เราสามารถแบ่งศาสนาหรือความเชื่อในโลกนี้ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ ศาสนาประเภทฆราวาสนิยม (Secularism) และศาสนาประเภทสมณนิยมหรือพรตนิยม (Asceticism) ศาสนาประเภทฆราวาสนิยมที่เห็นได้ชัดคือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, ศาสนายูดาย, ศาสนาอิสลาม เป็นต้น ส่วนศาสนาประเภทสมณนิยมหรือพรตนิยมก็คือพระพุทธศาสนา ศาสนาเชน และศาสนาคริสต์ (ดูจากพระจริยาวัตรของพระเยซู) เป็นต้น พื้นฐานของความเชื่อของศาสนาทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งส่งผลให้อุดมคติของศาสนาทั้งสองกลุ่มเดินไปคนละทิศทาง พื้นฐานความเชื่อของกลุ่มฆราวาสนิยมที่ถือว่าชีวิตมนุษย์จะมีความสมบูรณ์ได้นั้นจะต้องรวมกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง ส่วนใหญ่ศาสนาประเภทฆราวาสนิยมจะเริ่มต้นด้วยความเชื่อเรื่องการรังสรรค์โลกของพระเจ้า โดยระบุว่าพระเจ้าได้สร้างโลกและจักรวาลขึ้นมาแล้วทรงสร้างมนุษย์ชายหญิงขึ้นมาเพื่อช่วยกันปกครองดูแลรักษาโลกและปกครองมนุษย์แทนพระเจ้า แนวความคิดเรื่องอาศรม ๔ ก็ดี การบูชาศิวลึงค์ก็ดี กามสูตระก็ดี เป็นคำสอนที่สนับสนุนแนวคิดฆราวาสนิยม มนุษย์จึงเกิดมาเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ขณะที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธแนวคิดนี้ ศาสนาแบบพรตนิยมจะมีจุดเริ่มต้นคำสอนจากธรรมชาติของมนุษย์ เพราะพระพุทธศาสนาสอนว่ามนุษย์จะเข้าถึงความหลุดพ้นได้นั้น จะต้องสามารถทำลายกิเลสที่เป็นสัญชาตญาณดิบของสัตว์โลกนั่นคือราคะ โทสะและโมหะ ซึ่งพระพุทธศาสนามองว่าการอยู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงนั้น เป็นการส่งเสริมสัญชาตญาณดิบทั้ง ๓ อย่าง ดังนั้น ศาสนากลุ่มสมณนิยมจึงสอนให้ละทิ้งชีวิตคู่ หนทางที่ดีที่สุดในการเอาชนะสัญชาตญาณดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกามราคะนั้นคือการออกบวช ชาวพุทธจึงยกย่องแนวทางนี้ว่ายิ่งใหญ่เรียกการออกบวชของพระพุทธเจ้าว่า พระมหาภิเนษกรมณ์ นอกจากนั้นพระวินัยยังถือว่าสตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ เพราะพระพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์จะบรรลุการรู้แจ้งได้ด้วยการหล่อหลอมของศีล สมาธิและปัญญา ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของมนุษย์แต่ละคน โดยไม่ต้องไปอาศัยการเติมเต็มจากเพศตรงกันข้าม และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็แสดงให้โลกเห็นแล้วว่ามนุษย์สามารถจะเข้าถึงความสมบูรณ์ บรรลุชีวิตที่มีความสุขได้ในระดับฌานสุขก็ดี นิพพานสุขก็ดี ด้วยการบำเพ็ญพรตประพฤติพรหมจรรย์เพื่อเข้าถึงความหลุดพ้นหรือการรู้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
วิวัฒนาการทางความคิดเชิงปรัชญาและความเชื่อทางศาสนาในประเทศอินเดียเกิดขึ้นจากการต่อสู้กันระหว่าง Secularism และ Asceticism เราจะเห็นศัพท์พิเศษคำหนึ่งที่เจอบ่อยมากในพระคัมภีร์คือคำว่า "สมณพราหมณ์" สมณะ คือ กลุ่ม Asceticism ส่วนพราหมณ์ คือ Secularism ในวงวิชาการปรัชญาศาสนา ศาสนาพราหมณ์มีวิวัฒนาการมาเป็นพัน ๆ ปี ภายใต้กรอบแนวคิดแบบฆราวาสนิยม เพราะศาสนาพราหมณ์คิดว่ามนุษย์ไม่มีทางเอาชนะสัญชาตญาณดิบของตัวเองคือกามราคะได้ เราทำได้เพียงยอมรับและอยู่กับมันให้ได้ หรือบางที่พราหมณ์ก็คิดว่าเราไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปทำลายสัญชาตญาณดิบนั้น ในแง่หนึ่งมันกลับเป็นประโยชน์ในฐานะพลังขับเคลื่อนกระตุ้นให้มนุษย์สร้างโลกสร้างอารยธรรมต่าง ๆ หากไม่มีพลังแห่งกามราคะมนุษย์ก็คงไม่สร้างโลกหรือสร้างอาณาจักรของตนเองให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา ดังนั้นศาสนาพราหมณ์จึงสอนให้ส่งเสริมและกระตุ้นสิ่งเหล่านี้ เพียงแต่ให้รู้จักควบคุมด้วยศีลธรรมในขอบเขตที่มันจะไม่ไปทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น พื้นฐานแนวคิดคำสอนของศาสนาทั้งสองกลุ่มก่อให้เกิดท่าทีการมองโลกที่แตกต่าง นั่นคือ ศาสนาสายสมณะสอนให้ปฏิเสธโลก ขณะที่สายพราหมณะสอนให้เข้าไปสร้างโลก จุดแตกหักของแนวคิดทั้งสองสายนี้ปรากฎในพุทธประวัติและคัมภีร์ภควัทคีตา ในพุทธประวัติกล่าวถึงสถานการณ์สำคัญที่เจ้าชายสิตถัทธะตัดสินใจสละราชบังลังก์ออกบวชเพราะเห็นเทวทูตทั้ง ๔ ในขณะที่คัมภีร์ภควัทคีตาเล่าถึงเหตุการณ์ที่พระกฤษณะสอนให้อรชุนลุกขึ้นมาและตัดสินใจกระโจนเข้าสู่สงครามที่เรียกว่ามหาภารตยุทธ์ พูดง่าย ๆ คือศาสนาหนึ่งสอนว่าโลกหรือสังสารวัฏเป็นสิ่งที่เลวร้ายมนุษย์ควรถอนตัวออกมาเพื่อแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ขณะที่ศาสนาหนึ่งกลับประณามการปฏิเสธโลกว่าเป็นความขลาดเขลา หน้าที่ของมนุษย์คือต้องเข้าไปจัดการแก้ไขโลกหรือสังคมให้ดีขึ้น นี้คือท่าทีที่แตกต่างของศาสนาแบบพรตนิยม (Asceticism) และฆราวาสนิยม (Secularism) จริง ๆ แล้วท่าทีการปฏิเสธโลกของพระพุทธศาสนาไม่ใช่เพราะมองว่าโลกนี้เลวร้ายทั้งหมด แต่เพื่อหาทางให้มนุษย์ออกมาจากความวุ่นวายที่ไม่มีวันจบสิ้นของโลกมาแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ดังนั้นศาสนาแบบพรตนิยมก็จะพัฒนาแนวทางการพัฒนาจิต ไม่ว่าจะเป็นการเจริญภาวนา (สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน) ขึ้นมา หรือการบำเพ็ญโยคะขั้นสูงเพื่อเข้าถึงความบริสุทธิ์และความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งผู้ที่พัฒนาตนก็ควรจะหันกลับช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือสงเคราะห์โลก แต่การที่จะเข้าไปสัมพันธ์กับโลกนั้นต้องมีกรุณาเป็นตัวนำ ไม่ใช่ตัวตัณหาเหมือนสายฆราวาสนิยม ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ภายหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่พระพรหมมาอาราธนาให้แสดงธรรมโปรดสัตว์ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่ได้ปฏิเสธโลกโดยประการทั้งปวง เพียงแต่เราต้องเข้าไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับโลกด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและที่สำคัญต้องใช้ความกรุณาเป็นตัวนำ ซึ่งในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของทั้งสองแนวคิดนี้ ทำให้อารยธรรมอินเดียเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด กลายเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่และสำคัญของโลก เป็นแหล่งภูมิปัญญาที่สำคัญของมนุษยชาติตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันแต่อย่างไรก็ตาม ในยุคหลังพระพุทธศาสนาก็พยายามปรับเปลี่ยนท่าทีมาคล้ายกับสายฆราวาสนิยมเห็นได้จากแนวคิดของพระพุทธศาสนามหายานในยุคหนึ่งที่เปลี่ยนมาใช้อุดมคติแบบพระโพธิสัตว์ ท่านนาคารชุนได้กล่าวถึงอุดมคติแบบพระโพธิสัตว์ว่า พระโพธิสัตว์จะไม่ยอมเข้านิพพานจนกว่าจะขนสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นสังสารวัฏหมดเสียก่อน แนวคิดแบบพระโพธิสัตว์ของมหายานคือการพยายามประนีประนอมกับสายฆราวาสนิยมของพราหมณ์นั่นเอง ในขณะเดียวกันพราหมณ์ก็มีการปรับเปลี่ยนท่าทีมาเป็นแบบสมณนิยมเหมือนกันในยุคหลัง ดังจะเห็นได้จากกรณีของท่านศังกราจารย์ นักบวชคนสำคัญของศาสนาฮินดูที่พยายามสร้างกลุ่มนักบวชขึ้นเพื่อเลียนแบบคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ตั้งวัดหรือสำนักเรียนที่เรียกว่า “มัธ” ขึ้นในอินเดียภาคใต้ และนำเสนอคำสอนเรื่องพุทธาวตารเพื่อกลืนพระพุทธศาสนา
