บันทึกชุด มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม(University Social Engagement) นี้ เขียนจากการตีความหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers : Measuring Higher Education’s Role in Economic Development(2012)
บันทึกที่ ๕ นี้ เขียนจากการตีความบทที่ ๖ และ ๗ ของหนังสือ บทที่ ๖ เรื่อง The Convergence of Postsecondary Education and the Labor Market เขียนโดย Anthony P. Carnevale and Stephen J. Rose บทที่ ๗ เรื่อง The Essential Role of Community Colleges in Rebuilding the Nation’s Communities and Economies เขียนโดย James Jacobs
นี่ก็เช่นเดียวกัน เป็นเรื่องเมริกันจ๋า ผมจึงสรุปและตีความให้เข้าบริบทไทยมากที่สุด ซึ่งก็หมายความว่า มีโอกาสตีความไม่ถูกต้องสูงด้วย
เขาชี้ให้เห็นความรุ่งโรจน์ของสหรัฐอเมริกายุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดจากมีคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจำนวนมาก สูงที่สุดในโลก แต่เรื่องนี้ในขณะนี้สหรัฐอเมริกาตกต่ำลงไปมาก เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม โออีซีดี อื่นๆ
ประเด็นที่เขาเน้น เป็นเรื่องการสร้างคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ที่เดิมคุณภาพคนของสหรัฐอเมริกาสูงที่สุดในโลก แต่เวลานี้ตกต่ำลงไปมาก เขาแตะเฉพาะมหาวิทยาลัย ไม่ได้มองเชื่อมลงไปยังการศึกษาระดับพื้นฐาน ซึ่งผมเข้าใจว่าตกต่ำลงไปมากเช่นเดียวกัน โดยผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเพราะระบบผลิตครูคุณภาพต่ำ
ในบทที่ ๖ เขาเน้น ๒ เรื่อง คือ อุดมศึกษา (ที่เขาเรียกว่า postsecondary education และรวมเอาการศึกษาอาชีวะและการศึกษาด้านเทคนิคไว้ด้วย ในวิทยาลัยชุมชน – community college) และต่อไปผมจะเรียกว่า การศึกษาหลังระดับมัธยม กับเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ที่รุนแรงขึ้น
เขามีตัวเลขมากมาย ที่ชี้ให้เห็นคุณค่าของการมีการศึกษาระดับหลังมัธยม และการได้รับปริญญา และชี้ให้เห็นว่า ไม่เฉพาะระดับการศึกษาเท่านั้นที่มีส่วนทำให้มีรายได้และมีชีวิตที่ดี สาขาวิชา และวิชาเอกที่เรียนมีส่วนมากด้วย คนที่เรียนจบอนุปริญญาบางสาขาอาจมีรายได้กว่าผู้จบปริญญาโทบางสาขา และสาขาที่รายได้สูงสุดคือสาขา STEM
ผมชอบตอนลงท้ายของบทที่ ๖ ที่ชี้ว่า เป้าหมายของการศึกษาไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจหรือรายได้เท่านั้น ยังมีเป้าหมานที่สองที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือบทบาทด้านวัฒนธรรมและการเมือง ซึ่งหมายถึงการเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าต่อสังคม มหาวิทยาลัยจึงต้องไม่หลงทำหน้าที่เฉพาะฝึกอาชีพให้แก่นักศึกษาเท่านั้น
วิทยาลัยชุมชน
ในสหรัฐอเมริกา วิทยาลัยชุมชนมีส่วนสร้างคนให้แก่ประเทศร้อยละ ๔๐ ของคนที่เข้ารับการศึกษาระดับหลังมัธยม ซึ่งในปี ค.ศ. 2011 มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๗.๖ ล้านคน คนไทยเราไม่คุ้นเคยกับระบบวิทยาลัยชุมชนของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อเทียบกับระบบการศึกษาไทยแล้ว วิทยาลัยชุมชนเทียบได้กับวิทยาลัยอาชีวะ หรือวิทยาลัยเทคนิค แต่เขาเข้าเรียนหลังจบเกรด ๑๒ หรือ ม. ๖ ของเรา โดยวิทยาลัยชุมชนตามปกติเรียน ๒ ปี ได้รับ Associate Degree เทียบเท่าอนุปริญญาของเรา
วิทยาลัยชุมชนจึงเป็นการศึกษาหลังระดับมัธยมเพื่อการเข้าสู่อาชีพโดยตรง โดยวิทยาลัยจะตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแหล่งจ้างงาน และสอนสาขาตามความต้องการ รวมทั้งมีการเปลี่ยนสาขาที่สอนได้อย่างคล่องตัว การผลิตกำลังคนเน้นสาขาธุรกิจ, ผู้ช่วยด้านสุขภาพ (allied health), การผลิตในโรงงาน (manufacturing), รวมทั้งครู วิทยาลัยชุมชนเน้นผลิตนักเทคนิคที่มีทักษะสูง (high-skilled technician) ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในตลาดแรงงาน ซึ่งในบ้านเราเทียบได้กับวิทยาลัยเทคนิค
