คุณยายวัย 68 ปีท่านหนึ่ง ต้องสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งไปอย่างกะทันหัน เนื่องจากเกิดการติดเชื้อในดวงตา และได้ลามไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทีมแพทย์ต้องรีบตัดสินในผ่าตัดเพื่อนำดวงตาข้างนั้นออก ก่อนที่มันจะสายเกินไป…
“การสูญเสียครั้งนี้ เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนๆหนึ่ง เพราะจะทำให้ชีวิตหลังจากนี้ต่างไปจากเดิมตลอดกาล”
แน่นอนว่าช่วงแรกๆ สภาพจิตใจของคุณยายไม่ค่อยดีนัก หรือเรียกง่ายๆว่ายังไม่สามารถทำใจได้ ประกอบกับเพิ่งได้รับการผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ ทำให้คุณยายต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างมาก คุณยายไม่สามารถนอนหลับได้สนิท บางครั้งถึงขั้นต้องพึ่งมอร์ฟีนเพื่อระงับความเจ็บปวดนั้นไว้ ในช่วงแรกคุณยายมีลูกหลานคอยช่วยดูแล ทั้งเรื่องอาหารการกิน การรับประทานยา การเช็ดตัวทำความสะอาดร่างกาย คุณยายยังไม่สามารถเดินไปเข้าห้องน้ำเองได้ เพราะมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาดังกล่าว การใช้ชีวิตในช่วงแรกหลังการผ่าตัดจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
แต่ไม่นาน สภาพจิตใจ และร่างกายของคุณยายก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากคนในครอบครัว ทุกคนต่างคอยให้กำลังใจ และอยู่เคียงข้างคุณยาย ทำให้คุณยายไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และคุณยายเชื่อว่า เมื่อพระเจ้าทรงรักกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด พระองค์จะทรงทดสอบพวกเขา และผลตอบแทนของมันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้ คุณยายเข้มแข็งขึ้น และไม่เสียใจที่เสียดวงตาข้างหนึ่งไป แต่กลับรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ยังเหลือดวงตาอีกข้างให้เธอ
สายตาอีกข้างของคุณยาย ยังมองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดพอที่คุณยายจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง คุณยายสามารถรับผิดชอบกิจวัตรประจำวันของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ แต่งตัว ทานอาหาร แม้กระทั่งการล้างแผล รวมถึงกิจกรรมยามว่างที่คุณยายชอบทำ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว รดน้ำต้นไม้ ทำอาหาร คุณยายก็สามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณยายไม่เหมือนเดิม คือ คุณยายกลายเป็นคนที่ชอบเก็บตัวอยู่บ้าน ไม่กล้าเข้าสังคม และมักจะปฏิเสธทุกครั้งเมื่อถูกเชิญให้ไปร่วมงานต่างๆ เนื่องจากคุณยายไม่อยากให้สังคมมองว่าตนผิดปกติ หรือเป็นคนพิการ จึงหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนหมู่มาก แต่หลังจากที่แพทย์ได้ติดต่อกลับมาเพื่อนัดใส่ดวงตาเทียม คุณยายก็กลับมามีความมั่นใจมากขึ้น เริ่มกล้าที่จะออกไปทานข้าวนอกบ้าน และยอมไปเที่ยวกับครอบครัวบ้างในบางครั้ง แต่คุณยายก็ยังมักที่จะเลือกอยู่บ้านมากกว่า ทุกคนเข้าใจคุณยาย และรู้ดีว่าจะต้องให้เวลากับคุณยายในการปรับตัว และปล่อยให้สิ่งต่างๆเป็นไปอย่างค่อยๆเป็น ค่อยๆไป
คุณยายเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงในสิ่งที่ตนเองเป็น และเชื่อมั่นว่าพระเจ้าอยู่เคียงข้างผู้ศรัทธาเสมอ มันคือก้าวแรกที่จะนำพาชีวิตให้เดินหน้าออกจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ได้ และคุณยายพยายามมองให้เห็นสิ่งดีๆที่มีอยู่จนเจอ ที่สำคัญคือกำลังใจที่ดีจากครอบครัว ทำให้คุณยายสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้ และทำให้การมีชีวิตต่อจากนี้ของคุณยายมีความหมาย