915. เรียนจิตวิทยาเชิงบวกจาก Netflix ตอน “Bling Empire”


ช่วงนี้ผมเปิดดูหนัง series ที่ผมไม่คิดว่าจะดูโดยบังเอิญ คือภรรยาชวนดู ก็เลยดูเป็นเพื่อน มันคือเรื่อง Bling Empire ครับ เป็น series ประมาณ Crazy Rich Asean คือประมาณ Reality Show หน่อยๆ ที่พูดถึงวงในของลูกเศรษฐีมหาศาลระดับโลก คือโคตรรวย.. ประมาณเจ้าของบ่อน้ำมัน ห้างดังในแถบเอเชีย แต่พากันมาอยู่ที่ถิ่นคนรวยในเบฟเวอรี่ฮิลล์ แคลิฟอร์เนีย 

ซีรี่ย์นี้เปิดเผยโลกส่วนตัวของลูกหลานมหาเศรษฐี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรัก ความหรู การเกทับ ปัญหาลูกผัว ความเผือก นิสัยประหลาดๆ เป็นอะไรที่ดูแล้ว เออยังงี๊ก็มี เช่นเมียลูกเศรษฐีที่สามีประกาศว่าตัวเองเป็นทายาทสายตรงรุ่นที่ 26 ของจักรพรรดิ์ราชวงค์ซ่ง ที่โอ่อีกว่านี่ถ้าจีนปกครองด้วยระบบกษัตริย์สามีเขาก็เป็นรัชทายาทอันดับหนึ่ง ลูกเขาที่ชื่อ Baby G ก็คืออนาคตฮ่องเต้ ผู้หญิงคนน้ีพยายามมาหาซื้อ motobike เพราะไปดูหนังมาว่าทุกเรื่องที่เกียวกับโลกแตก เศรษฐีมักตายระหว่างขับรถไปสนามบิน การมีมอเตอร์ไบค์ จะช่วยชีวิตเธอได้ อดีตดาราที่รวยมากๆ แต่ทุกข์ใจเพราะสามีที่ก็รวยมาก ไม่ยอมขอแต่งงาน คือมาอยู่ด้วยกันเลย ทุกข์จนไปหาคนทรง หมอดู.. 

เห็นความทุกข์ของผู้หญิงอีกคนที่ได้แฟนที่อารมณ์รุนแรงจนต้องไปหาจิตแพทย์ ดูไปหลายตอนเลยถามภรรยา เธอให้ทัศนะว่า น่าจะเป็นชีวิตส่วน drama ของเขาบางส่วน แต่ก็ดู “ว่างเปล่า” ผมก็เห็นเช่นนั้นเราไปเหมารวมไม่ได้ แต่ถ้าบังเอิญทั้งหมดคือชีวิตของคนกลุ่มนี้ล่ะ เพราะดูๆ ไปไม่มีใครทำงาน มีบางคนทำใช่แต่ส่วนใหญ่เกินครึ่งไม่ทำ บางคนลาออก ไม่ทำงานช่วยบริษัทที่บ้าน เพราะรู้สึก “ไม่เอาแล้ว” ส่วนทัศนะของผม ผมว่าเขาดูมีความทุกข์ และว่างเปล่ามากๆ เหมือนสินค้า Brandname ชั้นสูง ชีวิตที่เกินฝัน รวยขนาดปิดถนนในอเมริกาเพื่อฉลองตรุษจีนได้ กลับยิ่งทำให้การรวมตัวของคนที่น่าจะมีความสุขมากที่สุดในโลกกลับยิ่งทุกข์ทวี อะไรกันนี่ 

เราสองคนมองเหมือนกันว่าทั้งหมดดูมีชีวิตที่ทุกข์ และว่างเปล่ามากในฐานะที่มีเชื้อสายจีน และเคยเรียนอเมริกามาสองปี อยากตะโกนดังๆ ครับ อย่าทุกข์กันอย่างนี้เลย มีสุขบ้างได้ไหม มีแก่นสารมากกว่านี้ได้ไหม 


ทั้งหมดคงหันมามองหน้าผมพร้อมกันแล้วบอกว่า ได้ ประสาทจะกินอยู่แล้ว ..แล้วก็อาจถามพร้อมกันว่า

“แล้วอาจารย์ภิญโญ คนไทย จบอเมริกามา แถมมีย่าเป็นคนจีน จะมีอะไรแนะนำพวกเราได้ไหม”


ผมก็จะตะโกนกลับไปว่า “อุตส่าห์อยู่อเมริกา น่าจะรู้จักอาจารย์มาร์ติน ซาลิกมันต์ ผู้เป็นบิดาแห่งศาสตร์จิตวิทยาเชิงบวก ที่ศึกษาเรื่องความสุขนะ โดยเฉพาะ อาจารย์ค้นพบว่าคนจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อใช้ชีวิตครบองค์ประกอบ PERMA ลองไปหาท่านสิ”

PERMA คืออะไรล่ะ พวกเขาคงถามมา อาจารย์ซาลิกมันต์ บอกว่า PERMA ประกอบด้วย

P= Positive emotion อารมณ์บวก อันนี้ผมไม่เห็นในตัวพวกคุณเลย 

E =Engagement ดื่มด่ำลืมวันเวลา จากการที่คุณใช้จุดแข็งของคุณไปแก้ปัญหาที่ท้าทายได้ เลยดื่มด่ำ อันนี้ก็ไม่เห็น ดูพังๆ ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรซับซ้อน

R=Relationship ความสัมพันธ์แปลว่าเติมเต็มคนอื่น

M =Meaningful life แปลว่าทำอะไรที่ไปไกลกว่าตัวเอง มีจุดประสงค์ (Purpose) ประมาณเอาความเก่งไปยกระดับแก้ปัญหาสังคม ชุมชน โลก

A = Accomplishment การตั้งเป้าหมาย และการพยายามทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ 


ถ้าผมจะวิเคราะห์

P= Positive emotion อารมณ์บวก อันนี้ผมไม่เห็นในตัวพวกเขาเลย 

E =Engagement ดื่มด่ำลืมวันเวลา จากการที่คุณใช้จุดแข็งของคุณไปแก้ปัญหาที่ท้าทายได้ เลยดื่มด่ำ อันนี้ก็ไม่เห็น ดูพังๆ ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรซับซ้อน นอกจากเกทับกันไปมา หรือไม่ก็ไปเผือกชาวบ้าน

R=Relationship ความสัมพันธ์แปลว่าเติมเต็มคนอื่น ทุกคนมุ่งเติมเต็มตัวเอง เอาตัวเองให้สุข มองข้ามแม้กระทั้งคู่ชีวิตตัวเอง

M =Meaningful life แปลว่าทำอะไรที่ไปไกลกว่าตัวเอง มีจุดประสงค์ (Purpose) ประมาณเอาความเก่งไปยกระดับแก้ปัญหาสังคม ชุมชน โลก อันนี้ไม่ปรากฏ 

A = Accomplishment การตั้งเป้าหมาย และการพยายามทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ อันนี้ไม่มีเรื่องงาน มีแต่ตั้งเป้าว่าจะเด่น จะหักหน้าคนอื่น จะเผือก หรือไม่ก็ลอยไปลอยมาอย่างเดียว เมื่อเจาะลึกจะเห็น ความน่ากลัว จากการที่แต่ละคนไม่มีตัว M ก็คือไม่ได้ทำเพื่อคนในโลกเลย คือไม่มี Purpose หรือ Calling ที่สำคัญไม่มีเป้าหมายชีวิตในด้านอื่นๆ หรือ A และก็ไม่ได้ดื่มด่ำลืมวันเวลา ชีวิตไม่ Enagage หรือมีวาระอื่นใด เพราะไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิตอีก เลยดูเหมือนโลกของพวกเขาจะหดเหลือแค่คำว่า P อารมณ์และ R ความสัมพันธ์ประมาณใครถูกใจก็เอามาเป็นพวก ใครไม่สบอารมณ์ก็เผือก ก็ทำตัวแย่ๆ เลยดูพัง บ่งกันไปหมดทั้งเรื่องส่วนตัว และสังคม ไปๆมาๆ จัดการอารมณ์ไม่ได้ ควบคุมความสัมพันธ์ไม่อยู่ หากยังมีพลังอยู่ก็ยิ่งร้ายมากขึ้น หมดพลังก็ไปหาจิตแพทย์ คนทรง ไปโน่น และดูทรงแล้ว ที่สุด คงพังมาก จนลงไปหาจิตแพทย์กับคนทรงเจ้าหมด

ทั้งหมดเลยแอบมองผมด้วยความอิจฉา อาจารย์ภิญโญ เมืองไทยดูมีความสุขดีนะ ไม่ต้องรวยแบบพวกเราก็มีความสุขได้

ใจเย็นครับ ผมบอกเขาว่าเท่าที่ดูผมว่าความสุขไม่เกี่ยวกับฐานะแล้ว ผมบอกเขาว่าผมและคนอื่นๆที่เมืองไทย ไม่ว่าเชื้อสายอะไรก็มีความทุกข์สุขเช่นเขาครับ เอาแค่ผม ผมจำได้ ตอนที่หาตัวเองไม่เจอ (M) โอว มันทุกข์มาก อยากทำอะไรที่ไปไกลกว่าตัวเอง แต่นึกไม่ออก นั่นทุกข์แล้ว แล้วยิ่งไม่มีเป้าหมาย (A) มันก็ไม่มี E ตามมา ชีวิตตอนนั้นมันขึ้นกับอารมณ์กับความสัมพันธ์จริงๆ ส่วนใหญ่พังครับ ไม่ดีเลย แต่พอเรามีเป้าหมาย A เช่น ตอนเรียกป.เอก มันพาเราออกจากแวดวงเดิมไปเจอแวดวงใหม่ๆ ได้ความรู้ใหม่ๆ เมื่อมีเป้าหมาย (A) ได้ทำอะไรท้าทาย แถมมีความรู้ (E) มีเพื่อนที่ช่วยกันเรียน มีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับเพื่อนและอาจารย์ (R) มาสนับสนุนก็ยิ่งทำมีอารมณ์บวก (P) แถมตอนหลังมาเจอ M คือ มีจุดประสงค์ว่าอยากทำให้คนไทยรู้จัก Positive Psychology นี่ยิ่งมันส์ มันมีความสุข แต่นั่นคือโลกของการทำงาน แต่เมื่อลูกที่โตขึ้น เป้าหมายที่ต้องใหญ่ขึ้น PERMA แต่ละช่วงของชีวิตก็จะปรับเปลี่ยนไป คุณก็ต้องปรับจูนชีวิตคุณไปเรื่อยๆ รับประกันว่าไม่ว่างเปล่าแน่นอน ทุกข์ไหมทุกข์แต่มันจัดการได้มากกว่าเดิม ความสัมพันธ์ดีขึ้น ทิศทางดีขึ้นกว่าเดิม 

