ซูชิชิ้นสุดท้าย : มื้ออาหารในความทรงจำอันแสนเจ็บปวด

           “ซูชิชิ้นสุดท้าย” หนึ่งในเรื่องสั้นของผู้ใช้นามปากกาว่า แพรพลอย วนัช หรือนามจริงว่า วรรณวนัช เตชะศิลป์เจริญ ได้รับการตีพิมพ์อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้น “24 ชั่วโมง” ซึ่งได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ประเภทรวมเรื่องสั้น จากสำนักงาน-คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งประเภทรวมเรื่องสั้น เซเว่นบุ๊คอวอร์ดและเป็นผลงานรอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ประจำปีพุทธศักราช 2563

            เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งในขณะที่เป็นเวลาที่ชีวิตคู่ของเธอกับเขากำลังมีปัญหา ลูกชาย อายุเก้าขวบ ก็มีอาการผิดปกติคล้ายคนตกหมอน หันศีรษะไปทางขวาไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้ผู้เป็นพ่อและแม่ต้องดิ้นรนพาลูกไปพบแพทย์ เมื่อสามีพาเธอกับลูกไปพบแพทย์กระดูกที่คลินิกจึงได้พบนายแพทย์ ผู้ที่ไม่ปรากฏรอยยิ้มหรือแม้แต่คำทักทาย เธอเล่าอาการของลูกให้แพทย์ฟัง ทว่ากลับได้รับแต่คำพูดเชิงตำหนิพร้อมบอกกับเธอและลูกว่าอาการนี้จะเป็น ‘ถาวร’ กำลังใจและความหวังของผู้เป็นแม่ถดถอยลงไป แม้ว่าจะรักษาและจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปมากเท่าไร ลูกชายก็ยังไม่หาย กระทั่งเธอตัดสินใจพาลูกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ จนได้พบกับอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกเด็กที่มีจิตวิทยาสูง สามารถรับมือกับเด็กและภาวะเครียดของพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี หลังจากเริ่มทำการรักษากับแพทย์คนนี้ ลูกของเธอก็เริ่มหายดีและกลับมาเป็นปกติ ทั้งนี้ต้องแลกมาด้วยภาวะความเครียดของพ่อแม่ที่ยังคงอยู่ ผนวกกับสภาวะทางการเงินมีปัญหา แต่ด้วยครั้งสุดท้ายของการรักษา
ลูกอยากกินซูชิ เพื่อเลี้ยงฉลอง เธอก็ไม่อาจทำลายความหวังของลูก แม้ว่าเงินในวันนั้นจะเป็นก้อนสุดท้ายและเป็นครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน 

          ในเรื่องนี้ผู้เขียนวางโครงเรื่องอย่างง่าย ไม่สลับซับซ้อน แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยพร้อมทั้งเสนอภาพความต่างของการให้บริการตามสถานะและบทบาทของแพทย์ทั้งสองคนได้อย่างเด่นชัด โดยตัวละคร ‘แพทย์กระดูก’ ที่ทำงานอยู่ในคลินิก เป็นตัวละครที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นภาพของนายแพทย์ผู้หยิ่งทะนง ไร้ซึ่งจริยธรรมของแพทย์ เพราะในขณะที่ผู้ป่วยและผู้ปกครองกำลังรู้สึกถดถอยกับอาการเจ็บป่วย เขากลับไม่ได้ใส่ใจกับรายละเอียดของการรักษามากนัก พร้อมทั้งกล่าวคำพูดเชิงตำหนิและตัดกำลังใจโดยไม่ได้คิดว่าผู้ป่วยก็คือมนุษย์
มีความรู้สึกและปัญหาเช่นเดียวกันกับมนุษย์ทั่วไป หนำซ้ำยังมองว่าการแพทย์คือธุรกิจ ผู้ป่วยที่มาก็เพียงแค่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา
เขาได้รับเงิน ผู้ป่วยได้รับการรักษา ก็จบเพียงเท่านั้น  ต่างจาก ‘อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกเด็ก’ ที่อยู่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ซึ่งมีจิตวิทยาและจรรยาบรรณแพทย์สูง เขาเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิส่วนบุคคล สามารถรับมือได้ทั้งกับผู้ป่วยและภาวะความเครียดของผู้ปกครอง ตลอดจนตระหนักถึงหน้าที่ของตนว่าต้องช่วยเหลือให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

