มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม ๖. บทบาทสร้างมิติความเป็นนานาชาติ
บันทึกชุด มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม(University Social Engagement) นี้ เขียนจากการตีความหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers : Measuring Higher Education’s Role in Economic Development(2012)
บันทึกที่ ๖ นี้ เขียนจากการตีความ และสะท้อนคิด จากการอ่าน บทที่ ๘ ของหนังสือ The International Dimensions of Higher Education’s Contributions to Economic Develoment เขียนโดย Jason E. Lane and Taya L. Owens
มุมมองของหนังสือเล่มนี้เป็นมุมมองเชิงเศรษฐกิจ ว่ากิจการต่างๆ ของอุดมศึกษาช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่สหรัฐอเมริกาอย่างไร เป็นบทเรียนที่ดีต่อประเทศไทยในปัจจุบัน เพราะเรามองกระทรวง อว. เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ
เขาวิเคราะห์บทบาทของมหาวิทยาลัยใน ๕ บทบาทคือ (๑) ให้การศึกษาแก่นักศึกษานานาชาติ (๒) ฝึกกำลังคนให้มีสมรรถนะด้านนานาชาติ (๓) เป็นพลังดึงดูดการค้าระหว่างประเทศ (๔) การเคลื่อนไหวของนักศึกษาผ่านแดน และ (๕) การเคลื่อนไหวของสถาบันอุดมศึกษาผ่านแดน
มุมมองเชิงโลกาภิวัตน์
มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาแสวงประโยชน์จากนักศึกษาต่างชาติมาช้านาน ทั้งประโยชน์ด้านได้สมองมาใช้งาน และได้เงินค่าเล่าเรียน และในช่วงหลังเกิดแนวคิด “Global Reach, Local Impact” คือออกไปทำกิจการนอกประเทศเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งเริ่มทำมาราวๆ ๗๐ ปี
มองจากมุมของอุดมศึกษาไทย เราไม่ควรมองโลกาภิวัตน์ของอุดมศึกษาแค่จำนวนนักศึกษาต่างชาติเท่านั้น ควรมองที่ การฝึกสมรรถนะด้านนานาชาติให้แก่นักศึกษา เป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งหมายความว่า ต้องร่วมมือกับธุรกิจเอกชนที่ไปทำธุรกิจในดินแดนต่างชาติ ให้เป็นผู้บอกความต้องการสมรรถนะของบัณฑิต และช่วยเอื้อการฝึกสมรรถนะนั้น
ผมมีความเห็นว่า กระทรวง อว. ควรสนับสนุนการจัดทำนโยบายและมาตรการด้านโลกาภิวัตน์ของอุดมศึกษาไทยที่ลุ่มลึกและเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติให้มากกว่านี้
นักศึกษานานาชาติ
นักศึกษานานาชาติเป็นรูปแบบหนึ่งของการค้าระหว่างประเทศ คือมองการอุดมศึกษาเป็นสินค้า มีการประมาณว่าในปี ค.ศ. 2009 สหรัฐอเมริกามีรายได้จากค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ของนักศึกษาต่างชาติเป็นเงิน ๒ หมื่นล้านเหรียญ ตัวเลขเดียวกันของออสเตรเลียในปี 2008 เป็นเงิน ๑.๕ หมื่นล้านเหรียญออสเตรเลีย
ผมคิดว่ามุมมองนี้ไม่สอดคล้องกับบริบทไทย เราควรหาทางลดการจ่ายเงินส่วนนี้ออกนอกประเทศมากกว่า โดยต้องเป็นการคิดดำเนินการอย่างชาญฉลาด เพื่อให้คนเก่งๆ ได้มีโอกาสเรียนทั้งในบริบทไทยและบริบทต่างประเทศ ให้สามารถเข้าทำงานในประเทศไทยและทำประโยชน์ได้อย่างรวดเร็วและตรงตามสาขาที่เรียน
มองจากมุมของการวิจัย ไทยควรทำความเข้าใจภาพใหญ่ว่าแต่ละปีเราจ่ายค่าไปเรียนต่อต่างประเทศเท่าไร มีลักษณะการจ่าย และประโยชน์ที่ได้อย่างไรบ้าง ควรมีการเข้าไปแทรกแซงเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ได้รับผลต่ำ และเพื่อเพิ่มผลประโยชน์ที่ควรจะได้ อย่างไรบ้าง
อีกโจทย์วิจัยหนึ่งคือ เวลานี้ไทยเรามีสถาบันอุดมศึกษาต่างแดนเข้ามาดำเนินการในลักษณะใดบ้าง ก่อผลกระทบต่อประเทศอย่างไร ควรมีนโยบายและมาตรการเพื่อเพิ่มคุณลดโทษอย่างไรบ้าง
สร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะโลก
นี่คือมิติที่ผมคิดว่ามีความสำคัญต่ออุดมศึกษาไทยมากที่สุดในบทนี้ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยไทยอย่างน้อยก็กลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ๑๐ มหาวิทยาลัย กับกลุ่มมหาวิทยาลัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ๑๕ มหาวิทยาลัย รวม ๒๕ มหาวิทยาลัย ควรมุ่งสร้างบัณฑิตให้มีสมรรถนะโลก โดยที่ผมเชื่อว่าบางสาขาในบางมหาวิทยาลัยก็ดำเนินการได้ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
ควรมีการวิจัยเชิงระบบและเชิงนโยบาย เพื่อสร้างความชัดเจนในเป้าหมายนี้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเพื่อเสนอแนะมาตรการส่งเสริม โดยควรรวบรวมแนวทางของต่างประเทศ และข้อมูลการดำเนินการที่ได้ผลดีของไทย นำมาเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อเรียนรู้และจัดมาตรการส่งเสริม
จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของนักศึกษา (และอาจารย์) มหาวิทยาลัยไทยคือภาษาอังกฤษ ต้องมีมาตรการระดับประเทศเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน และอย่างมีประสิทธิผล มีการติดตามประเมินผลอย่างจริงจังทุกปี โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และได้ผลในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
ความเคลื่อนไหวของนักศึกษากับผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ความเคลื่อนไหวในที่นี้หมายถึง การที่นักศึกษาไทยไปเรียนต่างประเทศ หรือนักศึกษาต่างประเทศมาเรียนในมหาวิทยาลัยไทย และน่าจะรวมทั้งการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการรับนักศึกษาที่สมัครมาฝึกระยะสั้น หรือส่งนักศึกษาของเราไปฝึกระยะสั้นในต่างประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้มีสมรรถนะโลก ตามในตอนที่แล้ว
ในหนังสือใช้คำว่า student mobility และมองจากมุมของการค้าระหว่างประเทศ จึงผูกโยงกับ GATS หรือข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ ที่มองการค้าต่างประเทศ ๔ ด้านคือ (๑) การให้บริการ หรือส่งสินค้า ข้ามประเทศ (๒) การบริโภคในต่างแดน ซึ่งหมายถึงคนในประเทศหนึ่งเดินทางไปบริโภคหรือรับบริการในอีกประเทศหนึ่ง (๓) การเข้าไปให้บริการในอีกประเทศหนึ่ง และ (๔) การที่บุคคลในประเทศหนึ่ง เข้าไปให้บริการในอีกประเทศหนึ่ง จะเห็นว่า student mobility เข้ากับประเภทที่ ๒ ของ GATS แต่ทุกประเภทเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย โดยเราไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจในภาพใหญ่ว่ามีผลดีผลเสียอย่างไรต่อประเทศในภาพรวม
เขาบอกว่า ประเทศที่มีนโยบายและมาตรการชัดเจนที่สุดในการหากินกับนักศึกษาต่างชาติคือ ออสเตรเลีย ที่ประกาศนโยบายนี้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980s เราได้เห็นการดำเนินการอย่างจริงจังของทางการออสเตรเลียในประเทศไทย เมื่อเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว หลานชายของผมคนหนึ่งจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำด้วยเกรดเฉลี่ย ๒.๐ เมื่อไปในงานรับนักศึกษาไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย และไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ โดยบอกความประสงค์ว่าต้องการไปเรียนต่อในสาขาใด เจ้าหน้าที่สัมภาษณ์ (กึ่งทดสอบ) อย่างจริงจังและบอกว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะไปเรียนต่อปริญญาโทในออสเตรเลียได้ และเขาจะติดต่อหามหาวิทยาลัยให้ ราวๆ ๑ สัปดาห์ต่อมาเขาก็แจ้งว่าหามหาวิทยาลัยได้แล้ว หลานชายไปเรียนและจบภายในเวลาที่กำหนด ๒ ปี เวลานี้มีงานทำมั่นคงเงินเดือนสูง
อุดมศึกษาข้ามแดนกับความร่วมมือต่างประเทศ
ในหนังสือเน้นที่ GATS mode 3 ที่เป็นมุมมองของสหรัฐอเมริกา ผมจึงตีความใหม่ เชื่อมโยงเข้าหาบริบทไทย โดยตั้งคำถามว่า วงการอุดมศึกษาไทยจะใช้พลวัตเรื่องความเป็นนาชาติของอุดมศึกษาในหลากหลายมิติ เพื่อ transform ประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี ความเหลื่อมล้ำน้อย ได้อย่างไร
