๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ออกกฎหมาย ปลดล็อก " คนค้ำประกัน ผู้จำนอง" มีผลบังคับใช้ เมื่อผ่านพ้นไป ๙๐ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา ก่อนบังคับใช้ ได้ให้โอกาสสถาบันการเงินต้องให้มีการแก้ไขสัญญาเงินกู้ สัญญาการค้ำประกัน สัญญาจำนอง ของคนกู้ คนค้ำ คนจำนอง ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่บัญญัติใหม่นี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน คือ ก่อน ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา (มาตรา ๑๘)
๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ออกกฎหมาย ปลดล็อก
"คนค้ำประกัน ผู้จำนอง" มีผลบังคับใช้ตั้งแต่
วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา
โดยก่อนบังคับใช้ได้ให้โอกาสแก่สถาบันการเงินต้องให้มีการแก้ไขสัญญาเงินกู้ สัญญาการค้ำประกัน สัญญาจำนองให้สอดคล้องกับกฎหมายที่บัญญัติใหม่นี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน คือ ก่อน ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา (มาตรา ๑๘)
----------
ดร. ถวิล อรัญเวศ
๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่
“พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗”
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน (90 วัน)
นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ฅ
คือมีผลบังคับใช้ตั้งแต้ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา
ซึ่งกฎหมาย ฉบับนี้ ให้โอกาสสถาบันการเงิน ผู้ให้กู้แก้ไขสัญญาที่กำหนดข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗”
กำหนดเพิ่มเติมใหม่
สถาบันการเงิน ต้องให้มีการแก้ไขสัญญาเงินกู้ สัญญา
การค้ำประกัน สัญญาจำนองให้สอดคล้องกับกฎหมายที่บัญญัติ
ใหม่นี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน คือ ก่อน ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา (มาตรา ๑๘)
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับอยู่
ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรม
แก่ผู้ค้ำประกัน และผู้จำนองซึ่งมิใช่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่เป็น เพียงบุคคลภายนอกที่ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ในการที่จะชำระหนี้แทนลูกหนี้เท่านั้น
โดยข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติปรากฏ ว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืม มักจะอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่าหรือความได้เปรียบ ในทางการเงินกำหนดข้อตกลงอันเป็นการยกเว้นสิทธิของผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือให้ค้ำประกัน หรือผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น
กรณีจึงส่งผลให้ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปไม่ได้รับความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมทั้งต้องกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายอีกเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
บทบัญญัติที่ปลดล็อก ตามพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา ๖๘๑/๑ บัญญัติไว้ว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม
ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
สำคัญมากครับ มาตรานี้ ถ้าสัญญาขัดกับมาตรา ๖๘๐/๑ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมานี้ ถือว่า สัญญาการกู้เงินเป็นโมฆะ คือไม่มีผลบังคับใช้
เพราะผิดกฎหมาย ถ้าสัญญาการกู้เงินที่ไปกำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม
มาตรา ๖๘๑ วรรค ๓ ที่บัญญัติไว้ว่า สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น (ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด) และ
มาตรา ๖๘๑/๑ บัญญัติไว้ว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
บทบัญญัติใน ปม.แพ่งฯ ที่ปรับปรุงแก้ไขทั้งหมด 17 ประเด็น และผ่านการพิจารณาของ สนช. อาทิ บทบัญญัติมาตรา 681, 686, 691, 700, 727, 728, 729, 735, 737และ 744 เป็นต้น สาระสำคัญ อาทิ
1. เจ้าหนี้ต้องกำหนดรายละเอียดของหนี้และขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันในหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งลูกหนี้อาจผิดนัดชำระไว้ในข้อตกลงปล่อยสินเชื่อ เช่น วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ค้ำประกัน ลักษณะมูลหนี้ วงเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน ระยะเวลาค้ำประกัน ฯลฯ จากเดิมกฎหมายให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมด
2. ให้ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้
