โจทย์สำคัญสำหรับคนไทยทุกคน

เป็นผลประเมินจาก สมศ. ในโอกาสครบรอบ 5 ปีที่ผมพอจะสรุปมาได้ ซึ่งจะเห็นว่าโดยรวมแล้วยังคงสอดคล้องกับบทความที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์เขียนไว้เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว และท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ยังได้เสนอแนวทางการแก้ไขอยู่ในบทความนั้นด้วยครับ

         วันศุกร์ที่ 4 – วันเสาร์ที่ 5 พ.ย. 48 ผมได้เข้าร่วมการประชุมวิชาการ “กึ่งทศวรรษการประเมินคุณภาพภายนอก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี สมศ. ที่เมืองทองธานี

         มีผู้เข้าร่วมงานคับคั่งเกือบ 7,000 คน เป็นบุคลากรทางการศึกษาที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาทั้งระดับการศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา

         เรื่องที่น่าสนใจมีอยู่จำนวนมาก แต่จะขอเล่าสักหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับผลประเมินคุณภาพการศึกษาของไทยโดย สมศ. ในรอบแรก (2542 – 2548) ภาพรวม ๆ เป็นดังนี้ครับ

         ก. การศึกษาขั้นพื้นฐาน

         1. มีโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน 45% ของจำนวนโรงเรียนทั้งหมดที่เหลือ 55% ยังไม่ได้มาตรฐาน ช่องว่างระหว่างโรงเรียนที่ได้มาตรฐานและไม่ได้มาตรฐานกว้างมาก (ประมาณ 8,000 โรงเรียนอยู่ในระดับดี แต่อีกกว่า 10,000 อยู่ในระดับที่ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นโรงเรียน) โรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนของรัฐ ขนาดเล็ก และอยู่ห่างไกล

         2. จากทั้งหมด 7 มาตรฐานที่ทำการประเมินมีใช้ได้ 4 มาตรฐาน ส่วนอีก 3 มาตรฐานไม่เป็นที่น่าพอใจ มาตรฐานที่ไม่น่าพอใจเป็นมาตรฐานที่มีความสำคัญทั้งสิ้นคือ มาตรฐานที่ 4 – 5 – 6 (เป็น 3 มาตรฐานที่ควรรู้จักครับ เนื่องจากมีชื่อ "เสีย" ดังมากในขณะนี้) โดยที่มาตรฐานที่ 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น มาตรฐานที่ 5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้และทักษะที่จำเป็น มาตรฐานที่ 6 เป็นเรื่องเกี่ยวกับทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและการรักการเรียนรู้

         3. ครูที่สอนส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ไม่สามารถสอนตามแนวการปฏิรูปการศึกษาได้ ไม่เข้าใจว่าการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นอย่างไร หรือเข้าใจก็เข้าใจไม่ค่อยจะตรงกัน (ได้ Input มาไม่ดี ซึ่งเป็น Output จากสถาบันอุดมศึกษา)

         ข. ระดับอุดมศึกษา

         1. มาตรฐานที่มีปัญหามากที่สุดคือมาตรฐานเกี่ยวกับการวิจัย อาจารย์ส่วนใหญ่ยังไม่จบปริญญาเอก (ประมาณ 80%) อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ทำวิจัย (ประมาณ 76%) ระบบบริหารงานวิจัยในมหาวิทยาลัยอ่อนแอ ผลงานวิจัยที่ทำอยู่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากนักในการแก้ปัญหาของประเทศชาติ

         2. บางสถาบันใช้นโยบาย “เรียนง่าย จ่ายครบ จบแน่” เนื่องจากได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลน้อย จึงต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง ทำให้เกิดการต่อยอดหรือเสริมปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาจากการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอีกต่อหนึ่ง เชื่อมโยงกันเป็นวงจรที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ (ไม่เอื้ออย่างยั่งยืน)

         3. ได้ Input (นักเรียน ม.ปลาย) เข้ามาไม่ดี ซึ่งเป็น Output จากการศึกษาขั้นพื้นฐาน

         ทั้งหมดนี้แหละครับที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์เป็นการบ้านข้อใหญ่สำหรับคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันคิดหาทางและรีบลงมือแก้ไขกันอย่างเร่งด่วน เป็นผลประเมินจาก สมศ. ในโอกาสครบรอบ 5 ปีที่ผมพอจะสรุปมาได้ ซึ่งจะเห็นว่าโดยรวมแล้วยังคงสอดคล้องกับบทความที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์เขียนไว้เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว และท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ยังได้เสนอแนวทางการแก้ไขอยู่ในบทความนั้นด้วยครับ ทุกท่านสามารถติดตามได้จาก <Link>

