บันทึกชุด มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม(University Social Engagement) นี้ เขียนจากการตีความหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers : Measuring Higher Education’s Role in Economic Development(2012)
บันทึกที่ ๗ นี้ เขียนจากการตีความบทที่ ๙ ของหนังสือ เรื่อง Unanticipated Consequences of University Intellectual Policies เขียนโดย Jason Owen-Smith
เป็นผลงานวิจัย ศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จและล้มเหลวของการขับเคลื่อนความเข้มแข็งของงานวิจัยเชิงวิชาการ ไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เกิดผลทางเศรษฐกิจของประเทศ ชี้ให้เห็นแนวทางการจัดการในระดับมหาวิทยาลัยที่ได้ผลดี และที่ไม่ได้ผล
การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาจากผลงานวิจัย
นี่คือเรื่องราวของการสนองหรือปรับตัวของมหาวิทยาลัย รองรับมาตรการระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต่อประเทศ
ผมแปลกใจมากที่ได้ทราบว่า การออกกฎหมาย Bayh – Dole Act ของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1981 มอบสิทธิทางปัญญาของผลงานวิจัยที่เกิดจากทุนวิจัยของรัฐบาลกลาง (Federal Government) ให้เป็นสิทธิของมหาวิทยาลัย โดยมีเงื่อนไขว่า มหาวิทยาลัยต้องจัดการสิทธิทางปัญญานั้นให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ ถือเป็นความท้าทายใหม่อย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัย คือความท้าทายด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และความท้าทายด้านความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับอาจารย์นักวิจัย
ผมเพิ่งเข้าใจว่า Bayh – Dole Act เป็นการสร้างวิกฤติให้แก่มหาวิทยาลัย หรือมองด้านตรงกันข้าม เป็นการสร้างโอกาส ซึ่งในกรณีนี้เป็นโอกาสที่มหาวิทยาลัยจะ transform ตัวเอง ให้มีคุณค่าสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง ให้แก่ประเทศ
ผู้เขียนบทความนี้ คือ Jason Owen-Smith ทำงานวิจัยเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยสองแห่ง ในปี ค.ศ. 1999 – 2000 ที่การจัดการผลงานวิจัยให้กลายเป็นรายได้ (TL – Technology Licensing) สนองโอกาสที่เปิดโดย Bayh – Dole Act ได้ผลแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดย มหาวิทยาลัย ก (มหาวิทยาลัยวิจัยที่ไม่ใช่ของรัฐ) สร้างผลงานยอดเยี่ยม ส่วน มหาวิทยาลัย ข (เป็น State University ขนาดใหญ่) ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยต่างก็ได้รับทุนวิจัยเท่าๆ กัน คือมีความเข้มแข็งด้านการวิจัยเท่าๆ กัน
มหาวิทยาลัย ก ก่อตั้ง TLO (Technology Licensing Office) ราวๆ ๑๐ ปีก่อนมี Bayh – Dole Act ส่วนมหาวิทยาลัย ข ก่อตั้ง TLO หลังมี Bayh – Dole Act เกือบสิบปี ใน ปี 2000 มหาวิทยาลัย ก มีเจ้าหน้าที่ประจำ TLO กว่า ๒๕ คน ส่วนมหาวิทยาลัย ข มีน้อยกว่า ๑๐ คน
ขั้นตอนของการจัดการผลประโยชน์ทางธุรกิจของผลงานวิจัยมีขั้นตอนตามลำดับคือ discovery – disclosure – patenting – licensing สองขั้นตอนแรกดำเนินการโดยอาจารย์นักวิจัย ส่วนสองขั้นตอนหลังดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของ TLO ในหลายกรณีอาจารย์มีผลงานวิจัย แต่ไม่เปิดเผยหรือแจ้ง (disclose) ต่อเจ้าหน้าที่ของ TLO ว่าตนมีผลงานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ที่น่าจะเอาไปจัดการต่อให้เป็นเงินเป็นทอง มหาวิทยาลัยจึงต้องมีวิธีจูงใจให้อาจารย์แจ้ง ซึ่งมหาวิทยาลัย ก ทำได้ดีมาก ถึงปี 2000 มีจำนวน Discloser สูงกว่ามหาวิทยาลัย ข ถึงสามเท่า และมีการจดสิทธิบัตรสูงกว่าเกือบ ๕ เท่า รวมทั้งรายได้จาก licensing สูงกว่า ๑๐ เท่า โดยแต่ละปีมหาวิทยาลัย ก มีรายได้จาก licensing หลายสิบล้านเหรียญ
ในปี 2010 ความแตกต่างระหว่างสองมหาวิทยาลัยยิ่งชัดขึ้นไปอีก โดยมหาวิทยาละ ก มีจำนวนการจดสิทธิบัตรสูงกว่า ๑๓ เท่า และรายได้จาก licensing สูงกว่าเกือบร้อยเท่า
เขาบอกว่าปัจจัยสำคัญที่สุดที่สร้างความแตกต่างคือ ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์นักวิจัยกับเจ้าหน้าที่ของ TLO ที่ร่วมกันทำให้เกิด การเปิดเผยข้อมูล (disclosure), การดำเนินการจดสิทธิบัตรสำเร็จ (patentability), และการดำเนินการทางธุรกิจ (commercialization) กล่าวคืออาจารย์นักวิจัยกับเจ้าหน้าที่ของ TLO ต้องเป็นพวกเดียวกัน ทำงานร่วมกันอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน งานพัฒนาความเป็นมหาวิทยาลัยผู้ประกอบการ (entrepreneurial university) จึงจะประสบความสำเร็จ
จะเห็นว่า หลังจากเวลาผ่านไป ๓๐ ปี Bayh – Dole Act มีผลขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่ธุรกิจแตกต่างกันมากในต่างมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยมีการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาแตกต่างกัน
กติกาที่แตกต่างกัน
ภาษาที่ใช้ในกติกาของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาจากการคิดค้นหรือประดิษฐ์มีความสำคัญมาก ต่อพฤติกรรมของอาจารย์นักวิจัย และของเจ้าหน้าที่ TLO
ของมหาวิทยาลัย ก เน้นให้เกียรติแก่อาจารย์ให้ตัดสินใจเอง ว่าจะเลือกแบบใดก็ได้ ระหว่างการมอบผลงานค้นพบให้เป็นประโยชน์สาธารณะ (เปิดเผยทางการตีพิมพ์) กับ เลือกปิดบัง แต่เปิดเผยให้มหาวิทยาลัยเอาไปเปิดเผยผ่านการจดสิทธิบัตร ซึ่งเป็นการเปิดเผยโดยมีเงื่อนไขว่า ใครต้องการเอาไปใช้ประโยชน์ต้องขออนุญาต (ซื้อ) ก่อน
ในขณะที่ มหาวิทยาลัย ข เน้นระบุว่า ผลงานวิจัยที่ทำในกิจการของมหาวิทยาลัย ตกเป็นของมหาวิทยาลัย ใช้ข้อความส่อไปทางสิทธิ์ขาดของมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัย ข เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ อาจารย์เป็นลูกจ้างของรัฐ ผลงานทั้งปวงย่อมตกเป็นของรัฐ
กติกาเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ (royalty) ของมหาวิทยาลัย ก แบ่งง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ส่อไปทางให้ประโยชน์แก่อาจารย์นักวิจัยเจ้าของผลงานเต็มที่ ส่วนของมหาวิทยาลัย ข ซับซ้อน และยิ่งผลประโยชน์สูง สัดส่วนของอาจารย์เจ้าของผลงานจะลดลง
เห็นได้ชัดว่า กติกา ถ้อยคำในกติกา และกระบวนทัศน์ “ของรัฐ” ในส่วนของมหาวิทยาลัย ข ทำให้ไม่ได้ใจอาจารย์นักวิจัย จึงไม่ได้ความร่วมมือ
หน้าที่ของ TLO (Technology Licensing Office) ที่แตกต่างกัน
อาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นก่อน Bayh – Dole Act โดยในปี 1973 มีการจัดตั้ง SUPA (Society of University Patent Administrators) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น AUTM (Association of University Technology Managers) และมีจำนวนสมาชิกเพิ่มอย่างรวดเร็วเป็นหลายพันคน หลังมี Bayh – Dole Act และทางสมาคมพยายามยกระดับภารกิจนี้ให้เป็นวิชาชีพ เขาบอกว่าการที่มหาวิทยาลัยมี UTM (University Technology Manager) เป็นวิชาชีพที่พัฒนาขึ้นจากการกระตุ้นโดย Bayh – Dole Act ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับเหนือสถาบัน (supra-organization transition) ที่เกิดขึ้นจากการที่มหาวิทยาลัยก้าวสู่พาณิชยกรรม
UTM เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศของ มหาวิทยาลัยผู้ประกอบการ โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการกิจการของ TLO ทำหน้าที่เป็นคนกลางเชื่อมโยงระหว่าง ลูกค้าในอุตสาหกรรม อาจารย์เจ้าของผลงานวิจัย และผู้บริหารมหาวิทยาลัยผู้รับผิดชอบงานของ TLO