คำตอบของผมคือ ต้องทำเชิงรุก มีนโยบายและมาตรการระดับประเทศ มี platform การดำเนินการที่ดึงความร่วมมือทั้งภายในประเทศ และในต่างประเทศ โดยความร่วมมือภายในประเทศต้องทั้งร่วมมือภายในกลุ่มสถาบันอุดมศึกษากันเอง (มากกว่าแข่งขันกัน) และร่วมมือกับ sector อื่นของประเทศ เช่น การค้า การลงทุน การอุตสาหกรรม
ส่วนความร่วมมือกับต่างประเทศ ต้องทำอย่างบูรณาการกันทั้ง ๔ ด้านของ GATS โดยน่าจะแบ่งประเทศร่วมมือออกเป็นหลายกลุ่ม อย่างน้อย ๓ - ๔ กลุ่ม โดยต้องไม่ลืมกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนกว่าเรา กลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตก
ประเทศตะวันตกเขาคิด และดำเนินการ MNCU (Multi-National Colleges and Universities) ที่นอกจากมีฐานอยู่ในประเทศแม่แล้ว ยังขยายฐานไปดำเนินการในต่างประเทศ ประเทศไทยก็ควรดำเนินการบ้าง โดยคิดรูปแบบของเราเอง เพื่อใช้อุดมศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน บูรณาการกับประเด็นด้านการค้า การลงทุน การต่างประเทศ และความร่วมมืออื่นๆ เช่นด้านความมั่นคง
Thai MNCU มีฐานอยู่ที่การพัฒนาคน เชื่อมโยงกับการพัฒนาธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรม บริการ โดยเฉพาะบริการสุขภาพที่ประเทศไทยเด่นมาก โดยในเรื่องสุขภาพการพัฒนาระบบของเราก็เด่น เราจะหารายได้และผลประโยชน์จาก MNCU ด้านสุขภาพไหม ดำเนินการในด้านไหนบ้าง ร่วมมือกันอย่างไร น่าจะเป็นโจทย์วิจัยเชิงนโยบาย โดยน่าจะมีเป้าหมายรวมพลังกันทำในระดับประเทศ ไม่ใช่ในระดับมหาวิทยาลัย และต้องคิดระบบการจัดการที่เข้มแข็ง
ต้องไม่คิดเรื่อง Thai MNCU แบบโดดๆ ต้องเชื่อมโยงกับบริการสุขภาพข้ามแดนทั้ง 4 mode ของ GATS และเชื่อมโยงกับกิจกรรมพัฒนา และหารายได้ในรูปแบบอื่นๆ ประกอบกัน
ที่จริงประเทศไทยเรามีประสบการณ์ความร่วมมือด้านอุดมศึกษาข้ามแดน กับมหาวิทยาลัยในประเทศที่ก้านหน้ากว่าเรามานานหลายสิบปี ดังตัวอย่าง สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, MORU ซึ่งเป็นความร่วมมือวิจัยโรคเขตร้อนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับมหาวิทยาลัย อ็อกซฟอร์ด เป็นต้น เราสามารถจัดโครงการวิจัยถอดบทเรียน เพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับปรับใช้ในการคิดพัฒนา MNCU ในรูปแบบที่เหมาะสมกับเราได้
สรุป
ความเป็นนาชาติของมหาวิทยาลัยไทยต้องมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ สู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี มีความเหลื่อมล้ำน้อย
ความเชื่อมโยงของตลาด วัฒนธรรม และประเทศ จากขบวนการโลกาภิวัตน์ ผลักดันให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นผู้แสดงบทบาทด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ รูปแบบหนึ่งของการทำหน้าที่นี้ คือการที่มหาวิทยาลัยไปเปิดวิทยาเขตในต่างประเทศ คล้ายๆ เป็นการไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลทั้งต่อเศรษฐกิจของประเทศแม่และของประเทศที่ไปเปิดวิทยาเขต แต่ผลเป็นอย่างไร ยังไม่มีการวิจัยที่แสดงผลชัดเจน ขอย้ำอีกที ว่าผมเขียนบันทึกตอนนี้ต่างจากตอนอื่นๆ ในลักษณะการตีความจากหนังสือ แต่เขียนจากการสะท้อนคิด และค่อนข้างเป็นการสะท้อนคิดเข้าหาบริบทไทย จนละเลยสาระในหนังสือที่อ่านไปเกือบสิ้นเชิง
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้จากประเทศเยอรมนี
วิจารณ์ พานิช
๙ พ.ย. ๖๓
631111, Universities and Colleges as Economic Drivers, Zimpher, Nancy Zimpher, มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม, หนังสือ, หนังสือ-วิจารณ์, วัดผลกระทบของมหาวิทยาลัยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ,