Developmental Evaluation : 19. เทคนิคสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีพลังด้วยคำถาม



สาระในตอนที่ ๑๙ นี้    ผมตีความจากหนังสือ Facilitating Evaluation : Principles in Practice(2018) เขียนโดย Michael Quinn Patton   หน้า ๖๑ - ๖๔  หัวข้อ Mindful Facilitation Through Inquiry  เขียนโดย Lecia Grossman    

นี่คือเรื่องเคล็ดลับของการทำหน้าที่กระบวนกรของ DE ชั้นเซียน    ซึ่งผมสรุปแบบตีความว่า ต้องรู้จักขี่กระแสของความซับซ้อนไม่แน่นอนไร้ระเบียบในปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์    โดยสามารถจับพลังของความไร้ระเบียบให้เข้าหนุนกระบวนการกลุ่ม    

กล่าวใหม่ได้ว่า กระบวนกรของ DE ต้องไม่ตกหลุมการดำเนินการแบบมีแผนกระบวนการและขั้นตอนอย่างเคร่งครัด    ศูนย์กลางของ facilitation ต้องไม่ใช่ที่แผนของกระบวนกร    แต่จดจ่ออยู่ที่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น    เพื่อเห็นความงาม ความฉงน และความเป็นไปได้ในสิ่งที่อุบัติขึ้น ณ ขณะนั้น    โดยที่สติปัญญาในการสร้างสิ่งผุดบังเกิด มาจากกลุ่ม    กระบวนกรพียงทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้กลุ่มเห็นสิ่งที่กำลังผุดบังเกิดนั้น  

ในการทำหน้าที่ดังกล่าว ผู้เขียน (Lecia Grossman) ใช้ท่าทีตั้งข้อสงสัย ของ Human Systems Dynamics Institute   ซึ่งมี ๔ เปลี่ยนคือ

  • เปลี่ยนการตัดสิน เป็นสงสัยใคร่รู้
  • เปลี่ยนความไม่เห็นพ้อง เป็นการค้นหาร่วมกัน
  • เปลี่ยนท่าทีปกป้องความคิดของตนเอง เป็นการใคร่ครวญสะท้อนคิดด้วยตนเอง
  • เปลี่ยนสมมติฐานเป็นคำถาม

เปลี่ยนการตัดสิน เป็นสงสัยใคร่รู้

หลักการคือ กระบวนกรต้องไม่สวมวิญญาณนักตัดสิน    แต่ต้องสวมวิญญาณนักอยากรู้    แล้วแปลงออกมาเป็นคำถามสำหรับใช้ชี้ชวนให้กลุ่มคิด     โดยกลุ่มก็เปลี่ยนการคิด จากคิดตัดสิน เป็นคิดเชิงพิจารณาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในขณะนั้น    โดยที่เป็นการมองผ่านต่างแว่นของต่างคนแล้วแชร์กัน    ผู้เขียนบอกว่าตนเองสังเกตการคิดเชิงตัดสินของตนเองแล้วพูดในใจหรือพูดดังๆ    ว่าเป้าหมายของกลุ่มในขณะนั้นไม่ใช่การตัดสินว่าความคิดใดถูก ความคิดใดผิด    แต่เป็นการแสดงออกหรือแชร์กัน ว่าตนคิดอย่างไร  รับรู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร 

กระบวนกร ช่วยให้สมาชิกทุกคนเปลี่ยนจากการยึดมั่นที่การตัดสินของตน  เป็นรับรู้การตัดสินของตนเอง     และอยากรู้การตัดสิน(ในใจ)ของคนอื่น     ภายใต้บรรยากาศไม่มีถูกไม่มีผิด     โดยมีตัวอย่างคำถามของกระบวนกร เช่น

  • เป็นที่ชัดเจนว่า กระบวนการในขั้นตอนนี้เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราทุกคน    คุณคิดว่าความยากลำบากนั้นคืออะไร
  • ถึงตอนนี้พวกเราแต่ละคนกำลังตัดสินว่าความเห็นบางแบบผิด  ความเห็นบางแบบต่างหากที่ถูกต้อง     ขอให้แต่ละคนเขียนข้อตัดสินของตน    และเขียนคำถามต่อข้อตัดสินนั้น เพื่อให้เข้าใจการตัดสินนั้นดียิ่งขึ้น
  • กระบวนกรอาจถามตนเองว่า  “มีสิ่งใดที่จะช่วยได้”  “มีอะไรอยู่ในพื้นที่แห่งการตัดสินนี้”  “มีข้อมูลอะไรอยู่ในกระบวนการตัดสิน”    แล้วดำเนินกระบวนการต่อ 

หลักการทางจิตวิทยาที่ใช้คือ ใช้ความสงสัยใคร่รู้ช่วยลดความตึงเครียดจากความขัดแย้งทางความคิด    คนเราทุกคนมีการตัดสินหรือคติอยู่ในใจ    หากเปลี่ยนไปเป็นความสนใจหรืออยากรู้ จะเกิดผลอย่างไร       