เป็นโมฆะ จากเดิมให้ผู้ค้ำต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้
3. ให้ข้อตกลงที่เป็นภาระเกินสมควรต่อผู้ค้ำประกันหรือจำนองเป็นโมฆะ
จากปัจจุบันเจ้าหนี้มักทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่างไปจากบทบัญญัติลักษณะที่ค้ำประกัน ทำให้เป็นภาระแก่ผู้ค้ำประกันเกินสมควร
4. กรณีลูกหนี้ผิดนัด หากเจ้าหนี้ไม่ทำหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันใน 60 วัน ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ฯลฯ
จากเดิมลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้เรียกผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ทันที
5. ให้ผู้ค้ำประกันได้รับประโยชน์จากที่เจ้าหนี้ลดจำนวนหนี้ให้แก่ลูกหนี้ รวมทั้งกำหนดให้ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันเป็นโมฆะ
จากปัจจุบันเจ้าหนี้ลดหนี้ให้ลูกหนี้ โดยไม่ต้องแจ้งผู้ค้ำประกันทราบ ทำให้ผู้ค้ำประกันสามารถปลดเปลื้องหนี้จำนวนที่ลดลงได้
6. ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้อันมีกำหนดเวลาแน่นอน และเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ฯลฯ
จากปัจจุบันเจ้าหนี้อาศัยความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ
กำหนดให้ผู้ค้ำต้องรับผิดมากเกินควร
7. ให้ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้บุคคลอื่นไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่จำนอง
จากปัจจุบันเจ้าหนี้บังคับจำนองได้ไม่คุ้มหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระ มักอาศัยความได้เปรียบบีบบังคับผู้จำนองซึ่งจำนองประกันหนี้บุคคลอื่น ให้ต้องรับผิดแทน
8. ก่อนบังคับจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวผู้จำนองทรัพย์สินประกันหนี้บุคคลอื่นทราบใน 15 วัน นับแต่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ หากเกินกำหนดให้ผู้จำนองหลุดพ้นความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน
จากปัจจุบันเจ้าหนี้ไม่ต้องแจ้งผู้จำนอง
9. หลังหนี้ถึงกำหนดชำระ ผู้จำนองมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล และผู้รับจำนองต้องขายทอดตลาดทรัพย์ภายใน 1 ปี
จากกฎหมายปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติให้ผู้จำนองขอให้มีการบังคับจำนองได้ ทำให้เจ้าหนี้เลือกไม่บังคับจำนอง เพราะหวังได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและถ้าผู้รับจำนองไม่ขายทอดตลาดในระยะเวลากำหนด ให้ผู้รับจำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน
เป็นต้น
มาตรา ๑๘ บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาที่ได้ทําไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เช่น
ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียว
กับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดย
ชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น (ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด) และ มาตรา ๖๘๑/๑ บัญญัติไว้ว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
กฎหมาย ฉบับนี้ ให้โอกาสสถาบันการเงิน ผู้ให้กู้แก้ไขสัญญาที่กำหนดข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗” กำหนดเพิ่มเติมใหม่ภายใน 90 วัน (ก่อน ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน
(90 วัน) นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลบังคับใช้ตั้งแต้ มีผลตั้งแต่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา
โดยให้โอกาสสถาบันการเงิน ผู้ให้กู้แก้ไขสัญญาที่กำหนด
ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ” รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗” กำหนดเพิ่มเติมใหม่
ให้เวลาแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ ถึง 90 วัน ถ้าสถาบัน
การเงินใด ไม่แก้ไขตามที่กฎหมายใหม่กำหนด สัญญาเงินกู้
สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น (ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด) และ
มาตรา ๖๘๑/๑ บัญญัติไว้ว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม
ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
ก่อนใช้กฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดระยะเวลาให้มีการแก้ไขข้อความในสัญญากู้ และค้ำประกันที่ีขัดแย้งกับที่แก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง ภายใน 90 วัน เกินนี้ ถ้าไม่แก้ไข ถือว่าเป็นโมฆะ
*******************************************
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
รายละเอียดของกฎหมายที่แก้ไขปลดล็อกคนค้ำประกัน ผู้จำนอง
สามารถอ่านได้ตรงเว็บไซต์นี้ครับ
เว็บไซต์ http://www.ratchakitcha.soc.go...
