เช้าวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๓ ที่บ้านผมอุณหภูมิ ๑๘ องศา แต่ลมแรง ทำให้รู้สึกหนาวมาก ชักนำให้ผมย้อนคิดไปถึงหน้าหนาวสมัยเด็ก อยู่ที่บ้านในชนบทจังหวัดชุมพร
สมัยนั้นเสื้อผ้าขาดแคลน เสื้อผ้ากันหนาวที่บ้านมีน้อย ทั้งจากความขาดแคลนในสังคม และจากการที่ครอบครัวเราอยู่ในสภาพที่ต้องประหยัด แม่งัดเอาเสื้อนอกของพ่อสมัยหนุ่มๆ เอามาให้สวม อุ่นดีมาก ผมใช้เสื้อนอกตัวเก่าอายุกว่าสิบปีของพ่ออยู่หลายปี ในหน้าหนาว พอหมดหนาวแม่ก็เอาไปเก็บไว้อย่างดี
แต่กางเกงชุดสูทที่เอาเสื้อนอกไว้ใช้เป็นเสื้อกันหนาวของลูกนั้น พ่อไม่สวมแล้ว มันเป็นอดีตของพ่อ ที่วัยหนุ่มเป็น “เณรเกต” หรือหนุ่มสำอาง เอาแต่เที่ยวเตร่กับเพื่อนๆ ลูกเศรษฐี เมื่อมีครอบครัว พ่อก็ transform ตัวเองเป็นพ่อบ้านผู้มุ่งตั้งเนื้อตั้งตัวสร้างฐานะ เป็น transformative learning ที่เกิดขึ้นจากสำนึกภายใน ผมและน้องๆ ๖ คน ได้รับอานิสงส์ในชีวิตจาก transformation นี้ จำได้ว่า ตอนที่ผมเรียนที่จุฬาฯ เมื่อปิดเทอมกลับบ้าน พ่อจะพาไปไหว้ญาติผู้ใหญ่และเพื่อนของพ่อ เพื่อนคนหนึ่งของพ่ออยู่ที่ปากน้ำชุมพร คือ “ลุงริด” สัมฤทธิ์ ทองมาก บอกผมเชิงกระเซ้าพ่อว่า “โจรกลับใจ” คือพ่อผมเปลี่ยนจากคนสำมะเลเทเมา กลายเป็นคนทำงานทำการ
กางเกงชุดสูทของพ่อ ตัดจากผ้าราคาแพง ที่เรียกว่า ผ้าช้ากสกิ้น (shark skin – ผ้าหนังปลาฉลาม) สีเนื้อ ถูกแม่เอามาตัดเป็นกางเกงขาสั้น ย้อมมะเกลือให้เป็นสีดำ เอามาให้ลูกที่กำลังเริ่มจะเป็นหนุ่มนุ่ง โดยไม่ลืม “ปะตูดเป็นรูปใบโพธิ์” เสียก่อน เพื่อไม่ให้กางเกงขาดที่ก้น สมัยก่อนเรานุ่งกางเกงจนขาดนะครับ ไม่ใช่ใช้จนเบื่อแล้วทิ้งอย่างในปัจจุบัน กางเกงแปรรูปนี้บางตัวพอน้องโต ก็เปลี่ยนจากกางเกงของผมไปเป็นของน้อง
ขอวกกลับมาที่หน้าหนาว สมัยโน้นหน้าหนาวมันหนาวจริงๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะบ้านมันโล่งๆ มีลมแรง ไม่ค่อยมีบ้านอื่นบังลม นอกจากสวมเสื้อผ้าหนาๆ หรือเสื้อกันหนาว เราก่อกองไฟเพื่อผิงไฟกันจนสาย แดดก็ช่วยคลายความหนาว ระหว่างผิงไฟก็หมกหัวเผือกหัวมันกินกันสนุกสนาน เพื่อนบ้านส่วนใหญ่นอกจากผิงไฟแล้วก็เอาผ่าห่มนอนมาห่มระหว่างผิงไฟด้วย
ที่จะเล่าจริงๆ คือ หนาวอยู่ไม่กี่วันเด็กๆ ก็จะริมฝีปากแห้งและแตก เลือดไหล และเจ็บ ผิวหนังก็แห้งเป็นขุย บางคนดูเหมือนผิวหนังเป็นเกล็ดปลา สมัยนั้นเราไม่รู้จักโลชั่นทาแก้ผิวแห้ง ไม่รู้วิธีป้องกันผิวแห้ง แต่มีสีผึ้งขาย เอาไว้ทาปากไม่ให้แห้ง พอหน้าหนาวแม่ก็เอามาทาให้ลูกๆ
