
“สวนสวรรค์” หนึ่งในสิบสองเรื่องสั้นจากหนังสือ “อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่นๆ” เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่องแรกของ กำพล นิรวรรณ ด้วยเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่ และสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เคยตกเป็นประเด็นถกเถียงกันในประเทศไทย ซึ่ง กำพล นิรวรรณ นำเข้ามาโยงกับเนื้อเรื่องได้อย่างเนียบเนียน ทั้งมีรูปแบบ ลีลาในการเล่าที่เป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงเรื่อง “สวนสวรรค์” ที่มีลักษณะการเล่าเน้นพรรณาฉากและบรรยากาศ ทำให้มีความน่าสนใจและน่าติดตามว่าเรื่องจะดำเนินเป็นเช่นไรต่อไป
ในเรื่อง “สวนสวรรค์” นั้นได้กล่าวถึง ชายคนหนึ่งผู้ป่วยเป็นโรคร้ายอาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ณ กรุงลอนดอน หมอได้วินิจฉัยโรคของเขาว่าจะอยู่ได้อีกเพียงแค่หกเดือน ระหว่างนั้น
เขาทำได้เพียงแค่นอนรอความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา จากข้อห้ามต่าง ๆ ให้เขาทำอะไรได้ไม่มากนักทำให้เขาทำได้เพียงแค่คิดอยู่ทุกวันว่าเมื่อไรวันนั้นจะมาถึงสักที...และเมื่อวันที่เขารอคอยก็มาถึงและปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น จากที่เขาควรจะตายไปแล้วกลับมีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นกว่า และเขาได้พบกับหญิงสาวชุดแดงระหว่างที่เดินกลับจากร้านเหล้า หญิงสาวพาเขาไปป่าช้าหรือที่นางเรียกว่า สวนสวรรค์ยูโทเปียไปรู้จักกับบุคคลที่ล่วงลับไปแล้วทั้งคนมีชื่อเสียงไปจนถึงคนธรรมดา จนถึงหลุมศพหลุมหนึ่ง หญิงสาวฉุดเขาลงไป ภายในนั้นมีกลิ่นไม้ผุเน่า และเสียงร้องไห้คร่ำครวญ จากความไม่คุ้นชินกลายเป็นความกลัวเมื่อหญิงสาวชุดแดงเข้ามากอดรัดเขาทั้งที่เลือดแดงเทื่อกอยู่เต็มตัว เขาพยายามตะกุยตะกายวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต และแล้วเขาก็หลุดจากมันได้ เมื่อลืมตาขึ้นมาสุดท้ายเค้าก็กลับมาที่เดิมได้เมื่อลืมตาขึ้นมาเค้ากลับอยู่บนเตียงนอนพร้อมกับเนื้อตัวที่เปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดง กับผ้าห่มที่หายไปพร้อมกับสาวชุดแดงคนนั้นที่หายไปกับแสงจันทร์
กำพล นิรวรรณ ได้สะท้อนให้เห็นถึง สัจธรรมของชีวิตผ่านตัวละคร “ข้าพเจ้า” ที่มีมุมมองเกี่ยวกับความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน คนที่มีการศึกษาสูงหรือคนไร้การศึกษา ทุกคนก็ต้องตาย เพราะนั่นคือ สัจธรรมของชีวิต ในเรื่องนี้ “ข้าพเจ้า” ในตอนมีชีวิตอยู่แม้อยากตายแค่ไหนเมื่อไปถึงสถานการณ์นั้นจริง ๆ ข้าพเจ้าก็พยายามทำทุกทางเพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอด ถึงแม้ตัวหญิงสาวชุดแดงจะนำพาข้าพเจ้าได้เห็นถึงความสุขในสวนสวรรค์ยูโทเปียมาแล้วก็ตาม...