“ในส่วนลึกเด็กกลับพึงพอใจกับการได้ระบายอารมณ์รวดร้าว ...อารมณ์ร้าวรานสลายสาดซัดไปช้า ๆ”
เด็กระเบิดหนึ่งในเรื่องสั้นของหนังสือรยางค์และเงื้อมเงา ผลงานของวิภาส  สีทอง พิมพ์ครั้งที่แรก  มีนาคม 2563

      “เด็กระเบิด” เป็นเรื่องสั้นที่แบ่งออกเป็น 5 ตอนย่อย ได้แก่ พี่สาวคนโตกำลังง่วนทาลิปสติก ใกล้มืดเด็ก ๆ วิ่งกรูกันออกมา ความตายสำหรับบรรดาเด็ก ๆ เด็กชายวิ่งกระฉับกระเฉง และปิดเทอมเด็กไปเที่ยวทะเล โดยในแต่ละตอนจะเป็นเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ทุกตอนจะใช้ตัวละคร “เด็ก” เป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งผู้เขียนนั้นได้แสดงทรรศนะต่าง ๆ ของมนุษย์แตกต่างกันออกไปตามเหตุการณ์ที่ปรากฏภายในเรื่อง 

       ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะใช้ตัวละครเด็กดำเนินเรื่องในทุกตอนเหมือนกัน แต่ “เด็ก” ที่ปรากฏในแต่ละตอนนั้นไม่ใช่เด็กคนเดียวกัน และอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างกัน ทำให้โครงเรื่องของเรื่องสั้นนี้นั้นอาจต้องวิเคราะห์แยกเป็นตอน ๆ แต่เมื่อเราได้วิเคราะห์เรื่องในตอนต่าง ๆ แล้วนั้นจะพบถึงจุดเชื่อมโยงหรือแก่นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อนั่นเอง

  “พี่สาวคนโตกำลังง่วนทาลิปสติก” เป็นเรื่องของเด็กที่ต้องการแกล้งพี่สาวด้วยการแกล้งตาย มีการเปิดเรื่องโดยมีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังทาลิปสติกอยู่หน้ากระจกใน ทันใดนั้นเองเธอได้ยินเสียงดังโครม เมื่อเธอไปดูจึงพบน้องชายนอนอยู่ที่พื้น ซึ่งเป็นปมของเรื่อง เหตุการณ์นี้เองนำไปสู่ข้อขัดแย้งระหว่างเธอกับน้องชาย และข้อขัดแย้งภายในจิตใจของเด็กหญิง เพราะในทีแรกเธอนึกว่าโดนน้องชายอำเล่นอย่างทุกครั้ง แต่เวลาผ่านไปน้องชายกลับแน่นิ่งไม่ไหวติงจนเธอหวั่นใจ ผู้เขียนได้แสดงถึงความรู้สึกกลัวของเด็กสาวที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่จุดสุดยอดของเรื่องเมื่อเธอกลัวว่าน้องจะเป็นอะไรไปจริง ๆ จนตัดสินใจวิ่งออกไปนอกบ้านเพื่อหาคนช่วยเหลือแต่ก็ไม่พบใคร เด็กสาวกลับเข้ามาในบ้านเช่นเดิมและพบว่าน้องชายเธอไม่ได้เป็นอะไร เป็นการคลายปมปัญหา และความขัดแย้งภายในใจที่ว่าน้องชายแกล้งเล่นหรือบาดเจ็บจริง และปิดเรื่องด้วยการที่น้องชายรู้สึกได้รับชัยชนะที่แกล้งพี่สาวได้