UTM และเจ้าหน้าที่ใน TLO (อาจเรียกว่าเป็น licensing associates) ถือเป็นนัก[VP1] วิชาชีพด้าน licensing (licensing professionals) ซึ่งไม่ว่าจะทำงานในมหาวิทยาลัยใด นักวิชาชีพนี้ต้องเผชิญความท้าทาย ๓ ประการคือ (๑) ต้องหาทางได้ข้อมูลจากอาจารย์เจ้าของผลงาน (๒) มีความสามารถค้นหาสัญญาณว่าผลงานค้นพบนั้นๆ มีคุณค่าและฝ่ายอุตสาหกรรมสนใจเพียงใด (๓) ระมัดระวังความลับ และในขณะเดียวกัน รักษาชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ไม่ให้ได้ชื่อว่างก หรือโลภ
Licensing professionals ต้องทำงานเชื่อมรอยต่อที่ไม่ชัดเจนของพรมแดนอย่างน้อย ๓ เขตแดนคือ (๑) ระหว่างนักประดิษฐ์กับสิ่งประดิษฐ์ (๒) ระหว่างการตลาดกับการประเมิน และ (๓) ระหว่างมหาวิทยาลัยกับการพาณิชย์
หลักการทำงานของ TLO และ Licensing professionals ของทุกมหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่วิธีทำงานและผลงานแตกต่างกันได้เป็นร้อยเท่า ดังกล่าวแล้ว เพราะกระบวนทัศน์ นโยบาย และยุทธศาสตร์ ของแต่ละมหาวิทยาลัยแตกต่างกันมาก โดยของมหาวิทยาลัย ก เน้นสนับสนุน ให้เกียรติ และไว้ใจ ต่ออาจารย์ ทำงานการตลาดให้แก่ผลงานของอาจารย์ เน้นที่ความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจารย์นักวิจัย ส่วนมหาวิทยาลัย ข เน้นการตรวจตรา (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า policing) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย เน้นความเป็นเจ้าของของมหาวิทยาลัย ความรู้สึกและความร่วมมือของอาจารย์นักวิจัยจึงแตกต่างกันแบบคนละขั้ว
แนวทางของมหาวิทยาลัย ข ไม่ใช่แค่สร้างความเครียดให้แก่อาจารย์นักวิจัยเท่านั้น ยังทำให้ Licensing professionals ทำงานยาก และมีความเครียดสูง อีกด้วย
การสนองตอบของอาจารย์นักวิจัย
อาจารย์มหาวิทยาลัยโดยทั่วไปคุ้นเคยกับโลกวิชาการ ไม่คุ้นเคยกับโลกธุรกิจ หนังสือใช้คำว่า academic science กับ entrepreneurial science ซึ่งมีความเชื่อและความชำนาญคนละขั้ว โดยผมขอเพิ่มเติมว่า มีกรณีพิเศษที่อาจารย์นักวิจัยทำงานได้ดีอยู่ในสองโลกนี้ ดังตัวอย่างศาสตราจารย์ เซอร์ เกรกอรี พอล วินเทอร์ ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี ๒๕๕๙ (๑) และต่อมาได้รับรางวัลโนเบล
เขาบอกว่า ในเรื่องนี้ มี ๓ ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความร่วมมือของอาจารย์นักวิจัย คือ (๑) มุมมองว่ามาตรการด้านการพาณิชย์จะส่งผลดีต่อมหาวิทยาลัย และต่อ academic science แค่ไหน เพียงไร (๒) บรรยากาศที่มหาวิทยาลัยดำเนินการส่งเสริม entrepreneurial science และ (๓) ความรู้สึกต่อ TLO และ Licensing professionals ที่ทำงานอยู่
จะเห็นว่า ในสหรัฐอเมริกา จิตวิญญาณของอาจารย์มหาวิทยาลัย ผูกพันและให้คุณค่าต่อวิชาการ มากกว่าต่อการพาณิชย์
เขาค้นพบว่า มุมมองในระดับลึกของอาจารย์ แตกต่างกันระหว่างอาจารย์ในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ กับอาจารย์ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
อาจารย์ในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้ก้าวสู่โลกของธุรกิจตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่อาจารย์ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพิ่งเข้าไปสัมผัสเมื่อราวๆ ยี่สิบสามสิบปีมานี่เอง รวมทั้งธรรมชาติของการประยุกต์ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาจากผลงานวิจัย ก็แตกต่างกัน ผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพมักนำไปสู่สินค้าใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาด ไม่มีคู่แข่ง ในขณะที่ผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์กายภาพมักนำไปสู่การพัฒนาสินค้าตัวเก่าหรือเทคโนโลยีเก่า ด้วยคุณสมบัติหรือคุณภาพใหม่ มีคู่แข่งอยู่ในตลาดมากมาย