หนังสือยกตัวอย่างวิทยาลัยชุมชน Macomb ในรัฐมิชิแกน จัดพิธีมอบอนุปริญญาด้านการออกแบบท่อ (Pipe Design) เป็นกรณีพิเศษในปี ค.ศ. 2009 โดยที่บัณฑิตทั้ง ๒๕ คนเป็นผู้เคยได้รับอนุปริญญาด้านการออกแบบตัวถังรถยนต์ (Auto Body Design) มาแล้ว และทำงานในโรงงานประกอบรถยนต์ ในนคร ดีทรอยท์ มาหลายปี จนโรงงานปิดและพวกเขาตกงาน วิทยาลัยชุมชนและรัฐบาลท้องถิ่นจึงร่วมกันเปิดหลักสูตรพิเศษ การออกแบบท่อ ให้แก่นักออกแบบตัวถังรถยนต์เหล่านี้ ให้เขาปรับความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งเพิ่มเติมความรู้ นำมาสู่อาชีพใหม่ที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน คือการออกแบบท่อ โดยเขาคิดแบบเหนือชั้น คือไม่ใช้ผลิตคนให้ไปทำงานในรัฐทางใต้ที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่ผลิตเพื่อให้ตั้งบริษัทธุรกิจของตนเองในรัฐมิชิแกน รับงานออกแบบท่อมาทำ ในลักษณะของส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน
เป็นตัวอย่างที่วิทยาลัยชุมชนทำงานริเริ่มสร้างสรรค์ที่ได้ผลสองต่อ คือทั้งสร้างคนและสร้างงานให้แก่พื้นที่
ตัวอย่างข้างบนนั้น เป็นตัวอย่างของการทำหน้าที่ reskill ของแรงงาน โดยวิทยาลัยชุมชน จากการที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้น วิทยาลัยชุมชนยังเปิดหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น เพื่อ upskill แรงงานในพื้นที่ ร่วมกับแหล่งจ้างงานด้วย
วิทยาลัยชุมชนทำหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะอาจารย์ของวิทยาลัยต้องมีทั้งความรู้เชิงทฤษฎี และทักษะเชิงปฏิบัติ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ผมเคยเขียนเล่าวิธีสร้างอาจารย์ของวิทยาลัยชุมชนจากคนที่เคยทำงานในโรงงานไว้ในบันทึกชื่อ จากช่างสู่อาชีพครู
นักศึกษาของวิทยาลัยชุมชนส่วนหนึ่งเข้าเรียนเพื่อเป็นเส้นทางเรียนต่อระดับปริญญาตรีทันที โดยที่วิทยาลัยชุมชนจะมีข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ใกล้เคียง ในการรับนักศึกษาที่จบอนุปริญญาไปเรียนต่อทันที ในหลายกรณีวิทยาลัยชุมชนมีศูนย์การเรียนระดับปริญญาตรีอยู่ในวิทยาเขตของตน โดยที่ศูนย์นั้นเกิดจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ผมเคยเล่าเรื่องการไปดูงานวิทยาลัยชุมชนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไว้ที่ (๑)
นอกจากนั้น วิทยาลัยชุมชนบางแห่งยังมี ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (business incubator) ไว้ให้บริการแก่นักศึกษาที่ต้องการเปิดบริษัทของตนเองด้วย วิทยาลัยชุมชนจึงไม่ใช่แค่ผลิตคนไปเป็นลูกจ้างเพียงอย่างเดียว รวมทั้งยังอาจร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นและ/หรือมูลนิธิการกุศล จัดให้มี “ทุนสนับสนุนนวัตกรรมในท้องถิ่น” (local innovation fund) แก่ผู้ประกอบการในศูนย์บ่มเพาะด้วย วิทยาลัยชุมชนจึงไม่ใช่แค่ทำงานสร้างแรงงานระดับทักษะสูงเท่านั้น ยังทำหน้าที่ส่งเสริมคนในท้องถิ่นที่มีไอเดียเชิงธุรกิจ หรือทำหน้าที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการ ในท้องถิ่นด้วย
หน้าที่ด้านการวิจัยของวิทยาลัยชุมชนก็มีด้วย โดยเน้นการวิจัยเชิงประยุกต์ ร่วมกับบริษัทขนาดเล็กมากๆ
วิทยาลัยชุมชนคือ สถาบันอุดมศึกษาที่ติดดิน ทำหน้าที่อุดมศึกษาเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนระดับล่าง สู่ชนชั้นกลาง
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้จากประเทศเยอรมนี
วิจารณ์ พานิช
๕ ต.ค. ๖๓