      “ใกล้มืด เด็ก ๆ วิ่งกรูกันออกมา เปิดเรื่องโดยการบรรยายให้เห็นช่วงเวลาตอนเย็นที่เด็ก ๆ พากันแยกย้ายกันกลับบ้านหลังจากเล่นกันตั้งแต่บ่าย ซึ่งนำไปสู่ปัญหา เมื่อเด็กคนหนึ่งวิ่งอยู่รั้งท้ายสะดุดรากไม้ล้ม เด็กคนนั้นเจ็บจนอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ก็กลั้นเอาไว้ กลายเป็นความขัดแย้งภายในจิตใจเด็ก จนสุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว ความเจ็บปวดทวีขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขีดสุด เด็กปล่อยโฮออกมาเพื่อปลดปล่อยความเจ็บปวดเป็นการคลายปมปัญหา และปิดเรื่องโดยการที่เด็กหยุดร้องไห้ และเดินกลับบ้าน พร้อมกลับทิ้งไว้ให้คิดว่าอารมณ์หวนหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจย้อนคืนมาของเด็กเมื่อหันกลับไปมองจุดที่ล้มนั้นคืออะไร

          “ความตายสำหรับบรรดาเด็ก ๆ” เปิดเรื่องโดยการบรรยายให้เห็นถึงความคิดของเด็ก ๆ ที่มองว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว นำไปสู่ปมปัญหาที่มีการถกถียงกันว่าใครจะตายก่อน ตายแล้วจะจัดการกับอัฐิตนอย่างไร และปิดเรื่องโดยการบรรยายให้เห็นสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น ที่มีแมลงวันหัวเขียวมาตอมตัวเด็ก ซึ่งแมลงวันหัวเขียวนั้นมักจะชอบตอมของเน่าเสียหรือสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ผู้เขียนจึงมีการปิดเรื่องแบบแฝงความหมายเอาไว้ว่าจริง ๆ แล้วความตายอยู่ใกล้ตัวทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก หากแต่พวกเขาไม่รู้ตัวและมองข้ามมัน

          “เด็กชายวิ่งกระฉับกระเฉง” เป็นเรื่องราวของเด็กชายที่ต้องการให้เพื่อนกลุ่มใหม่ยอมรับตนเอง เปิดเรื่องโดยการที่เด็กเข้าอยู่กับกลุ่มเพื่อนใหม่ จึงโดนรับน้องใหม่จากกลุ่มเพื่อน กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างเด็กกับเพื่อน ๆ และความขัดแย้งภายในใจของเด็กเองที่ถึงแม้จะกลัวถูกกลั่นแกล้ง แต่ก็ทำใจดีสู้เสือ เด็กถูกปิดตา เหตุการณ์ดำเนินไปเรื่อย ๆ ตามคำสั่งของเด็กโตที่ให้เด็กทำตาม และความกลัวของเด็กก็ถึงขีดสุดในตอนที่เขาได้ยินเสียงรถไฟอยู่ไม่ไกล เขาเดินตามคำสั่งแม้ในใจจะคิดว่าเป็นการเดินเข้าหาความตายขึ้นทุกที แต่แล้วปมปัญหาก็คลี่คลาย เสียงรถไฟเงียบไป เด็กถูกปลดผ้าปิดตาออก และได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ เพราะมีความเชื่อใจไว้วางใจกัน แต่ตอนปิดเรื่องเด็กกลับไม่ได้ดีใจไปหมดซะทีเดียว การที่ต้องยอมทำตามคนอื่นเพื่อให้ถูกยอมรับได้สร้างความเจ็บปวดให้กับเด็กด้วย

          “ปิดเทอมเด็กไปเที่ยวทะเล” เป็นเรื่องราวของเด็กที่กลัวการสูญเสียตัวตน ผู้เขียนเปิดเรื่องโดยใช้เหตุการณ์กลุ่มเด็กวิ่งเล่นกันบนผืนทราย มีเด็กคนหนึ่งล้มลงและถูกแกล้งเอาทรายมาถมตัวเหลือเพียงศีรษะ เด็กนอนปล่อยความคิดไปเรื่อย ๆ จนเมื่อเด็กจินตนาการถึงว่าทรายพอกตัวนี้เปรียบเสมือนร่างตนตอนเป็นผู้ใหญ่ นำไปสู่ปมขัดแย้งในจิตใจ คือความสงสัยว่าตัวตนของเด็กจะยังคงอยู่หรือสูญไปหากโตเป็นผู้ใหญ่ กลัวความเด็กเป็นจะถูกจองจำเอาไว้ในร่างผู้ใหญ่ เหมือนทรายที่ห่อหุ้มตัวเด็กไว้ตอนนี้ เด็กตัดสินใจออกแรงลุกออกมาจากทรายกลายเป็นอิสระ ไม่ได้ถูกกดทับเอาไว้ตลอดกาล เป็นการคลายปมปัญหาและปิดเรื่อง

          จะเห็นได้ว่า แม้แต่ละตอนจะมีโครงเรื่องต่างกันออกไปแต่ก็มีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ตรงที่ในทุกตอนนั้นเป็นอารมณ์ความรู้สึกตามธรรมชาติของเด็ก ซึ่งความรู้สึกความคิดเหล่านี้แฝงอยู่ในตัวทุกคนรอวันที่ความรู้สึกเหล่านั้นจะระเบิดออกมา เหมือนเด็กที่ถูกหุ้มด้วยกองทราย ในตอนปิดเทอมเด็กไปเที่ยวทะเล ซึ่งทรายเปรือบเสมือนร่างผู้ใหญ่ที่ห่อหุ้มจิตใจที่มีความเป็นเด็กไว้อีกที จากข้อความที่ว่า “...เด็กเกิดคำถามขึ้นในใจ หากเด็กก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ ถึงตอนนั้นตัวตนของเด็กยังจะเป็นตัวตนดั้งเดิมเช่นในเวลานี้ไหมหนอ...ตัวตนของเด็กจะไปอยู่ที่ไหน”(หน้า 52) ทำให้ผู้อ่านฉุกคิดและเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเช่นเดียวกันกับเด็ก พิจารณาแล้วได้คำตอบว่าจริง ๆ แล้วตัวตนของเด็กยังคงเดิมไม่ได้หายไปไหน เห็นได้จาก “...บางทีหากร่างกายที่ใหญ่โตได้เพ่งจ้องเงาสะท้อนสะท้อนแววตาในกระจก อาจแลเห็นตัวตนที่แท้จริงของเด็กที่ถูกจองจำนั่งคุดคู้สบตาตอบกลับมาด้วยแววตาวิงวอน”(หน้า 52) ซึ่งทำให้เราเห็นถึงแก่นเรื่องของเรื่องเด็กระเบิด แสดงให้เห็นสัจธรรมและธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่มีความเป็นเด็กซ่อนอยู่ในตัวความเป็นเด็กของเรานั้นไม่ได้หายไป เพียงถูกซ่อนเอาไว้ในร่างผู้ใหญ่และถูกแสดงออกมาตามแต่ละสถานการณ์ โดยผู้เขียนได้แสดงทรรศนะเหล่านี้ผ่านพฤติกรรมของเด็กในแต่ละตอน อย่างตอน พี่สาวคนโตกำลังง่วนทาลิปสติก แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราต้องการที่จะเอาชนะใครสักคน เราจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะนั้นมา เป็นการเอาแต่ใจตนเองเหมือนเด็ก หรือการแสดงออกถึงความเจ็บปวดผ่านการร้องไห้ ซึ่งจริง ๆ แล้วถือเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่บางทีการร้องไห้ออกมาก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เรามักจะได้ยินคำว่า “ร้องไห้เป็นเด็ก ๆ” จากคำพูดนี้การร้องไห้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเป็นเด็ก เมื่อเราร้องไห้จึงเหมือนการได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ปลดปล่อยอารมณ์ผ่านการร้องไห้ ปล่อยวางความเป็นผู้ใหญ่ที่กดทับให้เราพยายามทำตัวเข้มแข็งไว้ อาจทำให้อารมณ์ความรู้สึกความเจ็บปวดที่มีอยู่ในตอนดีขึ้น เหมือนกับเด็กในตอนที่สอง ตอนแรกเด็กอดกลั้นเอาไว้ไม่ร้องไห้ แต่เมื่อระบายความเจ็บปวดออกมาโดยการร้องไห้ เขาก็รู้สึกดีขึ้น “ในส่วนลึกเด็กกลับพึงพอใจกับการได้ระบายอารมณ์รวดร้าว ...อารมณ์ร้าวรานสลายสาดซัดไปช้า ๆ” (หน้า 45) ส่วนตอนความตายสำหรับบรรดาเด็ก ๆ ผู้เขียนแสดงทรรศนะในเชิงที่ว่าเด็กเห็นความตายเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วความตายนั้นเกิดได้กับทุกคนทุกเวลา แต่เด็กอาจไม่เข้าใจและกล้าล้อเล่นกับความตาย ซึ่งเปรียบเสมือนเราในตอนที่ประมาทหรือมองข้ามความตายโดยไม่ทันคิดก็เหมือนกับเรากลายเป็นเด็กที่คิดว่าความตายอยู่ไกลตัว ไม่ได้ระแรดระวัง หรือจะเป็นในเวลาที่เราต้องการการยอมรับจากคนอื่น จากสังคม ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขายอมรับ แม้จะขัดกับความรู้สึกของตนเองก็ตาม เปรียบเหมือนการกลับไปเป็นเด็กที่ต้องทำตามคำสั่งคนอื่น หรืออีกนัยหนึ่งคือการเป็น “เด็กใหม่”ต่อให้เราโตแล้วแต่เรายังสามารถเป็นเด็กใหม่ในสังคมได้เมื่อต้องไปเข้ากับสังคมใหม่ ๆ และการที่เราเป็นน้องใหม่นั้นก็ต้องมีการเคารพเชื่อฟังและทำตามคนที่อยู่มาก่อน เพื่อให้เขายอมรับและอยู่ร่วมกันได้ อย่างเด็กในตอนเด็กชายวิ่งกระฉับกระเฉง ที่จะเข้าเล่นกับกลุ่มเพื่อนใหม่ เขาต้องยอมทำตามคำสั่งของเด็กโต เพื่อให้เพื่อน ๆ ยอมรับเข้ากลุ่ม แต่การที่ต้องทำตามคนอื่นนั้น บางครั้งเราก็ฝืนตัวเองในการทำจนกลายเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีในจิตใจ “ตอนนี้เขาได้รับการยอมรับอย่างแน่นแฟ้นสมปรารถนาแล้ว แต่หัวเขายังหมุนคว้าง มีบางอย่างลึกซึ้งคอยรบกวนใจให้กลัดกลุ้มไม่เป็นสุข”(หน้า 50)

          เด็กระเบิดจึงเป็นการระเบิดตัวตน ความคิด ความรู้สึก อย่างเด็กออกมา การก้าวออกจากความเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นเปลือกนอกห่อหุ้มและบีบรัดความเป็นเด็กเอาไว้ จนทำให้ความเป็นเด็กของเราได้ระเบิดออกมา เพราะถึงแม้ว่าอารมณ์ความรู้สึกอย่างเด็กจะถูกจองจำกดทับเอาไว้ในส่วนลึก แต่ใช่ว่าจะสูญสลายไปทีเดียว เรายังคงมีความคิดและการกระทำอย่างเด็กกันอยู่ แต่เป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าพิจารณาแก่นเรื่องประกอบด้วยแล้ว “เด็กระเบิด” จึงถือเป็นชื่อเรื่องที่สื่อถึงเนื้อเรื่องและแก่นเรื่องได้เป็นอย่างดี

          งานเขียนชิ้นนี้ช่วยสะท้อนความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นใครวัยใดก็ตาม สิ่งที่ผู้เขียนยกมาล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนในสังคมที่เราสามารถเห็นได้ทั้งจากตัวเราเองและจากผู้อื่นทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่ เพราะความรู้สึกเหล่านี้เหมือนเป็นอารมณ์พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ซุกซ่อนอยู่และเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการความรู้สึกอยากเอาชนะ การเสียใจร้องไห้ ความประมาท การต้องการการยอมรับ หรือการกลัวการสูญเสียตัวตน เป็นต้น