
"สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกคน ดิฉันนางสาวอัญชลี กุมภาศรี นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่1 วันนี้ดิฉันจะมาพูดถึง การพัฒนาตนเอง โดยใช้กรอบหลักการของ MOHO แต่เอ๊ะ!!! แล้วMOHO คืออะไรล่ะ?? ฮั่นแน่....ทุกคนต้องกำลังคิดและสงสัยอยู่กันแน่ๆเลย ถ้าอย่างนั้นเราไปติดตามกันเลย......"
MOHO หรือ (Model of Human Occupation) เป็นเหมือนกรอบการทำงานของนักกิจกรรมบำบัดที่จะนำมาใช้ในการประเมินกิจกรรมการดำเนินชีวิตของตัวผู้รับบริการสอบถามข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการตั้งเป้าหมายการรักษา จากปัจจัยต่างๆดังนี้ Assets (สิ่งดี ๆ ในตัวเรา) Liabilities (สินทรัพย์-หนี้สินที่เรามี) Performance (ความสามารถที่แสดงออกมา) Influence (สิ่งที่มีผลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational Behavior) เพื่อเพิ่มความสามารถของผู้รับบริการในการแสดงบทบาทที่มีความหมายในชีวิตใช้สิ่งรอบตัว (PEO) เป็นสื่อในการพัฒนา (Development) + ปรับตัวตามช่วงวัย (Transition) + สร้างทักษะชีวิต – นิสัยและบทบาทใหม่ (New Normal – Habits & Roles) โดยองค์ประกอบที่จะนำมาใช้ในการประเมินก็มีด้วยกัน 7 หัวข้อหลัก ซึ่งในวันนี้ ดิฉันก็จะขอยกตัวอย่างการใช้หลักการทั้ง 7 ข้อนี้ มาใช้ในการพัฒนาตนเอง จะเป็นยังไงเราไปทำความเข้าใจกันเลยค่ะคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกคน^^
เริ่มจากหัวข้อที่หนึ่ง Occupational Identity คือเราต้องรู้ตัวเองว่าเราต้องการที่จะทำกิจกรรมอะไร เป็นเหมือนจุดประกายความคิดว่าเราอยากทำหรือสนใจที่จะทำอะไร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจที่อยากจะนึกคิดที่จะทำหรืออยากทำสิ่งใหม่ๆที่คุณยังไม่ได้ทำ และเมื่อเราหาสิ่งที่เราจะทำได้อย่างชัดเจนแล้ว เราต้องรู้ด้วยว่ากิจกรรมนั้นทำแล้วมีประโยชน์กับตัวของคุณอย่างไร และรู้ว่าเหตุผลทำไมคุณถึงคิดอยากจะทำสิ่งนี้เพราะอะไร เมื่อเรารู้เป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราก็ไปสู่หัวข้อที่สอง Occupational Competence คือต้องรู้ถึงศักยภาพหรือความสามารถสูงสุดของตัวเองที่จะเข้าถึงกิจกรรมที่เราต้องการที่จะทำได้อย่างสมบูรณ์เพื่อพัฒนาทักษะที่ยังไม่ถนัด หรือทำกิจกรรมที่ยังไม่เคยทำเลยให้สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความชำนาญเมื่อเราทำบ่อยๆจนเกิดความเคยชินนั่นเอง ไปต่อกันที่หัวข้อที่สามกันเลย Participation คือ การที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมข้างต้นที่เราสนใจที่จะทำ อย่างเช่นการทำงาน การเล่น การทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ เป็นต้น เมื่อเราเข้าไปมีส่วนร่วมได้เราก็จะสามารถดึงศักยภาพความสามารถออกมาได้ หัวข้อที่สี่ Performance คือ การที่เรารู้ว่ากิจกรรมที่เราจะทำเนี่ย เราสามารถทำอะไรได้บ้างหรือไม่สามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งการทำกิจกรรมนี้ต้องใช้หลากหลาย skills มาประกอบกัน ไปดูกันที่ข้อห้ากันเลย skills คือทักษะต่างๆที่เราจะใช้ในการทำกิจกรรม อย่างเช่น Communication skills , Interaction skills เป็นทักษะการสื่อสารเราสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ไหม เข้ากับสังคมได้ไหม หรือการเคลื่อนไหวร่างกายในส่วนต่างๆ คำนึงถึงกิจกรรมที่เราต้องการจะทำเพื่อพัฒนาตนเองเนี่ย เรามี Performance ที่สามารถทำหรือฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเองได้ไหม เป็นต้น ต่อมาเราก็ต้องมาพิจารณา Vituation ,Habituation และ Performance Capacity ซึ่งอยู่ในข้อที่หก ในส่วนนี้จะเน้นไปทางเจตจำนงหรือเจตนาหรือความตั้งใจที่เราจะทำจริงๆ การแสดงความรู้สึก/พฤติกรรมในขณะที่เราทำกิจกรรม อุปนิสัยที่เราจะแสดงออกในการทำกิจกรรมที่เราเลือกไว้ข้างต้น เพื่อให้นึกภาพออก ก็ประมาณว่า เมื่อเราอยากจะทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง เราก็ต้องมีความตั้งใจทำ ในการตั้งใจทำก็จะมีการแสดงออกของอารมณ์ของเราที่เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำจนประสบผลสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เป็นต้น ในส่วนสุดท้าย ข้อที่เจ็ด Environment ก็คือสิ่งแวดล้อมต่างๆที่มีทั้งเอื้อต่อการพัฒนาตนเองหรือไม่เอื้อต่อการพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศหรือคนรอบข้างล้วนมีผลต่อการทำกิจกรรมทั้ง6ข้อในข้างต้น สิ่งแวดล้อมที่มันเอื้อเราอยู่แล้วมันก็ส่งผลดีต่อเราที่จะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นโดยไม่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคแก่เรา ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อเรา เราอาจจะมีการปรับเปลี่ยนนิดๆหน่อยๆเพื่อให้สิ่งนั้นไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตัวเรา เพื่อให้การพัฒนาตนเองได้มีประโยชน์หรือมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่เราจะทำได้นั่นเอง
สุดท้ายนี้หวังว่า หลักการพัฒนาตนเอง style นักศึกษากิจกรรมบำบัดนี้จะเป็นประโยชน์ หรือเป็นแนวทางให้กับคุณผู้อ่านได้ ไม่มากก็น้อย ขอขอบพระคุณ ที่ติดตามและอ่านบทความนี้จนจบ ถ้าหากมีข้อความตรงไหนผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยไว้ ณ ที่นี้ หรือมีเนื้อหาตรงส่วนไหนยังไม่ครบถ้วน ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ผู้เขียนสามารถนำไปปรับปรุงในครั้งหน้าได้ค่ะ
นางสาวอัญชลี กุมภาศรี รหัสประจำตัว 6323008 นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่1 มหาวิทยาลัยมหิดล