สุดท้ายความตายก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ดังคำกล่าวที่ว่าความตายเป็น “สัจธรรมอันแท้จริง” นอกจากแก่นเรื่องสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นแล้วในด้านเนื้อเรื่อง กำพล นิรวรรณ ชายผู้มีประสบการณ์ร่วมกับเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็ไม่พ้นที่จะสอดแทรกแนวความคิดเกี่ยวกับการเมืองเข้ามาในเรื่อง โดยผ่านตัวละครเออร์เนสท์ ดอว์สัน และ เฟร์นันโด ตาร์ริดา เดล มาร์โมล สองนักเขียนที่ตอนมีชีวิตอยู่มีความคิดทางการเมืองที่ตรงข้ามกัน มาร์โมลนักเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล และเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จนถูกจำคุกเป็นนักโทษการเมือง กับดอว์สัน นักเขียนแนวสุขนิยมที่ไม่สนใจเรื่องการเมือง สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือสายลมดอกไม้ สาวชุดแดงเล่าว่าทั้งสองคนไม่ถูกกันในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่แต่เมื่อมาอยู่ในโลกยูโทเปียเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องผิดใจกัน เพราะไม่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน ไม่ต้องอยู่ในการเมืองที่ทำให้เกิดการแบ่งแยก เรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนการจำลองโลกที่มีผู้ความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งความจริงหรือแม้แต่โลกสวนสวรรค์ยูโทเปีย ถือเป็นการถ่ายทอดแนวคิดให้แฝงอยู่ในเรื่องสั้น “สวนสวรรค์” ได้อย่างแยบยล
การดำเนินเรื่องของ “สวนสวรรค์” นั้นเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีบางจุดที่อาจจะซับซ้อนกระตุ้นให้ผู้อ่านได้คิดตาม เริ่มจากการเปิดเรื่องด้วยการกล่าวถึงภูมิหลังของตัวละค
ร “ข้าพเจ้า” ชายผู้เป็นโรคร้ายทำให้สามารถอยู่ในโลกนี้ได้เพียงแค่ ๖ เดือน และค่อยผูกปมปัญหาขึ้นด้วยการให้เห็นถึงความหมดอาลัยตายอยากในระหว่าง ๖ เดือนที่เขารอคอยความตาย และเหตุการณ์ทวีความน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อปาฏิหาริย์เกิดขึ้น และเขาได้พบกับหญิงสาวชุดแดง นางได้พาเขาไปพบกับสวนสวรรค์ยูโทเปียและบุคคลล่วงลับอีกหลายคนที่อาศัยอยู่ในนั้น จนถึงจุดวิกฤตที่หญิงสาวชุดแดงพาเขาลงไปในหลุมศพหลุมหนึ่ง ภายในนั้นเป็นสถานที่ที่น่าอึดอัด ทั้งมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์มากนัก หญิงสาวชุดแดงได้ทำให้เขารู้สึกเข้าใกล้ความตายมากที่สุด แต่แล้วเขาเอาชีวิตรอดออกมาได้ จากนั้นผู้เขียนได้ปิดเรื่องด้วยบทบรรยายที่ทิ้งปริศนาให้สงสัยว่าชายผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว จากบทบรรยายที่ว่า “ข้าพเจ้ารีบลุกไปชะเง้อดูนอกหน้าต่าง เห็นหลังไว ๆ ของร่างระหงในชุดแดง ผมยาวสยายถึงเอว เดินตัวลอยลากผ้าห่มไปบนหิมะมุ่งหน้าไปทางป่าช้าและค่อย ๆ มลายหายไปกับแสงจันทร์” (หน้าที่ ๒๖๒) ดูเหมือนจะเป็นการปิดเรื่องที่ไม่จบบริบูรณ์ แต่จะปล่อยให้ผู้อ่านใช้จินตนาการต่อว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไป จะเห็นได้ว่าโครงเรื่อง “สวนสวรรค์” นั้นมีความสลับซับซ้อนอยู่ในบางช่วงช่วง แต่ถือว่าเป็นจุดที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจเพราะเนื้อเรื่องทั้งหมดเน้นไปที่การบรรยายฉาก ฉะนั้นการสร้างโครงเรื่องลักษณะนี้สร้างความสนใจ และน่าติดตามให้แก่ผู้อ่านไม่น้อย ทั้งมีการสร้างปมให้น่าติดตาม จึงถือเป็นเรื่องสั้นที่มีโครงเรื่องที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง
ในเรื่อง “สวนสวรรค์” มีตัวละครที่โดดเด่นอยู่ ๒ ตัวละคร ได้แก่ ข้าพเจ้า ชายผู้นอนรอความตาย และมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับชีวิตเขา จนทำให้เขาไปพบเจอกับสวรรค์ยูโทเปียและทำให้เขาเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ใกล้ตายจริง ๆ สัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ก็แสดงออกมาให้เขาหาทางมีชีวิตรอดออกมาได้ และตัวละครอีกตัวหนึ่ง คือ หญิงสาวชุดแดง ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฆาตกรรมโดยแฟนหนุ่มของตัวเอง จากการวิเคราะห์ตัวละครในเรื่องนี้ ทำให้เห็นว่าผู้แต่งได้สร้างตัวละครที่มีทั้งสมจริงและไม่สมจริง เห็นได้จากการที่ตัวละครเอกคือ ข้าพเจ้า ชายผู้ป่วยเป็นโรคร้ายที่อยากตายในตอนแรก แต่เมื่อเจอสถานการณ์นั้นจริง ๆ เขาก็พยายามทุกทางเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดและนั่นคือสัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าถือว่าเป็นตัวละครที่มีความสมจริง ตัวละครมีความพัฒนาในเรื่องความคิดและความรู้สึก และหญิงสาวชุดแดง ไม่ว่าจะพิจารณาลักษณะตัวละครในตอนที่มีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไ
ปแล้ว ก็ถือว่าเป็นตัวละครน้อยลักษณะ
กำพล นิรวรรณ ได้ใช้กลวิธีในการเล่าเรื่อง “สวนสวรรค์” โดยเรียงลำดับเหตุการณ์ตามเวลา คือ จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน กลวิธีการแต่งผู้เขียนใช้ การพรรณนาฉากเป็นส่วนใหญ่ เพราะในเรื่องนี้ฉากถือว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญของเรื่องทั้งยังเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเรื่องสวนสวรรค์ ซึ่งการพรรณนาฉากนี้ก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วม สามารถจินตนาการถึงฉากที่ใช้ในเรื่องได้ ถึงแม้จะเป็นฉากที่อยู่ต่างประเทศก็ตาม ซึ่งการพรรณนาฉากผู้แต่งใช้ภาษาและโวหารได้เป็นอย่างดี โดยใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่มีคำที่ยากจนเกินไป มีการใช้คำซ้ำ เช่น “เธอทอดตามองผ่านประตูกระจกไปยังซอยบ้านข้าพเจ้าเป็นระยะนาน ๆ ครั้งจะผินหน้าช้า ๆ มองผ่าน ๆ มาทางข้าพเจ้าแรก ๆ ข้าพเจ้ามองตอบแบบผ่าน ๆ เช่นกันโดยไม่คิดอะไร คำว่านาน ๆ ช้า ๆ ผ่าน ๆ แรก ๆ เป็นการซ้ำคำเพื่อแสดงความหมายเป็นกลาง ๆ ”หน้า ๒๕๐ คำที่มีความหมายแฝง เช่น “ผู้รักสันติภาพถอดร่างสงบนิ่งอยู่ใต้พื้นปฐพี” หน้า ๒๔๗ คำว่า “ผู้รักสันติภาพ” ในที่นี้หมายถึงคนตาย และ “ในวันที่ผ้าห่มหนานุ่มเนียนขาวโพนแผ่ลงปกคุม”หน้า ๒๔๗ คำว่า “ผ้าห่ม” ในที่นี้หมายถึงหิมะ มีการใช้โวหารภาพพจน์ต่าง ๆ เช่น บุคคลวัต “หลังจากหมู่ไม้พากันเปลืองผ้าอาภรณ์เหลือแต่ต้นยืนเปลือยล่อนจ้อน” หน้า ๒๔๖ “หลิวแสนสวยยืนเปลือยกายท้าทายลมหนาวอยู่ท่ามกลางสวรรค์ของมวลหมู่ผู้รักสันติ” หน้า ๒๔๙ อุปมา เช่น “ท้องฟ้าดูเป็นสีตะกั่วทึมเทา” หน้า ๒๔๘ อุปลักษณ์ เช่น “กิ่งก้านแกว่งไกวเหมือนกำลังกวักมือเรียกข้าพเจ้า”หน้า ๒๔๙ นอกจากนี้ภาษาที่ผู้แต่งนำมาใช้ในบางคำเป็นคำเก่าจึงทำให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่มีความย้อนสมัย เช่น “ทนทู่ซี้” หน้า ๒๕๗ “นาสิกประสาท” หน้า ๒๖๑ “คำรพ” หน้า ๒๖๒
