินไปหน่อย และการใช้เวทมนตร์แต่ละครั้งก็ทำให้อดคิดถึงเวทมนตร์ของ Dr. strange ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการย้ายสิ่งของไปมา การเปิดประตู ไปยังที่ต่างๆ หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตาของเวทมนตร์ ไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่า ได้รับอิทธิพลมาจาก Dr. strange เต็ม ๆ
แต่สิ่งที่ดูแล้วรู้สึกอึดอัดและค่อนข้างออกไปทางรำคาญก็คือ ความเชื่องช้าอืดอาดของตัวละคร กว่าจะเดินเหินได้แต่ละครั้งก็ slowmtion ไปมา กินเวลาไปหลายนะวิ การแต่งตัวของตัวละครก็ทำออกมา จะเน้นจนเสมือนว่านั่นคือประเด็นสำคัญ และหลายครั้งในฉากการต่อสู้ แม้ภาพจะสวยงามแต่ก็ดึง slowmtion เข้าไปอีก ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยลื่นไหลเท่าที่ควร

อีกจุดหนึ่งที่ผมมองว่าเขาปล่อยปละละเลยไปสักหน่อยหนึ่งก็คือ ในหนังเขาต้องการให้ปรมาจารย์ไปไล่ล่าปีศาจ เอาดวงจิตของปีศาจแต่ละตนนั้นไปมอบให้กับสัตว์วิเศษ เพื่อเพิ่มกำลังในการควบคุมพิเศษอสรพิษ แต่ในหนังก็ทำให้เห็นว่าสามารถชนะแล้วไปเอาดวงจิตมาอย่างง่ายดายมาก และความง่ายดายอย่างนี้มันก็ส่งผลถึงตอนท้ายเรื่อง เพราะผ่านการปราบปีศาจอสรพิษที่ปรัมมาจารย์หญิงหยางได้พูดเอาไว้ว่าไม่มีวันตายเป็นอมตะ กลับสามารถปราบลงได้ด้วยเหตุผลบางประการ อันเป็นเหตุผลเดียวกับหนังโศกนาฏกรรมความรักหลาย ๆ เรื่อง
แม้เนื้อเรื่องจะเบาบาง และมีเนื้อเรื่องอยู่น้อยมาก แต่เขาก็สามารถสรุปปัญหา สรุปความต้องการและปัจจัยของหลาย ๆ ตัวละครที่กระทำลงไปได้ค่อนข้างลงตัว แม้มันดูจะซับซ้อนบ้างและงง ๆ สักหน่อยก็ตาม แต่ยังไงมันก็ยิ่งใน Concept การรับใช้ ความซื่อสัตย์ ความรัก และความพลัดพรากนั่นเอง
และที่ผมชอบก็คือปรัชญาหรือหัวใจสำคัญของเรื่องที่นางต้องการจะนำเสนอว่า ความอมตะ คือความทุกข์ เขาก็นำเสนอประเด็นนี้ออกมาได้ดี
หากจะพูดถึงตัวละครแล้ว ก็ชอบบุคลิกของปรมาจารย์ฉิงหมิง ช่างเป็นปรมาจารย์ปราบปีศาจที่มีจิตใจอ่อนโยนเหลือเกิน รู้สึกว่าเห็นอกเห็นใจปีศาจไปซะหมด แถมยังเฉลียวฉลาดมีความคิดรอบคอบกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา แต่นั่นก็ทำให้เราเข้าใจว่า ไม่มีสิ่งใดร้ายไปทั้งหมด และในขณะเดียวกันก็ไม่มีสิ่งใดดีไปซะทั้งหมด แล้วท่านอาจารย์ก็ใส่เสื้อสีขาวตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปรมาจารย์ป๋อหยา นี่ก็มีทัศนคติเป็นเส้นตรง เห็นปีศาจเป็นไม่ได้ จะฆ่าทิ้งซะอย่างเดียว ตัวอย่างว่าเขามีความหลังฝังใจเรื่องปีศาจ ซึ่งท่านอาจารย์ก็ใส่ชุดสีดำตลอดทั้งเรื่อง เอาเถอะบุคลิก 2 ตัวละครนี้ที่ดูจะแตกต่างกันมาก แต่มันก็เป็นส่วนผสม ที่ค่อนข้างจะลงตัว ตามหลักปรัชญาหยินหยางพอดีแปะ เป็นอันว่าโอเค ตรงตามชื่อเรื่อง ผ่าน
