บทความวิจารณ์นวนิยาย
เวลาในขวดแก้ว : ห้วงแห่งความคิดคำนึง...ถึงภาพจำในวันวาน
ประภัสสร เสวิกุล
“ ถ้าฉันเก็บเวลาไว้ในขวดแก้วได้
สิ่งแรกที่ฉันจะทำ…
คือสะสมคืนและวันที่ล่วงเลยมานิรันดร์
เพียงเพื่อมอบมันแก่เธอ ”
(เพลง เวลาในขวดแก้ว, Jim Croce)
การเดินทางของกาลเวลา ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในขวดแก้วแห่งความทรงจำ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน
ห้วงของวันเวลาที่ไม่เคยหยุดเดิน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เคยเป็น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากตัวเราเองที่เปลี่ยนไป...
“เวลาในขวดแก้ว”นวนิยายชีวิตวัยรุ่นที่โลดแล่นดุจชีวิตจริง เป็นผลงานเขียนที่มีชื่อเสียงของ ประภัสสร เสวิกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2554 มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตและปัญหาของวัยรุ่นในด้านต่าง ๆ ทั้งครอบครัว ความรัก การศึกษา สังคม และการเมือง ผู้เขียนได้สะท้อนปัญหาชีวิตอันละเอียดอ่อนและซับซ้อน โดยเฉพาะปัญหาของผู้ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวัยรุ่นไว้อย่างแยบยลและสะเทือนใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่จะสามารถเขียนเรื่องปัญหาชีวิตที่หนักหนาให้ออกมาได้อย่างสมจริง
แรกเริ่มนวนิยายเรื่องนี้ลงพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารสายทิพย์ เมื่อนิตยสารสายทิพย์ปิดกิจการ จึงลงต่อจนจบในนิตยสารนรี และได้รับการจัดพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในรูปแบบของพ็อกเก็ตบุ๊ก เมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ต่อมานวนิยายเล่มนี้ได้มีผู้นำไปสร้างสรรค์เป็นศิลปะแขนงอื่น คือ ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ อีกจำนวนหนึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังได้รับเลือกให้เป็น
1 ในหนังสือดี 100 เรื่อง ที่เด็กไทยและเยาวชนไทยควรอ่าน เป็น 1 ใน วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต คัดเลือกโดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งยังเป็นหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการ
คัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของนัต หนิง ป้อม จ๋อม ชัย เอก ในช่วงก่อนและหลังเดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่เล่าผ่านมุมมองของนัตเด็กหนุ่มร่างท้วมที่อยู่ในครอบครัวที่แสนอบอุ่นในวัยเด็ก แต่วันหนึ่งกลับแตกร้าวเพราะพ่อและแม่แยกทางกัน เขากลายเป็นที่พึ่งที่ไว้ใจได้เพียงคนเดียวของ หนิง ผู้เป็นน้องสาว เมื่อครอบครัวไม่อบอุ่นดังเดิม จึงส่งผลต่อลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของนัตและหนิงให้เปลี่ยนแปลงไป ความตึงเครียดในครอบครัวทำให้จิตใจทั้งสองอ่อนแอ และกลายเป็นคนเก็บตัว นัตมีเพื่อนสนิทเพียงสามคน คือ เอก ชัย และป้อมกระทั่งเมื่อนัตเริ่มเรียนไวโอลินก็ได้พบกับ จ๋อม รุ่นพี่แอบหลงรัก เธอเป็นลูกสาวเศรษฐีที่ดูเหมือนว่าชีวิตนี้จะไม่ขาดอะไร แต่สุดท้ายครอบครัวของเธอก็แตกแยก จ๋อมจึงไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษอย่างกะทันหัน ทั้งสองจึงได้ห่างกันไป ขณะเดียวกันชีวิตของนัตในเวลานั้นก็พบเจอแต่ปัญหา คือ แม่มีสามีใหม่ หนิงเองก็มีปัญหาและขาดคนให้คำปรึกษา กระทั่งหนิงตั้งท้องและต้องทำแท้งในที่สุด เพื่อนของนัตต่างแยกย้ายกันไปเรียนต่อ นัตเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้จึงตั้งใจจะสอบใหม่ปีหน้า แต่แล้วก็ถูกแม่บังคับให้เรียนคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ป้อมและชัยเข้าร่วมขบวนการนักศึกษาประท้วงจนชัยบาดเจ็บและป้อมเสียชีวิต จ๋อมตัดสินใจสร้างครอบครัวและย้ายไปอยู่ประเทศอังกฤษ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งการตายของป้อมและเรื่องราวของจ๋อมทำให้นัตเศร้าซึมลง ชัยก็หนีเข้าป่าไปและไม่กลับมาอีก ส่วนเอกก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่สนใจเรื่องอื่น ท้ายที่สุดแล้วเส้นทางที่แต่ละคนเลือกเดินนั้นก็แตกต่างกันออกไป เพราะการตัดสินใจที่ไม่เหมือนกัน ทุกสิ่งทุกอย่างได้ผ่านเลยไป แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร มิตรภาพและความทรงจำก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม
“เวลาในขวดแก้ว” มุ่งเสนอและสะท้อนชีวิตอย่างที่เป็นจริง ทั้งปัญหาชีวิตครอบครัว การหย่าร้างและปัญหาชีวิตวัยรุ่น ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยทุกขณะ มีการเปิดเรื่องด้วยเพลงเวลาในขวดแก้ว ของ Jim Croce ซึ่งเป็นเพลงหลักที่แทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เป็นเพลงที่บอกเล่าความหมายของชื่อเรื่อง เพลงนี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนความจำว่าครั้งหนึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นเรื่องจริงและทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ก็จะทำให้กลับไปสู่ห้วงความจำแห่งอดีตเสมอ ผู้เขียนดำเนินเรื่องและถ่ายทอดประสบการณ์ต่าง ๆ โดยใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบย้อนกลับผ่านความทรงจำของตัวละคร “นัต” ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่นที่เผชิญปัญหาในสังคมผ่านความผูกพันของครอบครัวและเพื่อน โดยเฉพาะเรื่องราวความผูกพันระหว่างเพื่อนที่ร่วมฝ่าฟันปัญหาไปด้วยกัน ทั้งนี้ปรากฏความขัดแย้งหลายประการ ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คือ ความขัดแย้งระหว่างพ่อกับแม่ของนัตและหนิงเป็นความแตกแยกของคนในครอบครัวที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงออกด้านพฤติกรรมที่ไม่ดีของลูก อันเป็นผลมาจากครอบครัวไม่อบอุ่น ความขัดแย้งระหว่างนัต ป้อม ชัย เอก เป็นความขัดแย้งทั่วไปของกลุ่มเพื่อนที่เกิดการกระทบกระทั่งกันบ้างแต่ไม่ร้ายแรง เพราะท้ายที่สุดไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เพื่อนกลุ่มนี้ก็ยังมีความหวังดีให้กันเสมอ ความขัดแย้งของคนในครอบครัว ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับนัตและหนิงอันเนื่องมาจากพ่อกับแม่หย่าร้างกัน ทำให้ในบางครั้งจะปรากฏเป็นภาพที่ลูกต้องทำตามความต้องการของผู้เป็นพ่อเป็นแม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาของผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมหันหน้ามาเจรจากัน ทำให้ลูก ๆ เคว้งคว้าง จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่ต่อต้านในที่สุด และความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม คือ ความขัดแย้งระหว่างขบวนการนิสิตนักศึกษากับสังคมในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวาย มีการประท้วงเพราะการกดขี่ข่มเหงและการเอารัดเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า รวมไปถึงการประท้วงเพื่อขับไล่ทหารอเมริกัน จนเกิดเหตุการณ์การปะทะกัน ทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังเช่นตัวละครชัยและป้อม เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงเหตุการณ์ที่คลี่คลายปมปัญหาต่าง ๆ คือ นัต หนิง ป้อม จ๋อม ชัย เอก ได้เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ที่เป็นผลมาจากการตัดสินใจของแต่ละตัวละคร ในเรื่องนี้มีการปิดเรื่องจบแบบโศกนาฏกรรม กล่าวคือ ไม่มีผู้ใดสมหวังกับสิ่งที่วาดหวัง แต่ละคนล้วนต้องแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง ท้ายที่สุดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงคงเหลือไว้เพียงความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นในวันวาน ทั้งนี้ในตอนท้ายยังปรากฏเพลงเวลาในขวดแก้ว ของ Jim Croce เพื่อเป็นเครื่องเตือนความทรงจำให้รำลึกถึงสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา
ตัวละครที่สำคัญ ได้แก่ นัต หนิง ป้อม จ๋อม ชัย เอก กลุ่มวัยรุ่นที่มีช่วงวันเวลาช่วงหนึ่งที่ใช้ชีวิตท่ามกลางอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ แต่ละเส้นทางที่ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วใครเป็นคนกำหนดให้ชีวิตต้องโลดแล่นไปอย่างไร และเส้นทางที่ตัวละครตัดสินใจเลือกเดินไปก็ยากที่จะตัดสินว่าใครถูกหรือใครผิด เนื่องเพราะแต่ละตัวละครต่างก็มีภูมิหลัง พื้นฐานทางครอบครัว ปัญหา ประสบการณ์ชีวิตแตกต่างกัน และเหตุการณ์ในเวลานั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดให้เราต้องเลือกที่จะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะนำพามาซึ่งความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม จึงกล่าวได้ว่าตัวละคร นัต หนิง ป้อม จ๋อม ชัย เอก นี้ เป็นตัวละครหลายลักษณะ กล่าวคือ มีนิสัยทั้งด้านดีและไม่ดีปะปนกันเหมือนคนในชีวิตจริงที่มีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้บทสนทนาในเรื่องยังมีส่วนช่วยแสดงอารมณ์ความรู้สึกและสะท้อนบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของตัวละครให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วย
แนวคิดหรือแก่นเรื่องที่สำคัญของเรื่องนี้คือ สะท้อนภาพสังคม ในแง่ของปัญหาครอบครัวคือการหย่าร้างที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ดังเช่นครอบครัวของนัตและหนิงที่พ่อแม่หย่าร้างกัน ส่งผลต่อนัตและหนิงไม่ว่าจะในทางพฤติกรรมหรือสภาพจิตใจ และสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาต่าง ๆ ของวัยรุ่น มักมีต้นเหตุมาจากครอบครัวเป็นสำคัญ ส่วนในแง่ของปัญหาทางสังคมและการเมือง สะท้อนให้เห็นเรื่องการกดขี่ข่มเหงและ
การเอารัดเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า ดังเหตุการณ์การปะทะกันของนิสิตนักศึกษาที่เดินขบวนประท้วงขับไล่ทหารอเมริกันกับเจ้าหน้าที่ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และมิตรภาพและความรักซึ่งมีความรักหลากหลายรูปแบบทั้งเพื่อน หนุ่มสาว พี่น้อง และพ่อแม่ลูก ในรูปแบบของเพื่อนเป็นความรักและมิตรภาพที่กลุ่มเพื่อน นัต ป้อม ชัย เอก มีต่อกัน คอยช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างกันเมื่อยามลำบาก
ในรูปแบบหนุ่มสาว เป็นความรักความห่วงใยของนัตที่แอบรักรุ่นพี่อย่างจ๋อม ในขณะเดียวกันก็ปรากฏความรักของป้อมที่แอบรักเพื่อนอย่างนัตด้วย ในรูปแบบของพี่น้อง เป็นความรักที่นัตมีให้แก่หนิง เพราะต้องคอยดูแลให้ความอบอุ่นแทนครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ และในรูปแบบของพ่อแม่ลูก คือ แม้ว่าครอบครัวของนัตและหนิงจะแตกแยก พ่อและแม่หย่าร้างและมีปากเสียงกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งเมื่อยามที่ลูกมีปัญหา ด้วยความรักของพ่อแม่ก็ห่วงใยและพร้อมที่จะทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือลูกอยู่เสมอ ดังเช่น เมื่อครั้งที่นัตมีเรื่องทะเลาะวิวาทจนถูกตำรวจจับพ่อกับแม่ก็ยังเป็นห่วงและช่วยเหลือกันเพื่อให้นัตนั้นพ้นจากข้อกล่าวหาที่ไม่ดีในที่สุด ทั้งนี้เรื่องราวตลอดทั้งเรื่องดำเนินไปได้ด้วยเพราะความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจำกัดความได้ ถึงแม้ว่าสภาพสังคมรอบตัวจะโหดร้ายเพียงใด แต่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนเราคงหนีไม่พ้นความรักและกำลังใจที่มีให้แก่กัน ดังนั้นผู้เขียนจึงได้เสนอทางออกของปัญหาด้วยการใช้มิตรภาพและความรักในการทำความเข้าใจ ยอมรับและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