กลวิธีการแต่งลักษณะนี้ทำให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ถ้อยคำของผู้แต่งที่มีอยู่อย่างหลากหลายสามารถเรียงร้อยถ้อยคำออกมาได้อย่างสวยงาม กลวิธีการแต่งโดยการใช้ภาพพจน์ ใช้ความหมายแฝง และทำซ้ำอย่างที่กล่าวไปข้างต้นนี้ส่วนใหญ่ผู้เขียนใช้ในการบรรยายฉาก ซึ่งส่งผลให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้น ๆ และเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครเพราะฉากในแต่ละฉากนั้นมีผลต่อตัวละครเป็นอย่างมาก นอกจากข้อดีที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้วผู้วิจา
รณ์ได้พบจุดผิดพลาดการพิมพ์ผิดคำว่า “อยู่” เป็นคำว่า “อยู” หน้า ๒๖๒
จากประวัติผู้แต่งเป็นคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ต่างประเทศการเล่าเรื่องบางอย่างก็มีการผสมผสานระหว่างความเชื่อของไทยและความเชื่อของต่างประเทศไปด้วยเช่น รูปปั้นนางฟ้าบนหลุมศพตามความหมายชาวตะวันตก คือ ทูตสวรรค์มีหน้าที่นำพาคนตายไปพบกับความสุข และผ้าห่ม ตามความเชื่อของชาวไทยทางภาคใต้เชื่อว่า ผ้าห่มคือบันไดที่พาคนตายขึ้นไปสู่สวรรค์
มุมมองการเล่าเรื่องตลอดทั้งเรื่องผู้แต่งเล่าเรื่องโดยการให้ตัวละครเอกเป็นผู้เล่าใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าข้าพเจ้าการเล่าในเรื่องนี้เป็นการเล่าในมุมมองของข้าพเจ้า มีทัศนะจำกัดขอบเขตเรื่องราวต่างๆจะเล่าในเฉพาะมุมที่ข้าพเจ้าเห็นได้ยินหรือรับรู้ ซึ่งถือว่าเหมาะสมสอดคล้อง กลับเนื้อหาและความหมายของเรื่อง ผู้แต่งตั้งใจที่จะให้เห็นถึงความคิดของตัวละครในตอนแรกที่อยากตายและเมื่อได้ไปเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยผู้อ่านได้เห็นผ่านการเล่าเรื่องของตัวละครหลักก็ทำให้รู้สึกร่วมไปด้วยและในท้ายที่สุดเมื่อตัวละครไปเจอกับเหตุการณ์ ที่ใกล้จะตายจริง ๆ ตัวละครตัวนั้นก็พยายาม เกลียดตะกายให้ตัวเองมีชีวิตรอด ซึ่งเป็นแก่นเรื่องของเรื่องสั้นเรื่องนี้
“สวนสวรรค์” หนึ่งในสิบสองเรื่องสั้นจากหนังสือ “อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่นๆ” เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่องแรกของ กำพล นิรวรรณ ด้วยเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่ และสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เคยตกเป็นประเด็นถกเถียงกันในประเทศไทย ซึ่ง กำพล นิรวรรณ นำเข้ามาโยงกับเนื้อเรื่องได้อย่างเนียบเนียน ทั้งมีรูปแบบ ลีลาในการเล่าที่เป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงเรื่อง “สวนสวรรค์” ที่มีลักษณะการเล่าเน้นพรรณาฉากและบรรยากาศ ทำให้มีความน่าสนใจและน่าติดตามว่าเรื่องจะดำเนินเป็นเช่นไรต่อไป