Pinterest ส่งเรื่องดีๆ มาให้ เรื่อง How to Brainstorm Creative Ideas (๑) มีคำแนะนำที่น่าสนใจมากมาย ต่อการทำให้สมองมีความสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น เช่น ความเบื่อเป็นเส้นทางสู่ความสร้างสรรค์ ซึ่งผมทั้งเชื่อและไม่เชื่อ แต่จะยกไว้ก่อน ขอไปที่คำแนะนำถัดไปคือ ให้อาบน้ำ เขาอ้างผลงานวิจัยว่า การอาบน้ำทำให้ผ่อนคลาย สดชื่น และโดปามีน หลั่ง
ทำให้ผมระลึกชาติกลับไปกว่า ๖๐ ปี สมัยคร่ำเคร่งเรียนหนังสือก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ผมอาศัยอยู่ชั้นบนห้องแถวที่ชั้นล่างเป็นคลินิกแพทย์ ชื่อ แพทยาศรม ซึ่งเป็นของอาเขย ชื่อ นพ. อนันต์ เอกแสงศรี ภรรยาของท่าน คือ คุณสมบูรณ์ เอกแสงศรี มีศักดิ์เป็นอาของผม คือท่านเป็นลูกของย่าทรัพย์ (คุณนายทรัพย์ บุษราทิจ เจริญพานิช คหบดีใหญ่แห่งตำบลปากน้ำชุมพร) ผู้เป็นน้องคนสุดท้องของย่าผม (นางคุ้ม บุษราทิจ พานิช) ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่พ่อผมยังเด็ก
ห้องแถวที่คลินิกแพทยาศรมตั้งอยู่เป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ สมัยนั้นไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่อากาศก็ไม่ร้อน อยู่ได้สบาย ยกเว้นฤดูร้อนก็ต้องนั่งอ่านหนังสือไปโบกพัดไป ต่อมาวิรัช (พยัฆพันธุ์ ... เสียชีวิตแล้ว) ซึ่งเรียนหนังสือก่อนผม ๑ รุ่น และเป็นนักประดิษฐ์ ได้ทำพัดลมเล็กๆ จากไดนาโมรถจักรยาน ที่เรียกชื่อกันติดปากว่า บ๊อช เพราะยี่ห้อ Bosch ของเยอรมัน เอามาติดใบพัด (มีขาย) เล็กๆ แล้วต่อไฟบ้าน เอามือหมุนใบพัด พัดลมก็จะหมุน ได้พัดลมส่วนตัวที่ไม่ส่าย ผมใช้พัดลมแบบนี้จนไปเรียนแพทย์และเป็นแพทย์อินเทิร์นก็ยังใช้ จนเพื่อนๆ ล้อว่าผมติดพัดลมกับเป็ดตุ๋น
“เป็ด” เป็นคำแสลงของนักศึกษาแพทย์สมัยนั้น ที่เรียกสาวๆ นักศึกษาพยาบาลว่า “ไก่” เลยลามมาเรียกสาวนักศึกษาแพทย์ว่า “เป็ด” ส่วน “ตุ๋น” เป็นชื่อเล่นของแฟนผม ซึ่งก็กลายมาเป็นคู่ชีวิตกันจนปัจจุบัน
ว่าจะเล่าเรื่องอาบน้ำให้สมองโปร่ง อารัมภบทออกนอกเรื่องมาไกล ขอกลับเข้าเรื่องประสบการณ์ตรงที่ผมค้นหาวิธีเรียนหนังสือให้ได้ผลดี อ่านหนังสือนานๆ ก็ล้า และบางครั้งก็ง่วง ผมทดลองวิธีหลายวิธี ในที่สุดก็พบว่าอาบน้ำดีที่สุด น้ำเย็นให้ความสดชื่น เพราะห้องมันค่อนข้างร้อน และรู้สึกว่าสมองมันโปร่งโล่งกระชุ่มกระชวยขึ้นทันที
ในวันเสาร์ อาทิตย์ ผมนั่งอ่านหนังสือทั้งวันไปจนค่ำ ยกเว้นออกไปกินข้าวที่ร้านข้าวแกงบ้าง ร้านก๋วยเตี๋ยวบ้าง พอเริ่มล้า ผมก็ไปอาบน้ำ ที่ห้องน้ำชั้นล่าง แล้วขึ้นมาอ่านหนังสือใหม่ สมัยนั้นผมยังถามหรือเถียงหนังสือไม่ค่อยเป็น เน้นทำความเข้าใจและจดจำเป็นหลัก เพื่อช่วยความจำ ผมจะย่อแต่ละเรื่องลงในสมุดเล็กๆ ขนาดใส่กระเป๋าเสื้อได้ เอาไว้ทบทวนอยู่เสมอ
วิธีทบทวนบทเรียนที่ดี และไม่ค่อยง่วงคือซ้อมทำข้อสอบ สมัยนั้นพอมีข้อสอบขาย ตอนเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬา พนักงานช่วยอาจารย์ในห้อง แล็บ ที่เราเรียกกันว่า lab boy หาลำไพ่โดยการเอาข้อสอบเก่าๆ มาเฉลย และโรเนียวขายเป็นชุดๆ ผมก็ซื้อเอามาทบทวนว่า เฉลยนั้นตรงกับวิธีที่ผมตอบหรือไม่ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ตรง แต่วิธีของเขาง่ายกว่า หรือบางครั้งวิธีของผมก็ดีกว่า การเรียนสมัยนั้นเน้นเรียนทฤษฎี ปฏิบัติเป็นตัวเสริมหรือช่วย ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักการเรียนรู้สมัยนี้ ที่ต้องเอาปฏิบัติเป็นตัวตั้ง เอาข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติมาสอบทานกับทฤษฎี ด้วยกระบวนการ reflection ก็จะเกิดการเรียนรู้ที่ลึกและเชื่อมโยง
ผมทดลองค้นหาวิธีเรียนด้วยตนเอง ให้สามารถเรียนได้ทนและเข้าใจดี พบวิธีที่เดี๋ยวนี้เรียกว่าวิธีเรียนแบบแทรกสลับ (interleaving) (๒) คือเมื่อเรียนก้าวหน้าไปหลายก้าว ก็หันมาทบทวนความเข้าใจของตนเองในก้าวแรกๆ ว่าความรู้ใหม่มันช่วยขยายความให้เข้าใจความรู้เดิมชัดเจนยิ่งขึ้นหรือแก้ไขความเข้าใจผิดบ้างหรือไม่
วิธีเรียนอีกวิธีหนึ่งที่ผมค้นพบ และช่วยให้เรียนได้ทนคือสลับวิชาทุกๆ ชั่วโมง หรือบางทีก็เพียงครึ่งชั่วโมง หากรู้สึกว่าสมองล้าแล้ว ผมเข้าใจว่า เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของสมอง เพราะแต่ละวิชาสมองทำงานไม่เหมือนกัน การเปลี่ยนวิชาที่ทบทวนหรืออ่านเพิ่มเติมจึงเป็นการทำให้สมองสลับวิธีทำงาน
ผมยังคงใช้เทคนิควิธีทำงาน และวิธีอ่านหนังสือ ให้ได้เรียนรู้มาก ที่ฝึกไว้ตอนเป็นเด็ก มาจนปัจจุบัน จะเห็นว่า มีวิธีทำให้สมองสดชื่นขึ้นใหม่ (หลังทำงานจนล้า) ได้มากมายหลายวิธี การอาบน้ำเป็นหนึ่งในวิธีเหล่านั้น
วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ย. ๖๓