จุดเด่นในนวนิยายเรื่องนี้คือ ฉากและบรรยากาศ ที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่องและมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านมีจินตภาพและสามารถเข้าใจในเหตุการณ์ที่เป็นภาพความทรงจำที่ทำให้หวนรำลึกนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้นและจดจำได้อย่างไม่มีวันลืมเลือน เช่น ถนนสายที่โรยรายด้วยดอกชมพูพันธุ์ทิพย์เป็นถนนที่เต็มไปด้วยภาพเสียงหัวเราะของนัต ป้อม ชัย และเอก “เราเดินผ่านประตูใหญ่ของโรงเรียนออกมายังถนนสายเล็ก ๆ ... ชมพูพันธุ์ทิพย์สองข้างทางโรยกลีบพรูราวจะเอ่ยคำทักทาย พงอ้อแขมริมบึงโอนลู่ตามแรงลม มองเลยออกไปเห็นบัวขาวชูอยู่ลิบ ๆ กลางบึงกว้าง” (หน้า 3) ร้านหมาแหงนที่เป็นเพิงสังกะสีรูปทรงคล้ายเพิงหมาแหงน ขายเครื่องดื่มและข้าวของกระจุกกระจิก เป็นที่ที่นัตกับจ๋อมใช้เวลาร่วมกัน “ไปร้านหมาแหงนดีกว่า... ผมเดินไปที่ตู้เพลง และเลือก ‘เวลาในขวดแก้ว’ เสียงเพลงดังแหวกบรรยากาศซึมเซาของยามบ่ายที่หงอยเหงา กาแฟถูกทิ้งจนเย็นชืด เมื่อเราเฝ้าแหยอดเพลงนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า” (หน้า 3-4) เมื่อเพลง ‘เวลาในขวดแก้ว’ ดังขึ้นเมื่อใด นัตจะนึกถึงสถานที่แห่งนี้และช่วงเวลาดีดีที่เคยมีเสมอ บ้านหลังเก่าริมแม่น้ำของนัตกับหนิง“บ้านหลังเก่าริมแม่น้ำที่แม่นั่งกอดเราสองคนพี่น้องและตั้งตารอคอยการกลับมาของพ่อจนดวงอาทิตย์ลับหายไปกับคุ้งน้ำ ทิ้งเราไว้กับความมืดอันอ้างว้างและน่ากลัว” (หน้า 270)
การใช้สำนวนภาษา ผู้เขียนใช้ภาษาที่เรียบง่าย กระชับ ทว่ามีความคมคาย กินใจ ใช้กลวิธีเล่าเรื่องในลักษณะตัดสลับเนื้อเรื่องแบบย้อนไปย้อนมา ทว่าสามารถเรียงร้อยเรื่องได้อย่างเข้าใจ มีการแทรกบทเพลงและกลอนไว้ระหว่างการดำเนินเรื่อง การบรรยายและพรรณนาเหตุการณ์
ต่าง ๆ ทำให้เข้าใจและเห็นภาพได้อย่างชัดเจน อีกทั้งบทสนทนายังใช้ได้เหมาะสมและมีส่วนช่วยสะท้อนบุคลิกและลักษณะของตัวละครให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ จึงกล่าวได้ว่าทุกองค์ประกอบในเรื่องเวลาในขวดแก้วนี้มีความสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน
เสน่ห์ของเวลาในขวดแก้ว คือ การถ่ายทอดเรื่องราวของความสัมพันธ์ในครอบครัวที่สามารถจับต้องได้และสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยที่มีมาทุกยุคทุกสมัย นำมาให้ตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตว่าเด็กต้องการการขัดเกลาจากผู้ใหญ่ ต้องการความเข้าใจ การดูแลเอาใจใส่ เพื่อที่จะใช้เป็นแรงผลักดันในชีวิตด้านการดำเนินชีวิตก็ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการตัดสินใจ การเข้าใจ การยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหาและปรับตัวให้ตนเองอยู่กับสิ่งที่เลือกแล้วได้อย่างมีความสุข
อดีตของเราเป็นเพียง “ห้วงเวลาพิเศษ” ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว เราไม่อาจเหนี่ยวรั้งช่วงเวลาที่มีความสุขหรือกลับไปแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ ใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันและเรียนรู้ที่จะอยู่กับ
สิ่งนั้นให้ได้ เพราะชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย ตลอดการเดินทางของทุกคนไม่ได้งดงามดั่งฝัน แต่ความสุขและความทุกข์
ที่เราเผชิญนั้น นั่นคือ “ความงดงามของชีวิต”
กล่าวได้ว่า “เวลาในขวดแก้ว” เหมาะสมกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย เพราะมีคุณค่าสะท้อนภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักและทบทวนปัญหาเหล่านั้นถึงสาเหตุและแสวงหาแนวทางแก้ไข ตลอดจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มและซาบซึ้งไปกับความรักความผูกพันของ
ตัวละคร พร้อมกับนึกย้อนมองถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาในชีวิตของตน หนังสือนวนิยายเล่มนี้ไม่เพียงแต่ให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และความประทับใจแต่ยังให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

ที่มา : shorturl.at/fjBOV