         วิบูลย์  วัฒนาธร

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นเรศวรวิจัย-QA-KM

คำสำคัญ (Tags)#สมศ.#มหาวิทยาลัยไทย#คุณภาพการศึกษา

หมายเลขบันทึก: 6884, เขียน: 11 Nov 2005 @ 12:17 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 14:05 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก


ความเห็น (5)

วิบูลย์ วัฒนาธร
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 

     เนื่องจากผมไม่อยากให้ประเด็นนี้ ผ่านไปง่าย ๆ จึงขอเป็นหน้าม้าแสดงความคิดเห็นนิดหน่อยก่อน เพื่อให้ทุกท่านได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นต่อ อยากให้ช่วยกันครับ

     ผมมีความคิดเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เป็นวาระแห่งชาติที่แท้จริงเลยครับ

มาลินี ธนารุณ
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 

ข้อคิด ข้อเขียน ของท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ ที่อาจารย์วิบูลย์สืบค้นมาลง Blog ให้อ่านกันนั้น  ทำให้ดิฉันเหมือนคนติดละครทีวี ซึ่งคอยเร่งวันคืนให้ผ่านไปโดยเร็ว เพื่อจะได้ติดตามตอนต่อไป  ท่านอาจารย์วิจารณ์ชำแหละปัญหาได้อย่างถึงแก่น ประสาคนอ่อนประสบการณ์ ดิฉันก็คล้อยตามเหตุผลไปเสียทุกเรื่อง ณ ขณะที่ยังอ่านบทความไม่จบ  ดิฉันคิดเห็นว่า ปัญหานี้แก้ยากนัก เพราะ

1. เป็นเรื่องของวัฒนธรรมเสียส่วนใหญ่ การพลิกวัฒนธรรมทั้งที่เป็นวัฒนธรรมองค์กร  และวัฒนธรรมระดับปัจเจก ซึ่งสั่งสมกันมานาน  ต้องอาศัยพลังขับเคลื่อนแรงสูง

2. ความเชื่อมโยงของระบบการศึกษา ตั้งแต่สถาบันครอบครัว การศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อยมาถึงระดับอุดมศึกษา เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ต้องแก้ไขไปด้วยกัน ปัญหาจึงเป็นเรือโยงลำยาว (ตอนนี้ระดับพื้นฐานยังประท้วงกันอยู่เลย)

3. เราอาจสร้างคุณค่าร่วม ว่าการวิจัยเป็นสิ่งสำคัญ ให้แก่อาจารย์ได้ไม่ยากนัก  เพราะธรรมชาติของคนเป็นอาจารย์ก็เอื้ออยู่แล้ว  แต่การสร้างบรรยากาศการวิจัยในสภาวะที่สถาบันถูกเร่งให้เพิ่มผลผลิต และด้วยลำแข้งของตนเองอีกต่างหาก  มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเร่งให้แม่มีลูกเยอะๆ แต่ต้องหาเงินเลี้ยงลูกเอง แล้วต้องเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพด้วย

มีสิ่งหนึ่งที่ดิฉันยังไม่อาจปักใจเชื่อได้เต็มร้อยว่า จะเป็นเครื่องช่วยเพิ่มคุณภาพของอุดมศึกษาได้ ก็คือ การเพิ่มปริมาณผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ในเมื่อผลสำรวจโดยรวมระดับประเทศ ฉายภาพว่า บ้านเรายังอ่อนแอเหลือเกินในเรื่องงานวิจัย ดังนั้น การเริ่มทำวิจัยกันอย่างเศรษฐกิจพอเพียง คือเริ่มจากงานวิจัยที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองของเราเป็นอันดับแรก โดยพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติให้น้อยหน่อย (เช่นครุภัณฑ์ราคาแพง) พยายามทุกวิถีทางให้เผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพอย่างกว้างขวางในบ้านเราให้ได้ก่อน (วารสารภายในประเทศก็น้อยมาก) พยายามให้คนของเราเองยอมรับในงานของพวกเรากันเองก่อน (พวกเรากันเองไม่ค่อยชอบอ้างอิงผลงานซึ่งกันและกัน  หรืออาจเป็นเพราะระบบฐานข้อมูลงานวิจัยของเราไม่ดีเอง) แล้วค่อยยินดีกับการยอมรับของคนอื่นที่ไกลตัวออกไป วิธีนี้คือสิ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นวิธีการที่เริ่มได้ไม่ยากนัก แล้วก็ค่อยๆพัฒนากันต่อไป ไม่ทราบว่าความคิดเห็นของดิฉันจะไดโนเสาร์ไปหรือปล่าว

 

วิบูลย์ วัฒนาธร
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 

         ขอบคุณครับอาจารย์มาลินีที่ไม่ทำให้หน้าม้ารอเก้อ ผมขอเสริมความคิดเห็นของอาจารย์ 2 ประเด็นครับ

         1. เรื่องวิจัย Track พอเพียง คือ พอเพียงที่ผู้บริหารจะนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจ พอเพียงสำหรับคณาจารย์และนิสิตที่จะได้ ลปรร. กัน พอเพียงที่จะนำมาปรับปรุงให้เกิดความพึงพอใจของผู้รับบริการจากทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย สุดท้ายพอเพียงที่จะเป็นแรงสนับสนุนส่งเสริม ในอีกหนึ่ง Track ที่เหลือให้ประสบความสำเร็จไปด้วย ที่เรียก Excellence Track หรือ Selected field ซึ่งภาพรวมที่ได้ก็จะเป็น Dual Tracks ที่ผมเคยกล่าวถึงมาครั้งหนึ่งแล้วใน blog <Link> และได้เคยพูดคุยกับพวกเราอยู่เป็นประจำใน มน.

         2. เรื่องวัฒนธรรม ฟังดูเผิน ๆ อาจจะรู้สึกว่าเป็นนามธรรม ยาก และห่างไกลตัว ถ้าลองให้นิยามคำว่า “วัฒนธรรม” ให้สามารถนำมาเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนได้ง่ายขึ้น เช่น “วัฒนธรรม คือ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในชุมชนถือปฏิบัติด้วยใจ (ไม่ใช่ว่าถูกบังคับให้ทำ) (คำนิยามนี้ผมอาจผิดหรือว่าหลงทางก็ได้นะครับ แต่ขณะนี้ผมเข้าใจว่าเป็นอย่างนี้) เพราะฉะนั้นถ้าเราจะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ก็ควรทำจากวงเล็ก หลาย ๆ วง แล้วขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นส่วนใหญ่ เหมือนช่วยกันต่อภาพ Jigsaw จุดสำคัญจึงอยู่ที่ความมุ่งมั่นและความพยายามร่วมมือกันของทุกคนในชุมชน ขณะนี้เรามีเครื่องมือหลาย ๆ อย่างที่จะช่วยกันทำในจุดนี้ เครื่องมือที่สำคัญอันหนึ่งที่ผมคิดว่าทรงพลังมากคือ เรื่องของ KM ซึ่งอาจารย์มาลินีเอง ก็คุ้นเคยและมีทักษะที่จะใช้มันอย่างดีแล้วครับ

 

มาลินี ธนารุณ
IP: xxx.155.14.4
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณอาจารย์เช่นกันค่ะ ที่กรุณาขยายความ คำว่า วิจัยแบบพอเพียง ได้อย่างครอบคลุมดีทีเดียว

ไม่ต้องกังวลดอกนะค่ะ ที่ดิฉันว่าเป็นเรื่องยาก  ไม่ได้หมายความว่าดิฉันจะท้อแท้  หรือไม่เห็นด้วย

อย่างไรเสียดิฉันก็ยินดีร่วมวงไพบูลย์กับ KM สู้เต็มที่ค่ะ  งานยากๆ เป็นเรื่องสนุกและท้าทาย  แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ท่ามกลางงานที่ยาก  เราจะยิ่งได้เข้าใกล้คนดี คนเก่ง ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรมากขึ้นเท่านั้น  เพียงเท่านี้ก็เกินคุ้มแล้วที่จะแลก

  

ลาวัณย์ พิทักษ์ทนต์
IP: xxx.11.73.150
เขียนเมื่อ 

ดิฉันกำลังเรียน ป.เอก ค่ะ สนใจประเด็นการวิจัยแบบพอเพียงในด้าน KM ในโรงเรียนเอกชน อยากขอคำแนะนำจากอาจารย์เพื่อจะได้งานวิจัยที่มีประโยชน์และมีคุณค่า