              หากพิจารณาโครงเรื่องแล้วจะเห็นว่า ผู้เขียนมุ่งเสนอพฤติกรรมและความเป็นไปของตัวละครมากกว่าปมความขัดแย้งที่ใช้ดำเนินเรื่อง ปรากฏกลวิธีการเล่าเรื่องแบบเริ่มจากปัจจุบันย้อนกลับไปหาอดีต ดังเห็นได้จากการเปิดเรื่องด้วยการบรรยายภาพลักษณะของตัวละครตัวหนึ่งผ่านสายตาและความนึกคิดของอีกตัวละคร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบันก่อนนำไปสู่เหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้สามารถสร้างความสนใจใคร่รู้ให้กับผู้อ่าน เนื่องจากผู้เขียนไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคือลักษณะของตัวละครใด จึงต้องอาศัยการอ่านเนื้อเรื่องต่อไป
จึงจะเข้าใจได้ ดังความว่า

“ใบหน้าเหลี่ยมสะอ้านตานั้นไม่ปรากฏรอยยิ้ม ไม่ต่างจากวันแรกที่เธอพบเขา กริยาที่เขาใช้ตะเกียบ
คีบซูชิใส่ปากด้วยท่าทีนิ่ง ๆ กับแววตาที่ไม่บอกอารมณ์ใดไปมากกว่าเย็นชาทำเธอเม้มปากสนิท
ลอบมองคนที่อยู่ตรงข้ามเขา ดูเผิน ๆ สองคนนี้เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก หากเธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่า
ผู้หญิงคนนี้ตกหลุมรักเขาได้อย่างไร ผู้ชายที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น”

                                                                                                           (แพรพลอย วนัช, 2562 : 51)

               จากนั้นจึงเข้าสู่เหตุการณ์ที่เป็นปมความขัดแย้ง โดยในเรื่องนี้ปรากฏความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่เป็นเพียงส่วนช่วยเสริมให้
ผู้อ่านเห็นผลที่เกิดจากการกระทำของตัวละคร กล่าวคือ เป็นความขัดแย้งระหว่างคนในครอบครัว ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างแม่กับลูกชาย และความขัดแย้งระหว่างเธอกับสามีดังความว่า “โจ้อยากเดินเหมือนคนพิการไปตลอดชีวิตหรือ” “ทำไมแม่พูดอย่างนี้ โจ้กลัว ลูกปล่อยโฮ ส่วนเธอสะอื้นไห้ไม่ต่างจากทำนบพัง” (แพรพลอย วนัช, 2562 : 64) “ไม่พอ! อุ้มทำอะไรมันก็ผิดไปซะทุกอย่างใช่ไหม แค่อ้าปากพูดก็ผิด ไม่มีเงินอุ้มเคยว่าอะไรพี่สักคำไหม ลูกไม่สบาย อุ้มเคยใช้เงินพี่สักบาทไหม!” “จะหยุดได้หรือยัง!” (แพรพลอย วนัช, 2562 : 65) จากข้อความข้างต้นเป็นเหตุการณ์ที่เป็นผลมาจากภาวะความเครียดของตัวละครแม่หรืออุ้ม ที่ต้องตกอยู่ภายใต้ความวิตกกังวลที่สะสมอยู่ภายในจิตใจ

               ท้ายที่สุดผู้เขียนจึงได้ปิดเรื่องแบบทิ้งท้ายให้ผู้อ่านขบคิดและเห็นถึงชีวิตจริงกล่าวคือ แม้ว่าลูกชายจะหายจากอาการป่วยเป็นปกติ แต่ด้วยปัญหาเรื่องหนี้สิน ครอบครัวจึงต้องแยกกันอยู่และต่างทำหน้าที่ของตนเอง ทั้งนี้ยังเน้นย้ำบทบรรยายเดียวกันกับตอนเปิดเรื่องเพื่อทิ้งท้ายให้ผู้อ่านได้ขบคิดถึงการกระทำของตัวละครตัวหนึ่งที่ส่งผลกระทบมากมายต่อหลายชีวิตในอีกครอบครัว

               กล่าวได้ว่าผู้เขียนถ่ายทอดลักษณะความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้รักษาและผู้รับบริการผ่านการเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจนและมีเอกภาพ อีกทั้งเรื่องราวยังมีความสมจริงในแง่ของการให้บริการในด้านการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันยังคงปรากฏให้เห็นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปในสังคม

              ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงสร้างตัวละครหลักอย่างพ่อ แม่ ลูกชาย และแพทย์ทั้งสองคนขึ้นมาเพื่อเป็นภาพแทนของคนในสังคม โดยตัวละครในเรื่องนี้แม้ว่าจะเป็นตัวละครที่มีลักษณะคงที่ทั้งหมด ทว่าตลอดเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบถือได้ว่าผู้เขียนสร้างตัวละครได้อย่างสมจริง ดังนี้ พ่อและแม่ เป็นตัวละครที่แสดงออกซึ่งลักษณะของคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว อันเนื่องมาจากปัญหาความเครียดเรื่องความเจ็บป่วยของลูกชายที่ส่งผลให้มีส่วนต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการรักษา อีกทั้งธุรกิจของครอบครัวล้มไม่เป็นท่า เพราะฉะนั้นเงินที่ใช้จุนเจือครอบครัวจึงเหลือไม่มาก ประกอบกับได้รับคำตำหนิและคำพิพากษาจากแพทย์กระดูกคนที่ไร้จรรยาบรรณ จึงส่งผลต่อการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมด้านลบออกไป แต่ถึงอย่างไรก็ตามด้วยความรักของพ่อและแม่ก็ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกได้เสมอ ส่วนลูกชาย เป็นตัวละครคงที่ โดยผู้เขียนกำหนดให้มีอาการป่วย แต่สภาพจิตใจเป็นปกติดีทุกอย่าง ร่าเริงตามประสาเด็ก และแพทย์ทั้งสองคน ได้แก่ แพทย์กระดูกที่อยู่ในคลินิกมีลักษณะนิสัยคงที่ในภาพแทนของแพทย์ผู้ไร้จรรยาบรรณ มุ่งหาแต่ผลประโยชน์จากการรักษาคนไข้โดยไม่ได้ทำการรักษาจริง ส่วน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกเด็ก ที่อยู่
โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ มีลักษณะนิสัยที่ปรากฏในภาพแทนของแพทย์ที่ดีมีจรรยาบรรณ และรักษาจริยธรรมทางการแพทย์ โดยมุ่งให้การบริการด้วยการรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

“หมอบางคนยังมีความรู้สึกว่าคนไข้คือคนที่มาขอความช่วยเหลือ แต่หมอที่ถูกฝึกมาดี
เขาจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าคนไข้คือผู้ที่มารับบริการ”

                                                                                     (แพรพลอย วนัช, 2562 : 67)

               จากข้อความข้างต้นถือว่าเป็นข้อความที่กล่าวถึงแนวคิดหรือแก่นของเรื่องได้อย่างครอบคลุมด้วยการสะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพของมนุษย์ภายในสังคม ในที่นี้ผู้เขียนได้สะท้อนความสัมพันธ์ของแพทย์กับผู้ป่วยที่ดำเนินไปภายใต้คำว่า “บริการ” ซึ่งแพทย์ที่ดีจะต้องปฏิบัติตนให้อยู่ภายใต้กรอบของจริยธรรมทางการแพทย์ เคารพศักดิ์ศรีและสิทธิส่วนบุคคล ไม่เลือกปฏิบัติ และสำคัญที่สุดแพทย์จะต้องรักษาเยียวยา
ความป่วยไข้ทางร่างกาย มิใช่เพิ่มความเจ็บปวดทางจิตใจให้สมทบพอกพูน

               ดังเช่นคำพูดที่ว่า “หมอดูแล้ว กลัวจะเป็นถาวร”(แพรพลอย วนัช, 2562 : 56) ประโยคเดียว แต่นั่นคือการพิพากษาและทิ้งรอยบาดลึกไปตลอดชีวิตของคนคนหนึ่ง ซึ่งบาดแผลและความทรงจำนั้นจะยังคงฝังใจส่งผลให้เกิดการระลึกได้อยู่เสมอ ๆ เช่นเดียวกับ ซูชิ ในเรื่องนี้ ไม่เพียงแค่เป็นมื้ออาหารที่พิเศษเท่านั้น หากแต่เป็น ‘สิ่งที่คอยย้ำเตือน’ ให้หวนระลึกถึงความเจ็บปวดครั้งวันวานที่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจจนถึงในปัจจุบัน โดยภาพ ‘ซูชิชิ้นสุดท้าย’ ของครอบครัวในวันนั้น ได้ปรากฏซ้อนทับกับภาพที่เธอได้พบเขาคนนั้นในร้านซูชิร้านเดิมในวันนี้ คนที่
“ทำให้ชีวิตเธอรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น”

               เมื่อพิจารณาองค์ประกอบข้างต้นจะเห็นได้ว่า ทั้งโครงเรื่อง แก่นเรื่องและตัวละครมีความสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน แนวคิดหรือแก่นเรื่องสะท้อนความจริงได้อย่างเด่นชัด ตัวละครมีความสมจริง ผู้เขียนได้ทำให้ทุกองค์ประกอบมีความสัมพันธ์และสำคัญต่อกัน ไม่สามารถขาด
ส่วนใดส่วนหนึ่งได้ อีกทั้งในแง่ของการใช้สำนวนภาษาก็มีความเรียบง่าย สละสลวย มองเห็นภาพได้ชัดเจน จึงกล่าวได้ว่าเรื่องซูชิชิ้นสุดท้าย
เป็นเรื่องที่ผู้เขียนทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการคล้อยตาม เข้าใจถึงชีวิตและสัมพันธภาพของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง


อ้างอิง
แพรพลอย วนัช.  (2562).  24 ชั่วโมง.  ปทุมธานี: นาคร.

ที่มา : https://www.se-ed.com/product/...