เขาแยกอาจารย์นักวิจัยออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ (๑) กลุ่มที่มองกิจกรรมวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ กับงานวิจัยเพื่อประยุกต์ใช้ทางธุรกิจ แยกออกจากกันชัดเจน คือมองว่าผลทางธุรกิจเป็นผลพลอยได้ เสริมผลทางวิชาการ อาจเกิดผลทางธุรกิจหรือไม่ก็ได้ ไม่ใช่เป้าหมายหลัก (๒) กลุ่มที่มองว่างานวิจัยเชิงวิชาการกับการประยุกต์ใช้ทางธุรกิจสัมพันธ์กัน โดยมุ่งหวังให้การประยุกต์ใช้ทางธุรกิจ มีผลวนกลับมาส่งเสริมการวิจัยทางวิชาการของตน และ (๓) กลุ่มนักวิจัยผู้สวมวิญญาณผู้ประกอบการในขณะเดียวกัน เขาเรียกกลุ่มนี้ว่า นักวิจัยพันธุ์ใหม่(new school researchers) คนกลุ่มนี้แหละที่จะนำมาซึ่งรายได้ทางธุรกิจให้แก่มหาวิทยาลัย (และแก่ตนเอง) และในขณะเดียวกันก็นำความขัดแย้งเข้ามาด้วย เป็นธรรมดาว่า มีผลประโยชน์อยู่ที่ไหน ความขัดแย้งก็จะตามมา
นักวิจัยพันธุ์ใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ กับนักวิจัยพันธุ์ใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพมีพฤติกรรมต่างกัน นักวิจัยพันธุ์ใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพมักสวมหมวกหลายใบในเวลาเดียวกัน คือเป็นทั้งอาจารย์สอน เป็นนักวิจัยเพื่อเป้าหมายทั้งความก้าวหน้าทางวิชาการ และเพื่อนำไปประยุกต์ทางธุรกิจ และเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเอง บทบาทเหล่านี้มีโอกาสเกิดความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ได้ง่าย เพราะบทบาทที่ทำมีความซ้อนทับกันอยู่ และมีโอกาสที่เพื่อนๆ อาจารย์จะมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
ส่วนนักวิจัยพันธุ์ใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพมีความชัดเจนกว่ามาก คือเมื่อจะทำวิจัยเพื่อผลทางธุรกิจก็จะลาออกไปทำงานวิจัยเต็มเวลาในสถานประกอบการ ไม่มีการสวมหมวกหลายใบให้เป็นที่ครหา เขาบอกว่า จารีตเชิงจริยธรรมที่นักวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพสร้างไว้ ได้ถูกทำลายโดยนักวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
ความแตกต่างระหว่างนักวิจัยสองสาขานี้ ยังอยู่ที่เป้าหมายของการจดสิทธิบัตรด้วย เขาบอกว่า นักวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพจดสิทธิบัตรเพื่อความเป็นอิสระ (freedom) ในการดำเนินการของตน ซึ่งหมายความว่าเพื่อให้ตนคิดค้นต่อโดยไม่โดนปิดกั้นโดยเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่แสดงความหวงแหน ส่วนนักวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จดสิทธิบัตรเพื่อให้ตนมีความได้เปรียบทางการค้า (strategic advantage) สำหรับโอกาสในตลาดที่เปิดโล่งอยู่
นักวิทยาศาสตร์สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพมีความคิดเช่นนั้นก็เพราะตลาดของสินค้าที่เกิดจากนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีทางกายภาพเป็นตลาดที่คับคั่งไปด้วยคู่แข่งขัน ที่แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีที่ยกระดับสินค้าให้เหนือคู่แข่ง เรื่องแบบนี้ นักวิชาการในมหาวิทยาลัยไม่เข้าใจ
สรุป
การเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงระดับการบริหารจัดการระดับองค์กร (organizational change) เท่านั้น ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงเหนือองค์กร (supra-organizational change) ด้วย
จุดสำคัญคือ เกิดการเปลี่ยนแปลงในปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่างๆ ภายในองค์กร และเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และพฤติกรรมของแต่ละวิชาชีพที่เกี่ยวข้องด้วย ในกรณีนี้ วิชาชีพที่แสดงบทบาทเด่นที่สุดคือ อาจารย์นักวิจัย รองลงมาคือวิชาชีพจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้จากประเทศเยอรมนี