ขณะที่หลวงวิจิตรวาทการเป็นทูตอยู่ที่ประเทศสวิส ได้เกิดการยึดอำนาจในประเทศไทยในปี 2500 เพราะหลังการเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 2500 ที่พรรคเสริมนังคศิลาของรัฐบาลชนะการเลือกตั้ง ได้เกิดการประท้วงใหญ่ของนิสิต นักศึกษาและประชาชน กล่าวหาว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นมีการโกงการเลือกตั้ง การต่อต้านรัฐบาลได้เปิดทางให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับคณะทหาร นำกำลังเข้าล้มรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ต่อมาจอมพล สฤษดิ์ได้ยึดอำนาจซ้ำอีก และได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเองในปี 2502 คราวนี้ปรากฏว่าคนหน้าเก่าในวงการเมืองที่จอมพล สฤษดิ์ดึงตัวเข้ามาร่วมงานคนหนึ่งคือหลวงวิจิตรวาทการและเป็นงานสำคัญด้วยถึงขนาดสร้างตำแหน่งใหม่ขึ้นมาเรียกว่า “ปลัดบัญชาการ”ตามกฎหมายจัดระเบียบ ราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2502 มีคนอธิบายว่าเหมือนตำแหน่ง “Chief of Staff” ที่ทำเนียบประธานาธิบดีอเมริกัน คือ ควบคุมดูแลงานที่ทำเนียบของนายกฯเพื่อสนองงานนายกฯให้ลุล่วงไปด้วยดี จึงต้องเป็นคนที่นายกฯไว้วางใจ และมีความรอบรู้สารพัดเรื่อง ซึ่ง หลวงวิจิตรวาทการน่าจะมีคุณสมบัติที่ว่านี้ ท่านจึงเป็นที่ปรึกษาสำคัญโดยไม่ต้องเรียกว่าที่ปรึกษานั่นเอง ท่านจึงเป็นที่เขาว่ากันว่าจอมพล สฤษดิ์เคยบอกว่า “ถือว่าขาดไม่ได้”หลวงวิจิตรวาทการ


ย้อนรอยประวัติบุคคลสำคัญ
พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ
https://goo.gl/9Q4YBJ

หลวงวิจิตรวาทการ : ยอดที่ปรึกษา

ดร.ถวิล อรัญเวศ

                                                    

หลวงวิจิตรวาทการ : ยอดที่ปรึกษา
ผู้เรียบเรียง : ศาสตราจารย์พิเศษ
นรนิติ เศรษฐบุตร
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ประจำบทความ : รองศาสตราจารย์
ดร.นิยม รัฐอมฤต

      บทความนี้ อ้างอิงจาก
สถาบันพระปกเกล้า
อ่านแล้วได้แนวคิดและเนื้อหาสาระมาก

      ผู้เขียนเห็นว่าควรเป็นแบบอย่าง
สำหรับอนุชนรุ่นหลัง
จะได้รับแบบอย่างดีในการมี
มานะต่อสู้ และได้ฝากผลงาน
ไว้อย่างมากมายหลายด้าน

     บทความนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำทาง
การเมืองระดับหัวหน้ารัฐบาลนั้นไม่ว่าจะเป็น
นายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีจะมี
“ที่ปรึกษา”
เพราะผู้นำรัฐบาลมีเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ
การตัดสินใจของหัวหน้ารัฐบาลนั้นย่อมมี
ผลกระทบอย่างมากต่อบ้านเมืองที่ท่านผู้นำเป็น
ผู้ปกครองและบริหารได้

    ในเมืองไทยนั้นหัวหน้ารัฐบาลหลายท่านก็มีที่ปรึกษา
สำคัญที่มีความรู้ความสามารถ และก็มีทั้งที่เปิดเผยตัว
และที่ไม่เปิดเผยตัว ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยแล้วหลายท่าน
มีที่ปรึกษาและเปิดเผยให้รู้กันพอสมควร นายกรัฐมนตรีคนแรก
คือ พระยามโนปกรณ์  นิติธาดานั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็น
ที่ปรึกษาสำคัญ แต่สำหรับนายกรัฐมนตรีคนที่สอง
พระยาพหลพลพยุหเสนานั้น ที่ปรึกษาสำคัญของท่าน
คือ ท่านวรรณไวทยากร หรือภายหลัง คือ
กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ ท่านสำคัญถึงขนาด
นายกรัฐมนตรีต้องขออนุญาตต่อ
สภาผู้แทนราษฎรให้ที่ปรึกษาท่านนี้เข้าไปชี้แจงในสภาผู้แทนฯได้