เปลี่ยนความไม่เห็นพ้อง เป็นการค้นหาร่วมกัน

บ่อยครั้งที่ความเห็นของกระบวนกรแตกต่างจากความเห็นของกลุ่ม    คำแนะนำคือ ให้ใช้ความไม่เห็นพ้องนั้น เป็น “ทรัพยากร” (resource) หรือทุน (assets) สู่การเรียนรู้สภาพที่ซับซ้อนยิ่งนี้     เท่ากับมองความไม่เห็นพ้องเป็นสิ่งลี้ลับ ที่จะต้องค้นหาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง    เป็นการ facilitate ให้สมาชิกกลุ่มที่เห็นต่าง  เข้าไปเป็นทีมเดียวกัน  ร่วมกันค้นหาสิ่งที่ต้องการร่วมกัน    ตัวอย่างของวิธี facilitate ให้เกิดการเปลี่ยนมุมมองต่อความไม่เห็นพ้อง เช่น

  • หากกระบวนกร เห็นต่างจากกลุ่ม   ให้หาวิธีเข้าเป็นพวกเดียวกัน    โดยยกระดับความสนใจหรือคำถามขึ้นไประดับหนึ่ง     และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม โดยนั่งในระดับเดียวกัน    หรือร่วมนั่งร่วมเป็นวงกลมกับกลุ่ม
  • หากความไม่เห็นพ้องเกิดขึ้นในกลุ่ม    ให้เขียนความไม่เห็นพ้องนั้นบนกระดาษ flip chart   ให้ทุกคนมองเห็น    หรือเอากระดาษวางที่พื้น และนั่งเป็นวงกลมล้อมรอบ
  • หากความไม่เห็นพ้องสำคัญอยู่ในสภาพซ่อนเร้น    จงทำให้ทุกคนเห็นชัด    โดยกระบวนกรอาจพูดออกมา  และเขียนบนกระดาษ    แล้วให้สมาชิกกลุ่มเลือกข้าง ว่าตนมีความคิดตรงกับข้างไหน    จับกลุ่มแต่ละข้าง ให้เขียน ๓ คำถามที่จะช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจความคิดของกลุ่มตนดีขึ้น    ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่ต้องระมัดระวังไม่ให้ทะเลาะกัน    แต่เป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน     รวมทั้งต้องทำใจไว้ด้วยว่า ตัวกระบวนกรเองอาจตีความสภาพความไม่เห็นพ้องซ่อนเร้นผิด

เปลี่ยนจากการจัดกลุ่มให้ฝ่ายคิดต่างนั่งเผชิญหน้ากัน    เปลี่ยนเป็นให้นั่งติดกันในวงกลม    หรือนั่งฝั่งเดียวกันของโต๊ะ    เพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน  

เปลี่ยนท่าทีปกป้องความคิดของตนเอง เป็นการใคร่ครวญสะท้อนคิดด้วยตนเอง

เมื่อไรก็ตามที่มีการปกป้องความคิดของตนเอง    ไม่ว่าจะเกิดขึ้นต่อกระบวนกร    หรือเกิดขึ้นในกลุ่ม    นั่นคือข้อมูลหรือสัญญาณ บอกว่าถึงเวลาต้องใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection)    ซึ่งอาจเป็นการสะท้อนคิดกับตนเองคนเดียว    หรือสะท้อนคิดร่วมกันในกลุ่ม   

กระบวนกรจึงต้องฝึกสมาธิ ให้จิตตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ     ไม่ให้ตนเองตกอยู่ใต้โมหาคติของการปกป้องความคิดของตนเอง     ทางที่ดีให้แยกตัวออกจากความคิดของตนเอง     เอาตัวเข้าไปเป็นพวกของสมาชิกกลุ่ม     แล้วร่วมกันสะท้อนคิดเรื่องความคิดนั้น     

เมื่อมีสมาชิกกลุ่มถียงหัวชนฝา เพื่อปกป้องความคิดตนเอง     กระบวนกรต้องชวนสะท้อนคิดว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น    โดยมีตัวอย่างวิธีการคือ

  • ระบุพลังที่กำลังเกิดขึ้นภายในกลุ่ม (ฉันจับได้ว่ามีความเครียดเกิดขึ้นภายในกลุ่ม  มีคนบางคนปกป้องความคิดของตนเอง)   ขอให้ทุกคนอยู่กับความเงียบ ๒ นาที    เพื่อเขียนตอบคำถามลงบนกระดาษ    “คุณมีข้อสังเกตเกี่ยวกับตนเองอย่างไรบ้างในขณะนี้”  “คุณค่าหรือความเชื่ออะไรที่กำลังถูกละเลย”  “ตอนนี้กลุ่มกำลังต้องการอะไร”   “เราเก็บข้อมูลอะไรได้ในขณะนี้”    โดยอาจให้เขียนแต่ละประเด็นลงบนกระดาษ Post-It    แล้วนำไปจัดกลุ่มประเด็นบนกระดาน    แล้วจัดกลุ่มย่อย หรือจับคู่ ร่วมกันคิดหาทางออก
  • หากเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสมาชิกคนเดียว    กระบวนกรควรหาเวลาตอนหยุดพัก เพื่อคุยกันทำความเข้าใจ ภายใต้ท่าทีสนใจใคร่รู้    ให้ผู้นั้นได้สะท้อนคิด   และได้สติ กลับเข้าร่วมกระบวนการได้ตามปกติ         

ช้าๆ  หยุด  สะท้อนคิด  ปลดปล่อยการตัดสินออกไป    ถามตนเองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น    จะเกิดผลอะไร หากเปลี่ยนการปกป้องยืนหยัดความคิดของตนเอง ไปสู่การสะท้อนคิดต่อสิ่งที่เกิด และต่อความคิดนั้นๆ  

เปลี่ยนสมมติฐานเป็นคำถาม

ชีวิตคนเราเต็มไปด้วยสมมติฐานหรือสิ่งที่เราสมมติขึ้น    เพื่อความอยู่รอดและอยู่ดีของตนเอง     แต่ข้อสมมติเหล่านั้นเอง  อาจสร้างปัญหาหรือความล้มเหลวได้ด้วย

ในฐานะกระบวนกร เราสร้างสิ่งสมมติขึ้นต่อกลุ่มที่เราทำงานด้วย    ว่ากลุ่มเป็นอย่างไร  คิดอย่างไร  มีเป้าหมายอะไร    กลุ่มที่เราทำงานด้วยก็มีสมมติฐานเรื่องการประเมิน DE และมีสมมติฐานต่อกระบวนกร เช่นเดียวกัน

การทำให้ข้อสมมติ เป็นที่เข้าใจแจ้งชัดในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  และต่อกระบวนกร    ถือเป็น “ข้อมูล” ที่มีค่ายิ่ง ต่อการทำงาน facilitation และ การทำงาน DE      

วิธีการทำให้สมมติฐาน เป็นที่เข้าใจแจ้งชัด   ทำได้โดยการตั้งคำถาม และสะท้อนคิดต่อสมมติฐานนั้น   ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระบวนกร ที่จะทำให้เกิดการตั้งคำถาม และการสะท้อนคิดและแชร์ความคิดในวงของทีมงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อ DE  

ในระหว่างการทำหน้าที่กระบวนกร  ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า มีสมมติฐานซ่อนอยู่ในคำแนะนำป้อนกลับ, ข้อมูล,   ความเห็น, รวมทั้งในการประเมินความก้าวหน้าหรือผลิตภาพของกลุ่ม    ตัวอย่างวิธีตั้งคำถามต่อสมมติฐานได้แก่

  • เมื่อเริ่มประชุม ให้สมาชิกกลุ่มเขียนสมมติฐาน (ข้อสมมติ) ของตนลงบนกระดาษ Post-It แผ่นละข้อ    นำไปติดบนกระดาน    ให้สมาชิกอ่านแต่และสมมติฐาน หากไม่เห็นด้วยให้เขียนคำถามเอาไปแปะไว้ข้างๆ   
  • ในระหว่างการประชุม บอกสมาชิกให้สังเกตว่ามีข้อสมมติเกิดขึ้น    ให้ตั้งข้อสังเกตต่อกลุ่ม    และให้กลุ่มช่วยกันตั้งคำถามต่อข้อสมมตินั้น  

การตั้งคำถามต่อข้อสมมติ    ทำให้มีข้อมูลนำมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น    เมื่อมีการตั้งคำถามต่อข้อสมมติ เราดำเนินการแตกต่างจากเดิมอย่างไร 

   

สาระสำคัญคือ กระบวนกรต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะของกระบวนการ    และมีเทคนิคการตั้งคำถามอย่างสุภาพถ่อมตน เพื่อเปลี่ยนความไม่ชัดเจนคลุมเครือ หรือข้อสมมติที่ซ่อนเร้นอยู่ ให้เห็นแจ้งชัดต่อกลุ่ม   กลายเป็นสินทรัพย์มีค่าต่อการทำงานกลุ่ม     ผมตีความว่า การตั้งคำถามอย่างอ่อนน้อม ช่วยเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส    ทำให้เห็นความงามและความน่าพิศวงในทุกขณะจิต

วิจารณ์ พานิช

๘  ธ.ค. ๖๓

   

หมายเลขบันทึก: 687708เขียนเมื่อ 16 ธันวาคม 2020 12:48 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 ธันวาคม 2020 12:48 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี