ในการประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการ คศน. เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓  ดร. สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา  และได้เข้ารับการอบรม คศน. รุ่น ๑ นำหนังสืองานศพของบิดา คือท่านอดีตผู้พิพากษา สกล เหมือนพะวงศ์ มาให้ ๑ เล่ม    เป็นหนังสือที่ประเทืองปัญญายิ่ง    อ่านแล้วมีความสุข

ความสุขแรก ได้จากการอ่านประวัติของท่านสกล เหมือนพะวงศ์ เด็กบ้านนอกจาก อ. สทิงพระ  จ. สงขลา  ดิ้นรนเข้ามาเรียนต่อในกรุง จนในที่สุดได้เป็นผู้พิพากษา   มีชีวิตที่ดี  ครอบครัวดี  ทำประโยชน์แก่สังคม    อ่านแล้วเกิดพลัง    นั่นคือส่วนหนึ่งของหนังสือ ในชื่อ ชีวิตเล็กๆ ของผู้พิพากษา สกล เหมือนพะวงศ์

ความสุขที่สอง จากการอ่านอีกส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มหนา    ในชื่อ ผู้พิพากษาที่ดี   ที่ผมได้นำเอาบทความแรกไปประกอบการบรรยายแก่ข้าราชการใหม่ ของกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ ๔  ในหัวข้อ การเป็นข้าราชการที่ดีเพื่อแทนคุณแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ทาง ออนไลน์ (๑)  

 หนังสือส่วน ผู้พิพากษาที่ดี ประเทืองปัญญามาก    เพราะนำเอาข้อเขียนของคนที่มีมุมมองที่แตกต่างหลากหลายต่อผู้พิพากษา และระบบความยุติธรรมมาลงไว้ถึง ๓๖ บทความ    ทั้งข้อคิดเห็นของคนในวงการตุลาการ และคนนอกวงการที่ทำงานเกี่ยวข้อง    ทำให้เห็นความแตกต่างหลากหลายของมุมมองแบบสุดขั้ว  

สรุปได้ว่า ไม่มีคำตอบเดียว ต่อการเป็นผู้พิพากษาที่ดี    หรือกล่าวใหม่ได้ว่า ผู้พิพากษาที่ดีมีหลายแบบ    เพราะระบบความยุติธรรมมีความซับซ้อนมาก    และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว   

ความเห็นของคนในวงการตุลาการมีแนวโน้มจะมีลักษณะ classic  เป็นจารีตนิยม    มองจากมุมของตุลาการ ที่เสมือนทำงานทางเทคนิค คือใช้กฎหมายให้ความเป็นธรรมแก่คู่พิพาท โดยไม่มีอคติ    ซึ่งที่จริงหากผู้พิพากษาท่านใดปฏิบัติตามนั้น ก็ถือว่าเป็นผู้พิพากษาที่ดี ได้     

แต่หากมองจากมุมของความยุติธรรม หรือความเป็นธรรม   ก็เห็นชัดเจนว่ากฎหมายที่ตุลาการต้องยึดเป็นหลักนั้นเอง มีจุดอ่อน หรือข้อบกพร่องมากมายหลากหลายด้าน    รวมทั้งสภาพความเป็นจริงในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม    ทำให้คนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตุลาการ จำนวนมาก อยู่ในสภาพด้อยโอกาสที่จะได้รับความยุติธรรม   

ความเป็นธรรม หรือความยุติธรรม จึงไม่ได้เริ่มต้นที่ศาล    และไม่ได้จบที่ศาล    ผู้พิพากษาจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น    ไม่ใช่ทั้งหมดของกระบวนการยุติธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นหมอ    จึงอดเปรียบเทียบระบบความยุติธรรมในสังคม กับ ระบบสุขภาวะ ไม่ได้

ในระบบสุขภาวะ เราพยายามขับเคลื่อนหลักการของระบบ ให้มีสัมมาทิฏฐิ ไม่หลงอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ    โดยมิจฉาทิฏฐิ คือคิดว่าสุขภาวะของผู้คนขึ้นกับมดหมอหยูกยา คือให้ความสำคัญสูงสุดแก่คนในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ    ย้ำว่า คิดแบบนี้ เป็นความคิดที่ผิด  

ที่จริงมดหมอหยูกยา เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ไม่ใช่ไม่สำคัญ    แต่เรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองโดยผู้คน สำคัญกว่า    

พูดใหม่ได้ว่า การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค สำคัญกว่าการบำบัดโรค

พูดใหม่อีกทีว่า ในภาพใหญ่ของสังคม เราต้องส่งเสริมให้ผู้คนเอาใจใส่สร้างสุขภาพของตนเอง และของคนในครอบครัว  ของคนในชุมชนของตน    ให้ผู้คนเอาใจใส่สุขภาพดี มากกว่าเอาใจใส่การเป็นโรคและแก้ไขปัญหาการเป็นโรค     โดยแนวทางนี้ เราจะช่วยกันลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้มาก    และที่สำคัญกว่านั้น ลดความเจ็บป่วยทุกข์ยากของผู้คนได้มาก    

อุปมาอุปมัยสู่ระบบความยุติธรรม    เราน่าจะช่วยกันสร้างระบบสังคมที่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้คนในชีวิตประจำวัน   และส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนช่วยกันบำรุงรักษาระบบความเป็นธรรมในสังคม   

ความเป็นธรรมในสังคม มาจากทุกคน    มากกว่ามาจากผู้ออกกฎหมาย และผู้ใช้กฎหมาย    ผมมองว่า พลเมืองทุกคนมีส่วนทำนุบำรุงความเป็นธรรมในสังคมได้ด้วย ๒ บทบาท    บทบาทแรกคือความประพฤติส่วนตน  ที่ไม่มุ่งเอาเปรียบคนอื่น   ไม่มุ่งแสวงประโยชน์โดยมิชอบทำนองคลองธรรม หรือผิดกฎหมาย    บทบาทที่สอง คือบทบาทประชาธิปไตย หรือการใช้อำนาจของประชาชน    ทั้งทางตรงและทางอ้อม    ทางตรงผ่านการกระทำของตนเอง ในการเรียกร้อง แสดงข้อคิดเห็น และการประพฤติปฏิบัติ    ส่วนทางอ้อม ผ่านการเลือกผู้แทนไปออกกฎหมาย และเข้าไปเป็นรัฐบาล   

ที่จริงการเป็นพลเมืองที่ดี  มีความซับซ้อนไม่น้อยกว่า การเป็นผู้พิพากษาที่ดี    เพราะในสังคมยุคสมัยปัจจุบันมัน VUCA   มีมายาหลอกลวงอย่างแยบยลจนเราไม่รู้ตัวว่าถูกหลอก หรือเราหลอกตัวเอง    จนเราถูกชักนำให้มีพฤติกรรมบางอย่างไปในทางที่ไม่จำเป็น หรือไม่เหมาะไม่ควร  

ความลวงหรือมายา อยู่รอบตัวเราในนามของความหวังดี    แยกยากว่าเป็นความหวังดี หรือหวังผลประโยชน์จากเรา     ทำให้เราหลงปฏิบัติโดยไม่รู้ว่าถูกหลอก    ไม่รู้ว่าเราหลงตกอยู่ในโมหาคติ   

จากผู้พิพากษาที่ดี สู่การเป็นพลเมืองดี            

วิจารณ์ พานิช

๙ พ.ย. ๖๓