     ในครั้งนี้จะคุยถึงยอดที่ปรึกษาของนายกฯท่านหนึ่ง
ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้มีบทบาทหลายด้าน ทั้งในวงการการเมือง
วงการประวัติศาสตร์ วงการวรรณกรรม และ
วงการศิลปะการแสดง ตลอดจนวงการทูต
ท่านผู้นี้ คือ "พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ"


     ท่านมียศทหารถึงพลตรี แต่บทบาททางทหารของท่านนั้น
ดูจะมีอยู่น้อยมาก เพราะท่านได้ยศทางทหารอันเนื่องมาจาก
ความสามารถทางด้านอื่นที่ส่งเสริมให้ท่านได้รับการพิจารณา
ยศทางทหารของกองทัพบก ชีวิตและงานของ
พลตรีหลวงวิจิตรวาทการนั้นมีหลายฉาก และเป็นที่น่าสนใจมากด้วย

    หลวงวิจิตรวาทการ เป็นคนต่างจังหวัด
บ้านเกิดของท่านอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี
ท่านเกิดเมื่อวันที่ 11 เดือนสิงหาคม
ปี พ.ศ. 2441 บนแพที่พักของบิดามารดา
ที่จอดอยู่ในแม่น้ำสะแกกรัง หน้าบ้านนายอำเภอผู้เป็นตา

   บิดาของท่าน ชื่อ อิน มารดาชื่อ คล้าย
เมื่อเกิดนั้นท่านมีชื่อว่า
“กิมเหลียง” นามสกุลที่ใช้ก็คือ วัฒนปฤดา

   ที่ท่านตั้งขึ้น ชื่อของท่านนี่เองที่มีผู้เข้าใจว่า
ท่านเป็นลูกจีน แต่ท่านได้เคยบอกให้รู้กันว่า
ท่านเป็นลูกไทย ให้ดูที่ชื่อของบิดามารดา
ของท่านก็ได้

   เมื่อยังเล็กท่านได้รับการศึกษาเบื้องต้น
ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดขวิด ที่จังหวัดอุทัยธานี
ต่อมาท่านได้เล่าเอาไว้ว่า
“พ่อแม่ไม่มีทุนจะให้เข้าศึกษาต่อไป
จึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ได้เข้าศึกษาในทางธรรม
อยู่ในวัดมหาธาตุ ตั้งแต่อายุ 13 ขวบ
จนถึงอายุ 20 ปี”
    จากนั้นท่านได้สึกจากพระสงฆ์ หลังจากจบ
ได้เปรียญ 5 ประโยค
สอบได้เป็นที่หนึ่งของประเทศ
ออกมาเป็น “มหา”หนุ่ม

   เมื่อท่านลาสิกขาบท ออกจากวัดแล้วท่าน
มหากิมเหลียงก็สอบเข้าทำงานเป็นเสมียนที่
กระทรวงการต่างประเทศ
คนที่เข้าทำงานเป็นเสมียนกระทรวงนี้ในตอนต้น
แล้วได้ดีมีตำแหน่งสำคัญของบ้านเมืองใน
ตอนท้ายก็มีอยู่หลายคน

    ท่านมหากิมเหลียงนั้นต่อมาก็ได้เป็นถึง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเลยทีเดียว
ท่านเป็นคนทำงานดี ทำอยู่ประมาณ 2 ปีกว่าก็ได้
ออกไปเป็นผู้ช่วยเลขานุการสถานทูตไทยที่ปารีส
ประเทศฝรั่งเศส

ท่านออกเดินทางไปพร้อมกับ นายจรูญ
สิงหเสนี หรือหลวงสิริราชไมตรี ที่ไปเป็นเลขานุการสถานทูต
และนายจรูญ ผู้นี้เองที่เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ประชุมหารือกันเรื่อง
เปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินที่นครปารีส แต่
นายกิมเหลียงก็มิได้ร่วมในกลุ่มผู้ก่อการฯ ท่านอยู่ที่ปารีส 6 ปี
ก็ถูกย้ายไปยังสถานทูตไทยที่นครลอนดอน ไปอยู่ที่อังกฤษอีก 3 ปี
จึงได้เดินทางกลับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2470

     แม้จะไปเริ่มเรียนระดับมหาวิทยาลัยทั้งที่ฝรั่งเศสและอังกฤษ
แต่ต้องทำงานด้วย ดังนั้น ท่านจึงไม่ได้ปริญญากลับมา
ส่วนความรู้และประสบการณ์นั้นมีเต็มตัว กลับมา
ที่กระทรวงมีฝีมือจึงได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากองการเมือง
ในปี พ.ศ. 2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ
หนึ่งปี ตอนนั้นท่านก็ได้รับเชิญไปปาฐกถาบ้างแล้ว
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ หน้าที่
การงานก็ยังดีได้เป็นเจ้ากรมปกาสิต
ด้วยเป็นผู้ที่มีฝีมือในงานประพันธ์

    พลตรีหลวงวิจิตรวาทการจึง
มีงานเขียนทั้งที่เป็นเรื่องแต่ง
และบทความออกเผยแพร่

    หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองฯได้ไม่นาน
พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ
ก็ได้เขียนหนังสือการเมืองออกเผยแพร่สองเล่ม
เล่มแรกคือ “การเมืองการปกครองของกรุงสยาม”
ซึ่งขายดีมาก ถัดมา
อีกเดือนหนึ่งท่านก็เขียน
“คณะการเมือง” ออกมาเผยแพร่
เล่มหลังนี้ คือ หนังสือว่าด้วย
พรรคการเมืองนั่นเอง

     จากนั้นไม่นานท่านก็ลาออกจากการรับราชการที่
กระทรวงการต่างประเทศที่คนแย่งกันเข้าทำงาน
ออกรับบำนาญเพื่อเป็นนักเขียนและ
นักหนังสือพิมพ์ มีคนคิดกันว่าท่านลาออกมา
เพื่อคิดจะเล่นการเมืองในแนวทางประชาธิปไตย
และคิดตั้งพรรคการเมือง ดังที่มีเล่าอยู่ในหนังสืองานศพ
ของท่านว่า

“...เมื่อหลวงวิจิตรออกจากราชการแล้ว
ก็รวมคนดีมีปัญญาได้หลายคน
มีพระยาโทณวนิกมนตรี (วิสุทธิ์ โทณวนิก)
อดีตเสนาบดีว่าการกระทรวงการคลัง
สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นต้น
ตั้งคณะการเมืองขึ้นคณะหนึ่ง
ให้ชื่อว่า ‘คณะชาติ’...”

    แต่พรรคการเมืองชื่อ “คณะชาติ”ก็ตั้งไม่ได้
เพราะนายกรัฐมนตรี พระยามโนกรณ์นิติธาดา
ไม่เห็นด้วยที่จะให้มี

คณะการเมืองหรือพรรคการเมืองในเวลานั้น
จึงไม่ให้ตั้งและไม่ให้สมาคมคณะราษฎร
ที่ได้จัดตั้งมาก่อนมีอยู่ต่อไปด้วย
เหตุที่ว่านี้เกิดขึ้นตอนปลายปี 2475
(สมัยนั้นเดือนสุดท้ายของปี
คือเดือนมีนาคม)

    พลตรีหลวงวิจิตรวาทการออกจากราชการมาไม่นาน
นักท่านก็กลับเข้ารับราชการใหม่ คราวนี้บอกกันว่า
เพื่อนของท่านในคณะราษฎรได้ชวนให้ท่านกลับ
เข้ารับราชการ และยังเล่าอีกว่าท่านได้รับแต่งตั้ง
ให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
และนี่เองที่เป็นการเปิดทางให้ท่านขึ้นเป็น
อธิบดีกรมศิลปากรในเวลาต่อมา

    เขาว่ากันว่าท่านได้รับความสนับสนุนจากคนสำคัญ
ในคณะราษฎรสองท่านคือนายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม
และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

   ชีวิตการเมืองของหลวงวิจิตรวาทการที่ทำท่าจะเริ่มต้น
ตอนที่คิดตั้ง “คณะชาติ” เมื่อปลายปี 2475
เพื่อแข่งขันกับสมาคมคณะราษฎร ในรูปแบบที่เป็นพรรคการเมือง
แต่ไม่ลุล่วงมาได้นั้น ปรากฏว่าในที่สุดฝีมือการทำงาน
ของท่านก็ทำให้ผู้มีอำนาจในคณะราษฎรนำเอา
หลวงวิจิตรเข้าร่วมรัฐบาลในวันที่ 2 สิงหาคม ปี 2480
เป็นรัฐมนตรีลอยของรัฐบาลที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนา
เป็นนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลนี้อายุสั้นอยู่ได้ไม่ถึง 5 เดือน
เพราะนายกฯ ยุบสภาในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2480

    หลังการเลือกตั้งใหม่ พระยาพหลฯได้กลับมาเป็นนายกฯใหม่อีกครั้ง
หลวงวิจิตรวาทการก็ยังได้ร่วมรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีลอยเหมือนเดิม
จนถึงวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2481 นายกรัฐมนตรีท่านก็ยุบสภาฯอีก

หลังเลือกตั้งคราวนี้พระยาพหลฯไม่ได้กลับมาเป็นนายกฯ มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้ารัฐบาล ได้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ นายพันเอกหลวงพิบูลสงครามขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าหลวงวิจิตรฯ ก็ได้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่กับนายกฯ คนใหม่ ซึ่งก็ยังคงเป็นผู้นำของคณะราษฎรอยู่เช่นเดิม แต่บทบาทของหลวงวิจิตรวาทการดูจะมากขึ้น นายกฯคนใหม่นั้นดูจะฟังคำเสนอแนะของหลวงวิจิตรฯ มากทีเดียว ช่วงนี้คือช่วงที่มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ทั้งเป็นช่วงที่นายกรัฐมนตรีเน้นบทบาท “ท่านผู้นำ”บางทีก็เรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็นช่วงเวลา “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย มานำไทยไปสู่อำนาจ”และรัฐบาลก็พยายามทำให้ประเทศไทยมีความเหมือนกับประเทศตะวันตกในหลายเรื่องหลายกรณี ร่วมทั้งกำหนดวันขึ้นปีใหม่ของไทยเสียใหม่ จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2484 โดยรัฐบาลเสนอเรื่องให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 1 สิงหาคม ปี 2483 ตัวแทนรัฐบาลที่แถลงชี้แจงในสภาฯก็คือรัฐมนตรีลอยที่ชื่อหลวงวิจิตรวาทการนั่นเอง

       ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นขอเดินทัพผ่านไทยในวันที่ 8 ธันวาคม ปี 2484 แล้ว
นายกฯ หลวงพิบูลสงครามได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่ากาะทรวงต่างประเทศเองด้วย และในวันที่ 25 มกราคม ปี 2485 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของหลวงพิบูลสงคราม ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

   งานด้านต่างประเทศจึงมีมากและสำคัญ ประกอบกับนายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศได้ลาออกเพื่อไปเป็นทูตที่ประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่งจึงว่าง นายกฯ ได้เลือกเอาหลวงวิจิตรวาทการเข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในวันที่ 7 มีนาคม ปี 2485 เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี และในรัฐบาลของนายกฯ หลวงพิบูลฯ นี่เองที่หลวงวิจิตรฯ ได้ก้าวขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ ที่แสดงว่า
นายกฯ หลวงพิบูลฯ ไว้วางใจหลวงวิจิตรฯ มาก และเมื่อจะเอานายดิเรก ชัยนาม กลับจากญี่ปุ่น ในช่วงสงครามที่กำลังงวดลง ท่านก็ขอให้หลวงวิจิตรฯ ไปเป็นทูตที่ญี่ปุ่นแทน

    ครั้นรัฐบาลของหลวงพิบูลสงครามเจอมรสุมการเมืองในสภาฯ เพราะสภาฯไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดถึง 2 ฉบับ นายกฯจึงลาออกในเดือนกรกฎาคม ปี 2487 และต่อมาเมื่อไทยมีกฎหมายว่าด้วยอาชญากรสงคราม อดีตนายกฯ ผู้ประกาศสงครามก็เจอข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม
หลวงวิจิตรวาทการตกเป็นผู้ต้องหาด้วยและท่านก็ถูกควบคุมตัวที่ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ดำรงตำแหน่งทูตไทยอยู่ที่นั่น และนำกลับมาไทยมาขึ้นศาลไทย แม้จะมีเคราะห์แต่ก็เคราะห์ดี ถูกคุมตัวเป็นผู้ต้องหาคดีอาชญากรสงครามได้ไม่นาน ในเดือนมีนาคม ปี 2489 ศาลสถิตยุติธรรมวินิจฉัยว่ากฎหมายอาชญากรสงครามจะใช้ย้อนหลังไม่ได้ ผู้ต้องหาคดีนี้ทั้งหมดในไทยจึงพ้นคดี รวมทั้งหลวงวิจิตรวาทการ 


    ชีวิตของท่านนั้นจึงมีขึ้นมีลงอย่างสาหัส ขั้นสูงสุดก็ได้เป็นเจ้ากระทรวงการต่างประเทศที่ตนเคยเป็นเสมียนในครั้งแรก ที่ต่ำสุดก็คือตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาชญากรสงคราม แต่ก็รอดมาได้

     ท่านพลตรี หลวงวิจิตรวาทการเป็นคนที่เขียนหนังสือสอนคนมามาก ท่านจึงไม่เดือดร้อน ครั้นนายเก่าหลวงพิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกฯ อีกหลัง
การรัฐประหารปี 2490 โดยมาเป็นต่อจากนายควงในเดือนเมษายน ปี 2491
หลวงวิจิตรฯจึงได้ฟื้นขึ้นมาอีก คราวนี้ท่านถูกส่งไปเป็นทูตที่ประเทศอินเดีย
ในปี 2495 อินเดียเป็นประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชในปี 2492
จากอินเดียท่านได้รับการแต่งตั้งไปเป็นทูตที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

     ขณะที่หลวงวิจิตรวาทการเป็นทูตอยู่ที่ประเทศสวิส ได้เกิดการยึดอำนาจในประเทศไทยในปี 2500 เพราะหลังการเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 2500
ที่พรรคเสริมนังคศิลาของรัฐบาลชนะการเลือกตั้ง ได้เกิดการประท้วงใหญ่ของนิสิต นักศึกษาและประชาชน กล่าวหาว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นมีการโกงการเลือกตั้ง

การต่อต้านรัฐบาลได้เปิดทางให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับคณะทหาร
นำกำลังเข้าล้มรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม

     ต่อมาจอมพล สฤษดิ์ได้ยึดอำนาจซ้ำอีก และได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเองในปี 2502 คราวนี้ปรากฏว่าคนหน้าเก่าในวงการเมืองที่จอมพล สฤษดิ์ดึงตัวเข้ามาร่วมงานคนหนึ่งคือหลวงวิจิตรวาทการและเป็นงานสำคัญด้วยถึงขนาดสร้างตำแหน่งใหม่ขึ้นมาเรียกว่า “ปลัดบัญชาการ”ตามกฎหมายจัดระเบียบ
ราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2502

    มีคนอธิบายว่าเหมือนตำแหน่ง “Chief of Staff” ที่ทำเนียบประธานาธิบดีอเมริกัน คือ ควบคุมดูแลงานที่ทำเนียบของนายกฯเพื่อสนองงานนายกฯให้ลุล่วงไปด้วยดี จึงต้องเป็นคนที่นายกฯไว้วางใจ และมีความรอบรู้สารพัดเรื่อง ซึ่ง

หลวงวิจิตรวาทการน่าจะมีคุณสมบัติที่ว่านี้ ท่านจึงเป็นที่ปรึกษาสำคัญโดยไม่ต้องเรียกว่าที่ปรึกษานั่นเอง ท่านจึงเป็นที่เขาว่ากันว่าจอมพล สฤษดิ์เคยบอกว่า “ถือว่าขาดไม่ได้”แต่หลวงวิจิตรวาทการ ก็ได้ทุ่มเททำงานให้จอมพล สฤษดิ์อย่างเต็มที่
น่าเสียดายว่าท่านได้ป่วยและถึงแก่อนิจกรรมจากภรรยา คือ คุณหญิงประภาพรรณและบุตรกับธิดาไปในวันที่ 31 มีนาคม ปี 2505

-----------------------------

อยากฝากคำกลอนไว้เป็นข้อคิดสะกิดใจ

อันวัวควาย ตายแล้ว เหลือเขาหนัง

อันช้างตายยัง เหลืองา เป็นศักดิ์ศรี

คนเรานี้ตายแล้ว เหลือไว้ แต่ชั่วดี

คุณความดี ประดับไว้ ในโลกา

เมื่อเจ้ามา เจ้ามีอะไร มากับเจ้า

เจ้าจะมัว โลภมาก ไปถึงไหน

เวลาตาย ไม่เห็น เอาอะไรไป

ติดตามได้ แต่บาปบุญ ของคุณเอง

พรรณไม้ดอกแม้โตได้วันละนิด

ยังความงามพาจิตใจให้สดใส

ก่อนเหี่ยวแห้งหมู่ภมรได้ชื่นใจ

ดูดเกสรบินร่อนไปเลี้ยงรวงรัง

อันมนุษย์ เกิดมาอยู่ คู่กับโลก

มีสุขทุกข์โศก โรคภัย ตายแล้วเผา

ก่อนจะดับ ลับโลกไป เพราะมัจจุราชมารับเอา

ท่านเราและเขาควรปลูกฝังความดีไว้ให้โลกชม