ที่เล่าแล้วหลายครั้ง แต่ก็อดเล่าซ้ำไม่ได้ คือการทำหน้าที่ล้างถั่วงอกในหน้าหนาว เพราะฤดูหนาวคนไม่ค่อยมีผักกิน แม่เรียนวิชาเพาะถั่วงอกมาจากยาย (ผมเรียกอาม่า) จึงเพาะถั่วงอกขายหารายได้เสริม เพาะในปี๊บที่เดิมเป็นถังน้ำมันก๊าด โดยใช้ขี้เถ้าแกลบเป็นคล้ายดินให้ความชื้น รดน้ำอยู่ราวๆ สามสี่วันถั่วงอกก็ยาวกำลังดี เอาไปล้างเอาขี้เถ้าและถ่านแกลบออกแล้วขายได้ ผมมีหน้าที่ถือปี๊บเพาะถั่วงอก และตะแกรงไม้ไผ่ใบโต เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ ๗๐ เซนติเมตร เดินไปที่ท่าน้ำของคลองท่ายาง ห่างจากบ้านเกือบครึ่งกิโลเมตร ไปจัดการล้างถั่วงอก เวลาราวๆ ตีห้าครึ่งของฤดูหนาว อากาศเย็น น้ำเย็นเจี๊ยบ ริมคลองมืด มีแต่แสงจันทร์หรือแสงดาว พอล้างเสร็จก็ฟ้าสาง เอาถั่วงอกไปกองขายที่ตลาดนัดได้พอดี โดยแม่ไปจัดการต่อ ผมเตรียมไปกินข้าวและไปโรงเรียน โดยถีบจักรยานไป ๖ กิโลเมตร ผมทำหน้าที่นี้อยู่สามสี่ปี เลิกทำเพราะมาเรียนต่อที่กรุงเทพ
บ้านผมเรียกหน้าหนาวว่าหน้าว่าว เรียกลมหนาวว่าลมว่าว ชื่อมันบอกแล้วว่าเป็นฤดูกาลเล่นว่าว ลมพัดดีตลอดเวลาจนสามารถชักว่าวไว้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนได้ โดยต้องให้สายป่านยามจนว่าว “ติดลมบน” คือลมที่ไม่มีต้นไม้หรือสิ่งอื่นมากีดขวาง จึงมีคนคิด “ว่าวดุ๊ยดุ่ย” ที่เมื่อชักติดลมบนและผูกไว้ตลอดวันตลอดคืน เขาก็ส่งเสียงดุ๊ยดุ่ย ดุ๊ยดุ่ย ดุ๊ยดุ่ย .... ไปไกลมาก พวกเราเด็กๆ ก็ทำว่าวปั๊กเป้า และว่าวอีลุ้มชักเล่นกัน โดยมากมักต้อง “วิ่งว่าว” ซึ่งสถานที่ดีที่สุดคือบนถนน เพราะเป็นที่โล่ง แต่ผู้ใหญ่ก็คอยเตือนว่าระวังโดน “รถทับ” นานๆ ครั้งเราจึงจะสามารถชักว่าวให้ติดลมบนได้ และผูกไว้ให้ว่าวลอยยักไปยักมา เอาไว้ดูเพลินๆ แต่ก็มักอยู่ได้ไม่นานเชือกก็มักไปพันยอดไม้ หรือลมอ่อนว่าวตก เพราะสายป่านของเราไม่ยาวพอ เนื่องจากไม่มีสตางค์ซื้อด้ายหลายๆ ขดมาต่อกัน
การเล่นว่าวสมัยก่อน เราต้องทำว่าวเอง เริ่มตั้งแต่ตัดไม้ไผ่เอามาตากให้แห้ง เหลาไม้ไผ่เอามาผูกทำโครง เอาด้ายมาผูกกับไม้ไผ่เป็นโครง เอาแป้งมันมาทำแป้งเปียก สำหรับติดกระดาษกับโครงว่าว ถ้ามีเงินก็ไปซื้อกระดาษว่าวมาติด ไม่มีสตางค์ก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้ แต่ว่าวจะขึ้นไม่ดีนักเพราะกระดาษหนังสือพิมพ์หนาและหนัก การเล่นสมัยโน้นจึงมีการฝึกฝนเรียนรู้หลากหลายด้าน
หมายเหตุ คำว่า “เณรเกต” เป็นภาษาถิ่น หมายถึงคนที่ไม่ทำงานทำการ เอาแต่เที่ยวเตร่ คำบอกชัดอยู่แล้ว ว่าเป็นผู้ชาย คำสนทนาที่ได้ยินบ่อยครั้งคือ “ตอนนี้ทำอะไร” “เป็นเณรเกต” สมัยโน้นเราไม่รู้จักคำว่า “ตกงาน” นะครับ งานไม่ใช่เรื่องสำคัญนักสำหรับชาวบ้านบ้านนอก
วิจารณ์ พานิช
๑๓ ม.ค. ๖๔
“เณรเกต” คำนี้เพิ่งรู้จักค่ะ คนเป็นเณรเกด คือคนตกงาน คนภาคกลางจะใช้คำว่า เตะฝุ่น แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้ยินคำนี้แล้ว มักใช้คำว่า ตกงาน ตรง ๆ
การเพาะถั่วงอกสมัยก่อนยากกว่าสมัยนี้เยอะ ต้องใช้เวลาและแรงงานมากนะคะ ชอบอ่านเรื่องวัยเด็กของอาจารย์มากค่ะ ขอบคุณค่ะ