แล้วจะทำอย่างไรให้มี PERMA มีหลายวิธี ผมอยากแนะนำเทคนิคของอาจารย์คือ.. 

What Went Well วิธีการคือแต่ละวันก่อนนอนให้เขียนว่าวันนี้เกิดอะไรดีๆ หรืออะไรเป็นไปด้วยดี (What went well) สักสามเรื่อง เช่นเมื่อวานผมเขียนบทความจบหนึ่งเรื่อง ดีมากๆ ทำให้เข้าใจเรื่องปรัชญาความสุขมากขึ้น สองคือได้ร่วมได้แนะนำครูรร.ดรุณสิขาลัยเรื่องการใช้ Positive Psychology อย่างที่สามคือได้แนะแนวลูกศิษย์เรื่องการเรียนป.เอก 

ข้อเสนอแนะทางเทคนิคเพิ่มเติม:

ถ้าคุณทำไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง คือมันมีเหตุการณ์จำนวนมาก ที่ทำให้คุณอยู่สภาวะที่มีความสุข ให้คุณทำไป แล้วลองเชื่อมโยงดูว่ากิจกรรมอะไรที่มันเข้าองค์ประกอบแต่ละตัว แล้วทำซ้ำ ขยายผลเรื่อยๆ มันจะเติมเต็มชีวิตคุณ คนรอบตัว สังคมขึ้นมาเอง คือจัดโครงสร้างชีวิตคุณขึ้นมาเอง เช่นของผมเมื่อทำ ลองจัดลงกล่อง PERMA จะค้นพบดังนี้

P ตอนที่ได้ทานข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากันกับครอบครัว การได้โทรหาคุณพ่อคุณแม่ การดู Series ใน Netflix

E ตอนได้สอน OD/Positive Psychology ตอนได้ช่วยแก้ปัญหาการคิดหลักสูตรใหม่ๆ กับผู้บริหาร

R ตอนนั่งจิบกาแฟกับดร.ช่อ นักปราชญ์อาวุโส ที่ม.ขอนแก่น (ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาศึกษาปรัชญาเพิ่มเติม)

M การได้เขียน Blog เผยแพร่ความรู้เรื่อง Positive Psychology การได้สอน Consult ให้ครูรร.ดรุณสิกขาลัย (ตัวนี้ทำเพื่อคนอื่น สังคม ชุมชน)

A การได้พยายามทำตาม OKRs ที่เราจะดิ้นรนหาหลักสูตรใหม่ๆ มาที่ MBA ตอนนี้ได้มาแล้วตัวหนึ่ง แน่นอนถ้าคุณขาดตัวใดตัวหนึ่ง เช่นส่วนใหญ่จะหา M ไม่เจอ อาจไปหา Idol ลองดู Youtube แล้วหาคนต้นแบบชีวิตคุณ ที่เขาทำเพื่อชุมชน แล้วลองเอามาทำตามดูก็ได้ 

คำถามคือ ..อะไรคือ What went well ของคุณ

สรุป จะว่าไป PERMA มันคือ การเติมเต็มตัวเอง (P+E+A) เติมเต็มคนรอบข้าง (R) เติมเต็มสังคม (M) คุณขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ มันจะรวนพันกัน ดึงกันจนพังไปในที่สุด 

เอาเป็นว่าถ้าคุณยิ่งทำยิ่งทุกข์ เฉยก็ปสด. อีก หรือทำมากๆ ก็รู้สึกไร้ค่า ว่างเปล่า พัง บ่ง คุณกำลังไม่มีความสุขแล้วครับ กลับมาอยู่กลับตัวเอง แล้วเริ่มต้นใหม่ได้ 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ Bling Empire สำหรับแรงบันดาลใจให้เกิดบทความนี้นะครับ 

บทความโดยโดย ดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์ Positive Psychology Coach

Ref: Flourish: A Visionary New Understanding of Happiness and Well-being.Atria Books. Kindle Edition. 

หมายเลขบันทึก: 688764เขียนเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2021 13:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2021 13:42 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี