ปัญหาครอบครัวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป เพราะทุกครอบครัวล้วนมีเหตุให้เกิดความขัดแย้งอยู่เสมอ ทั้งเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่าง อุปนิสัย ปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะปัญหาด้านการเงินที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้งครอบครัวในปัจจุบัน อย่างเรื่องหนี้สิน เมื่อรายได้ที่ไม่พอรายจ่ายส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความเครียด วิตกกังวล นำมาซึ่งการแสดงออกพฤติกรรมรุนแรงได้ เช่น ความรุนแรงทำร้ายคนในครอบครัว ผู้หญิงหรือเด็ก และที่น่าตกใจ คือ ผู้เห็นการณ์เมินเฉยในการให้ความช่วยเหลือ
ดังนั้นการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรใส่ใจ และไม่ควรเพิกเฉยอีกต่อไป หากยังปล่อยให้มีการกระทำก็จะยิ่งเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนในชุมชนหรือหน่วยงานทางภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทช่วยยับยั้งความรุนแรงนี้ให้หมดไป
ตัวอย่างของการจัดการความรุนแรงในครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ เช่น ที่เทศบาลตำบลด้านช้าง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ที่ใช้กระบวบการความร่วมมือของผู้นำชุมชนและคนชุมชนช่วยกันสอดส่องเฝ้าระวังและป้องกันความรุนแรงในครอบครัว
ดวงพร พุ่มจำปา หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลด่านช้าง เปิดเผยกรณีตัวอย่างที่ชุมชนเข้าไปจัดการในเรื่องนี้ว่า เวลาที่ผู้ปกครองมาส่งบุตรหลานตอนเช้า ทางครูจะตรวจสภาพร่างกายเด็กอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งสองฝ่ายว่า เด็กที่เข้ามาไม่มีบาดแผล และหลังจากเลิกเรียนก็จะไม่มีบาดแผลอะไรเช่นกัน พอเข้ามาในชั้นเรียนครูประจำชั้นก็จะตรวจคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง
ประสบการณ์ตรงของศพด.เทศบาลตำบลด่านช้าง เมื่อครูพบเด็กรายหนึ่งมีบาดแผล ฟกช้ำตามตัว แต่ผู้ปกครองก็ยืนยันว่าเด็กดื้อซนหกล้มเอง แต่เมื่อเข้าสัปดาห์ที่สอง แผลก็ไม่ลดลงเลย ขณะเดียวกันเด็กที่เคยร่าเริงแจ่มใส กลับซึม ปลีกตัว อยู่ตัวคนเดียว พอเลิกเรียนก็ไม่อยากกลับบ้าน อยากอยู่กับบครู
“เราเห็นความผิดปกติ จึงถอดเสื้อเด็กดูจึงได้เห็นมีรอยถูกทำร้ายเต็มตัว ทั้งรอยกัด รอยบุหรี่” ดวงพร บอก เธอจึงมั่นใจว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายมาแน่นอน จึงนำเรื่องไปปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่เทศบาล ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนเพื่อให้ทราบเรื่อง และเรียกแม่มาเปิดใจพูดคุย ในที่สุดก็ยอมรับว่า พ่อเลี้ยงเป็นคนทำร้ายเด็ก เพราะตนเองเพิ่งเลิกกับสามี ซึ่งเป็นพ่อของเด็กไป และไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ต้องพึ่งพาสามีใหม่ เขาจะทำอะไรจึงต้องยอม
ครูดวงพร ของเด็กๆ เผยแนวทางแก้ปัญหาว่า เมื่อแม่ไม่มีรายได้ ทางศพด.จึงร่วมกับเทศบาลฯ หาอาชีพเสริม เพื่อให้ยืนได้ด้วยตัวเอง แม่เด็กก็รับปากว่าจะดูแลลูกให้ดีขึ้น นำลูกมาฝากไว้ที่ครูได้ และหากเกิดขึ้นอีกจะมีการดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ขณะเดียวกันยังมีเครือข่ายเฝ้าระวังปัญหาความรุนแรงร่วมกันสอดส่องอีกทางหนึ่ง
ส่วนศูนย์พัฒนาครอบครัวชุมชนเทศบาลตำบลวาปีปทุม อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว โดยการส่งเสริมให้เกิดครอบครัวอบอุ่น ใช้ความรักและความเข้าใจในการแก้ปัญหาเพื่อลดเหตุของการเกิดความรุนแรง ซึ่งได้มีการตั้งคณะทำงานในชุมชนมุ่งเน้นการเฝ้าระวังและให้คำปรึกษาเด็กและเยาวชน ให้ครอบครัวตะหนักและร่วมกันเฝ้าระวัง พร้อมทั้งช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในครอบครัว นำมาซึ่ง “ศูนย์สร้างสุข” ในชุมชนตำบลวาปีปทุม
รื่น แสนวงษ์ ประธานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเทศบาลตำบลวาปีปทุม บอกถึงแนวคิดของศูนย์สร้างสุขของตำบลว่า ต้องการให้ครอบครัวคงความเป็นสถาบันหลัก ให้สมาชิดทุกคนรักกัน ใกล้ชิดกัน คิดถึงกัน ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรในครอบครัวได้ จึงได้มีการส่งเสริมอาชีพให้กับครอบครัวที่ลำบาก เช่น ครอบครัวหนึ่งมีพ่อติดเหล้า แล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาทบ่อย เนื่องจากเงินรับจ้างรายวันไม่พอรายจ่าย ทางเทศบาลฯ จึงช่วยหางานให้ โดยให้รับปากว่าจะทำตัวเป็นคนดีและปรับเลี่ยนพฤติกรรม ส่งเสริมให้แม่ร้อยพวงมาลัยไปขาย และที่สำคัญคือการส่งเสริมให้ทุกคนหันมาพูดจากันดี ระมัดระวังคำพูด สร้างบรรยากาศครอบครัวให้มีแต่ความรัก ความอบอุ่น ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะช่วยบรรเทาปัญหาได้
ในเมื่อความรุนแรงในครอบครัวส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางการเงิน ครอบครัวจำนวนมากมี “หนี้สิน” เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งบทบาทของท้องถิ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าไปร่วมแก้ไข ตัวอย่างเช่น 2 ชุมชนตัวอย่างที่ใช้สถาบันการเงินชุมชนและกองทุนหมู่บ้านเข้ามาจัดการปัญหาหนี้นอกระบบ พร้อมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้คนในชุมชนได้ใช้ทำมากิน
ที่ชุมชนบ้านสามหลัง ต.สองแคว อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ในอดีตคนในชุมชนเป็นหนี้นอกระบบเกือบทุกราย ทุกวันจะมีเจ้าหนี้หรือแก๊งหมวกกันน็อคตามทวงหนี้จนใช้ชีวิตไม่ปกติสุข ดอกเบี้ยโหด ที่จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่หมด ทั้งต้นทั้งดอก ปัญหานี้ทำให้คนในชุมชนไม่มีความสุข จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนบ้านสามหลัง
ลัดดา ไชยชนะ นายกเทศมนตรีตำบลสองแคว เปิดเผยว่า จากสภาพปัญหาจึงอยากแก้ปัญหาให้ชุมชน เมื่อเห็นตัวอย่างชุมชนข้างเคียงที่เป็นหนี้นอกระบบต้องทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายจึงไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น มีหลายครอบครัวที่ขายบ้านขายทรัพย์สินไปใช้หนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจผู้นำชุมชนที่อยากจะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้หมดไป
ทางนายกเทศมนตรีตำบลสองแควจึงชักชวนผู้นำชุมชนและชาวบ้านมาอออมเงิน ลงหุ้น ด้วยแนวคิด “ยามมีเรามาฝาก ยากยากเรามาถอน” มีการปล่อยกู้ให้ผู้ที่มีหนี้สินนำไปใช้หนี้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือใครอยากจะมีเงินเพื่อนำไปลงทุนสร้างอาชีพ ก็มีให้
ปัจจุบันสถาบันการเงินชุมชนบ้านสามหลัง มีสมาชิก 388 คน 254 ครัวเรือน และมีเงินทุนมากถึง 10 ล้านบาท จากที่เริ่มต้นเพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น และที่สำคัญหนี้นอกระบบในชุมชนหมดไปอย่างถาวร
ส่วนที่หมู่บ้านมะเกลือใหม่ เป็นอีกชุมชนที่ประสบปัญหาหนี้นอกระบบ ชาวบ้านหลายรายต้องสูญเสียที่ดินทำกินจากการนำไปจำนองกับนายทุน วันนี้ชาวมะเกลือใหม่ไม่ต้องพึ่งเงินกู้จากนายทุนอีก เมื่อมีกองทุนหมู่บ้านที่เข้ามาช่วยเหลือ “จริงจัง ตั้งใจ เพื่อไถ่หนี้คืน”
สะปอย ชัยประเสริฐ เหรัญญิกกองทุนหมู่บ้านมะเกลือใหม่ บอกว่า เมื่อประมาณสิบปีก่อนชาวบ้านเป็นหนี้นอกระบบกันมาก เพราะรายได้ต่ำ หาเช้ากินค่ำ ครั้งจะไปกู้เงินกับสถาบันการเงินก็ไม่ได้ จึงต้องพึ่งพานายทุน จนกระทั่งวันหนึ่งชาวบ้านมาบอก ว่าที่ดินตกเป็นของนายทุนไปแล้ว เพราะไม่มีเงินจ่าย ตนจึงนำเงินไปให้ไปใช้ดอกเบี้ยก่อน ส่วนเงินต้นแนะนำให้กู้กับกองทุนหมู่บ้านแล้วเอาโฉนดที่ดินมาเก็บไว้กับกองทุนฯ เพื่อไม่ให้กลับไปกู้อีก
“ภายหลังจากกรณีนี้ก็ให้การช่วยเหลืออีก 6 รายที่เดินเข้ามาขอรับการช่วยเหลือ เราก็ให้เข้าสู่กระบวนการของกองทุนหมู่บ้าน โดยให้กู้ได้รายละไม่เกิน 3 หมื่นบาท” สะปอย กล่าวและย้ำว่า หนี้สินที่ลดไป ทำให้มีความสุขกาย สุขใจมากขึ้น ขณะเดียวกันทางกองทุนหมู่บ้านมะเกลือใหม่ ยังมีสวัสดิการให้กับสมาชิก เช่น การเบิกรักษาค่าเจ็บป่วย หรือทุนการศึกษาให้บุตรหลาน
ปัญหาการกระทำความรุนแรงในครอบครัว เป็นหนึ่งในแนวทางความมุ่งมั่นของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สน.3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการสร้างสุขาภาวะ 13 กลุ่มประชากรอันประกอบด้วย เด็ก 0-2 ปี เด็ก 3-5 ปี เด็ก 6-12 ปี เด็กและเยาวชน หญิงตั้งครรภ์ กลุ่มวัยทำงาน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยใช้ทุนทางทางสังคมและศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก
ปัญหาเหล่านี้จะแก้ได้ถ้ามี “ผู้นำชุมชน” เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์