ไม่ควรมองอะไรเพียงด้านเดียว

ถวิล
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
คนเราไม่ควรจะมองอะไรเพียงด้านเดียวแล้วด่วน นำมาตัดสินเพราะจะก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนไป จากข้อเท็จจริงได้ ฉะนั้นนักบริหาร จึงควรมีข้อมูลหลาย ด้านเพียงพอก่อนจะวินิจฉัยสั่งการออกไปและจะทำให้ ข้อวินิจฉัยสั่งการไปนั้น ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายได้ และประการสำคัญคนในองค์กร หรือในสังคมจะไม่แตกแยกกันเพราะความเห็น ไม่ลงรอยกันนั้นเอง

ไม่ควรมองอะไรเพียงด้านเดียว

ดร.ถวิล อรัญเวศ


     ทุกวันนี้ เรามักจะได้ยินได้ฟัง
หรือพบเห็นการนำเสนอข่าวที่ตื่นเต้น
เร้าใจ และมีเพียงถ้อย คำสั้น ๆ
ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่ดี และเป็นความจริง
ก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่จริง
เป็นเพียงการนำเสนอข่าวเพื่อก่อให้เกิด
ความตื่นอกตื่นใจน่าติดตาม
ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้
ฉะนั้น โบราณ ท่านจึงสอน
ให้มองอะไรไม่ควรมองเพียงด้านเดียว
ควรมองหลายๆ ด้าน
โดยเฉพาะนักบริหารถ้าไปเชื่อ
ลูกน้องเพียงคนใดคนหนึ่ง
ก็คงไม่ถูกต้องนักแม้แต่เรื่องนี้
พระพุทธองค์ก็เคยตรัสสอนไว้แล้ว
ในหลักกาลามสูตรหรือสูตรว่าด้วย
การจะเชื่ออะไร อย่าเพิ่งด่วน
ตัดสินใจเชื่อง่าย ๆ ต้องพิสูจน์
ให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนจึงเชื่อ

ดังที่ว่า

“สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น
สิบตาเห็น ไม่เท่ามือคลำ”


ข้อเสียของการมองอะไรเพียงด้านเดียว

        การมองอะไรเพียงด้านเดียว
แล้วด่วนสรุป จะก่อให้เกิดความเห็นที่ไม่ลงรอยกันได้
ถ้ามีความเห็นที่ไม่ตรงกันแล้วไซร้ ก็จะก่อให้เกิด
ความแตกแยกของคนในองค์กร หรือในสังคมได้
โดยเฉพาะถ้าเรื่องที่มองนั้น ไม่เป็นความจริงแล้ว
ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายได้

    

  เรื่องนี้ ขอยกนิทานปรัมปราซึ่งได้เล่ากันสืบกันมาว่า

     กาลครั้งหนึ่ง พระราชาพระองค์หนึ่ง
ทรงนึกสนุกขึ้นมา จึงตรัสสั่งให้เจ้าหน้าที่
พระราชวังประชุมคนตาบอดในเขต
พระนครและโดยให้นำคนตาบอดมา
ประมาณ ๑๒ คน

คนตาบอดเมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่
ก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสเข้าวัง

     เมื่อคนตาบอดมาพร้อมกันแล้ว
พระราชาจึงทรงสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดแบ่ง
คนตาบอดออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ คน
รวม ๖ กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มจับเพียงเฉพาะ
อวัยวะส่วนใด ส่วนหนึ่งของช้างเท่านั้น

     จากนั้น พระราชาจึงเรียกคนตาบอด
ทุกกลุ่มมาพร้อมกันแล้วให้คนตาบอดแต่ละกลุ่ม
บรรยายลักษณะของช้างตามที่ตนได้รับรู้มา

     คนตาบอดในแต่ละกลุ่มบอกลักษณะของช้าง
แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอวัยวะของช้างที่พวกเขา
ได้สัมผัสมา ๖ กลุ่ม

พวกที่คลำปลายหางช้าง
บอกว่าช้างเหมือนไม้กวาด

พวกที่คลำหางช้าง ก็
บอกว่าช้างเหมือนสาก

พวกที่คลำลำตัวช้าง
ก็บอกว่าช้างเหมือนยุ้งข้าว

พวกที่คลำงวงช้าง ก็
บอกว่าช้างเหมือนง่อนไถ

พวกที่คลำหูช้าง
บอกว่าช้างเหมือนกระด้ง

พวกที่คลำหัวช้าง
บอกว่าช้างเหมือนหม้อ

        พระราชาจึงตรัสถามพร้อมกันอีก
ครั้งหนึ่งว่าที่แท้จริงแล้ว
ช้างมีลักษณะเป็นอย่างไรกันแน่

         คนตาบอดต่างถกเถียงกันใหญ่ว่า
ลักษณะที่กลุ่มของตนได้กราบทูลต่อพระราชา
ถูกต้องแล้ว เพราะคลำมากับมือ และไม่ได้
คลำเพียงคนเดียว คลำ ๒ คน และ
ก็คลำตั้ง ๒-๓ ครั้ง จนมั่นใจแล้ว

        คนตาบอดต่างคนต่างไม่ยอมยังยืนยัน
ความคิดของตน สุดท้ายไม่มีใครฟังใคร
คนตาบอดจึงได้ชกต่อยกันชุลมุน
พระราชาจึงทรงพระสรวลด้วย
ความพึงพอพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก

       เรื่องคนตาบอดคลำช้างจึงถือ
เป็นข้อคิดได้ว่า การมองอะไรเพียงด้านเดียว
ยังไม่เพียงพอ เพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดได้
ในองค์รวมที่แท้จริง เพราะสิ่งที่มองด้านเดียว
จะได้ข้อเท็จจริงด้านเดียว

     ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ต้องมองหลายด้าน
และมองให้เห็นความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ
จึงจะทำให้ได้ข้อมูลชัดเจน

     การมองเพียงด้านเดียว เมื่อนำข้อเท็จจริง
มาแลกเปลี่ยนกันถ้าต่างฝ่ายต่างยืนยันกัน
โดยไม่ตรวจสอบให้ข้อเท็จจริงแล้ว
ย่อมก่อให้เกิดข้อทะเลาะวิวาทกันได้

     พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
“คนทั้งหลายที่มองอะไรเพียงด้านเดียว
ย่อมถือข้อขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน”

        ฉะนั้น จึงควรลดการมองจากด้านเดียว
มามองหลายด้าน จะทำให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น
และช่วยลดข้อขัดแย้งได้ เมื่อลดข้อขัดแย้งได้
ย่อมจะก่อให้เกิดความสุขสงบได้ในครอบครัว
ในสังคมและในประเทศชาติ คนในองค์กร
ก็จะไม่แตกความสามัคคี



สรุป

       คนเราไม่ควรจะมองอะไรเพียง
ด้านเดียวแล้วด่วนนำมาตัดสินเพราะ
จะก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนไป
จากข้อเท็จจริงได้ ฉะนั้นนักบริหาร
จึงควรมีข้อมูลหลาย
ด้านเพียงพอก่อนจะวินิจฉัยสั่งการ
ออกไปและจะทำให้ข้อวินิจฉัยสั่งการไปนั้น
ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายได้
และประการสำคัญคนในองค์กร
หรือในสังคมจะไม่แตกแยกกัน
เพราะความเห็น
ไม่ลงรอยกันนั้นเอง
ท้ายที่สุดขอฝากข้อคิดดังนี้

ก่อนจะเชื่อ สิ่งใด ให้พิสูจน์
ก่อนจะพูดให้ยั้งคิดวินิจฉัย

ก่อนจะทำ กิจการ งานใดใดให้เข้าที 
คิดให้ ถ้วนถี่ จึงจะดีตามมา

---------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความทางวิชาการถวิล อรัญเวศ



ความเห็น (0)