สิ่งหนึ่งที่ดูแล้วสามารถรู้สึกได้เลยโดยไม่ต้องมีแนวคิดว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบอะไรทำนองนี้ก็ตามก็คือ หนังเขาใส่ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวละคร คือปรมาจารย์ฉิงหมิง กับปรมจารย์ป๋อหยา อย่างลึกซึ้ง ที่ทั้งสองคนเจอกันได้ไม่นาน การสร้างสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็วแบบสุดๆ แรก ๆ ก็สู้กัน จิกกัดกัน ไม่ไว้วางใจกัน พูดจาเหน็บแนมกัน มีทัศนคติที่ไม่ตรงกัน ไม่ต่างกับพ่อแง่แม่งอนพี่เอกนางเอกของละครนั่นแหละ สักพักก็รู้สึกมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นเหลือเกิน เป็นห่วงเป็นใยกันซะเหลือเกิน มีฉากเสียน้ำตาให้กันด้วยนะ ไม่รู้ว่าจะแน่นแฟ้นอะไรซะขนาดนั้น มันทำให้อดคิดไม่ได้เลยว่า นี่มันเป็นคู่จิ้นชัด ๆ ใครเป็นสาวกแนวหนังหรือนิยายที่ไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ได้แบบ ชาย-ชาย หรือที่เขาเรียกกันว่า "วาย" รับรองว่าจิกหมอนดูเลยทีเดียว ยิ่งตอนจบด้วยนะโอ้โห จะอะไรขนาดนั้น สำหรับประเด็นนี้แล้วส่วนตัวผม อาจจะไม่ได้ติดใจอะไรมากนักแต่ถ้าใครมาแนวอนุรักษ์นิยม หรือใครเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้หรืออ่านนวนิยายเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นต้นฉบับ ก็คงจะแปลกใจไม่น้อย เพราะเขาไม่น่าจะได้เน้นประเด็นนี้ออกมาชัดเจนขนาดนี้

หากใครชอบชมภาพยนตร์กำลังภายในแฟนตาซี ที่เต็มไปด้วย effect งดงามตระการตา สอดแทรกเรื่องราวของโศกนาฏกรรมความรักสไตล์หนังจีน หยินหยาง ศึกมหาเวทสะท้านพิภพ: สู่ฝันอมตะ เชื่อว่าคงตอบโจทย์ใครหลายคนได้ไม่ยาก โดยรวมแล้วดูสนุก สามารถดึงเราติดตามอยู่กับเรื่องได้ไม่วอกแวกตั้งแต่ต้นจนจบ แต่หากจะให้เทียบกับภาพยนตร์จีน-ฮองกง กำลังภายในทำนองเดียวกันนี้อย่างเช่นเรื่อง เดชนางพญาผมขาว (1993) หรือ ตำนานเดชนางพญางูขาว ที่ทำออกมาแล้วหลายเวอร์ชั่น ก็คงยังสู้เขาไม่ได้ครับ
7/10
@วาทิน ศานติ์ สันติ
#SuperReviewChannel
#หยินหยางศึกมหาเวทสะท้านพิภพสู่ฝันอมตะ
#TheYinYangMasterDreamOfEternity2020
#TheYinYangMaster
#DreamOfEternity
#ปรมจารย์หยินหยาง
ขอบคุณที่รีวิวครับ