บันทึกชุด มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม(University Social Engagement) นี้    เขียนจากการตีความหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers : Measuring Higher Education’s Role in Economic Development(2012)  ที่มี Jason E. Lane and D. Bruce Johnstone เป็นบรรณาธิการ   และ Nancy L. Zimpher เขียนบทนำ

บันทึกที่ ๑ นี้ เขียนจากการตีความบทนำของหนังสือ เขียนโดย Nancy L. Zimpherผู้ทำหน้าที่อธิการบดี (Chancellor) ของระบบมหาวิทยาลัยของรัฐนิวยอร์กทั้งรัฐ (SUNY – State University of New York)  ระหว่างปี 2009 - 2017   หนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งข้อเรียนรู้เพื่อการทำหน้าที่อธิการบดีของระบบสถาบันอุดมศึกษา (University Systems) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก    และเป็นทั้งเครื่องมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของระบบอุดมศึกษานั้น    รวมทั้งเพื่อเผยแพร่ออกสู่โลก ให้เห็นว่า อุดมศึกษาต้องทำหน้าที่เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ    โดยทำงานเชื่อมโยงผูกพันกับภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่ตนรับใช้   

เป็นหนังสือที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการตีความทำความเข้าใจ นำมาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุดมศึกษาไทย (university transformation) ในยุคกระทรวง อว.    ที่ประกาศว่า เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ     

ผมเพิ่งเข้าใจความใหญ่โตของระบบมหาวิทยาลัยในสังกัดรัฐนิวยอร์ก (SUNY) ว่า มีถึง ๖๔ วิทยาเขต    นักศึกษาเกือบ ๕ แสนคน   อาจารย์และเจ้าหน้าที่เกือบ ๙ หมื่นคน     ใน ๖๔ วิทยาเขต เป็นวิทยาลัยชุมชน ๓๐ วิทยาลัย     เป็นมหาวิทยาลัย ๒๙ แห่ง    และ ๕ วิทยาลัย   กระจายอยู่ทั่วรัฐนิวยอร์กที่ใหญ่โตกว้างขวางและมีความแตกต่างหลากหลายมากในทุกด้าน   

นี่คือระบบมหาวิทยาลัยของรัฐนะครับ   มหาวิทยาลัยในรัฐนิวยอร์ก ที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยของรัฐ และมีชื่อเสียงมากน้อยลดหลั่นลงไป ยังมีอีกมากมาย เช่น Cornell, Columbia, New York University, และสถาบันอื่นๆ อีกกว่าร้อยแห่ง   

เมื่อ Nancy Zimpher ย้ายมาเป็นอธิการบดีของ SUNY ในปี 2009    เธอใช้เวลา ๑๐๐ วันไปเยี่ยมทำความรู้จักวิทยาเขตทั้ง ๖๔ แห่ง    เพื่อหาทางใช้พลังของระบบมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐนิวยอร์ก    การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องง่าย    ผมอ่านระหว่างบรรทัดว่า เธอใช้กระบวนการที่เรียกว่า scholarly inquiry หรือการตั้งคำถามทางวิชาการ ว่าอุดมศึกษาจะเป็นเสาหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ย่างไร     แล้วชักชวนให้คนในหลากหลายวงการมาช่วยกันตอบ  

นำไปสู่การจัดการประชุมวิชาการเรื่อง Universities as Economic Drivers ในเดือนกันยายน 2011 ที่นคร บัฟฟาโล  รัฐนิวยร์ก    และสาระจากการประชุมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers เล่มนี้         

ผมได้เล่าเรื่องการ transform มหาวิทยาลัยของรัฐอริโซนา คือ ASU – Arizona State University ไว้เมื่อสามปีที่แล้วที่ (๑)    เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และเขียนออกมาเป็นหนังสือ Designing the New American University (2015)    โดยตีพิมพ์หลังหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers (2012)    และ ASU เป็นมหาวิทยาลัยที่เล็กและซับซ้อนน้อยกว่า SUNY มาก   

จะเห็นว่าผู้บริหารที่มีชื่อเสียงเด่น ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา มักจะใช้การตั้งเป้าหมายที่ทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่    แล้วตั้งคำถามสู่การดำเนินการให้ได้ผล    ใช้กระบวนการทางวิชาการแนวประยุกต์เพื่อเป็นพลังหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง     อย่างที่ Michael M. Crow เปลี่ยนแปลง ASU    และ Nancy Zimpher เปลี่ยนแปลง SUNY  

 เป้าหมายที่กำหนด เลยจากขอบเขตวิชาการ ออกไปสู่ขอบเขตชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่การเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ ตั้งอยู่    ดังในกรณี ASU คือรัฐอริโซนาทั้งรัฐ    และกรณี SUNY คือรัฐนิวยอร์กทั้งรัฐ    

โดยเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ที่จะต้องหาข้อมูลหลักฐานพิสูจน์ว่าตนทำได้ตามสัญญาจริงๆ    ไม่ใช่ดีแต่พูดหรือสื่อสารเป้าหมาย    ต้องสื่อสารผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงด้วย    เป็นปฏิปทาที่กลไกจัดการระบบอุดมศึกษาในกระทรวง อว. ไทยต้องส่งเสริมให้เกิดเป็นวัฒนธรรมของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้จงได้    

การพิสูจน์นั้นเอง เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานวิชาการว่าด้วยการบริหารมหาวิทยาลัย  ในลักษณะที่บริหารให้เกิด transformation ของมหาวิทยาลัย    และเกิดผลกระทบต่อสังคม

สาระหลักที่บันทึกชุดนี้สื่อคือ มหาวิทยาลัยต้องไม่ดำรงอยู่แบบจำกัดขอบเขตตนเองให้เป็นสมาชิกของชุมชนวิชาการ เท่านั้น    ต้องเปลี่ยนไปดำรงตนในฐานะสมาชิกของชุมชนในเมือง หรือพื้นที่ ที่มหาวิทยาลัยนั้นตั้งอยู่     มหาวิทยาลัยต้องรู้จักใช้พลังจากระบบนิเวศนอกวงวิชาการ  ให้เข้ามาส่งเสริมการทำงานวิชาการหลากหลายด้านของมหาวิทยาลัย    ที่เป็น “วิชาการติดดิน” คือส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่

มองในมุมลบ เป็นความเขลาของสถาบันอุดมศึกษา ที่ดำรงอยู่แบบแยกตัวออกจากชุมชนโดยรอบ    เพราะท่าที (กระบวนทัศน์) และพฤติกรรมแยกตัวจากชีวิตจริง จะสร้างความอ่อนแอให้แก่สถาบันอุดมศึกษานั้นๆ เอง  

กล่าวใหม่ได้ว่า การบริหารสถาบันอุดมศึกษาในยุคนี้    ต้องรู้จักบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนโดยรอบ ให้เข้ามาส่งเสริมความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัย    โดยวัดผลงานที่ผลดีที่มหาวิทยาลัยส่งมอบให้แก่ชุมชนที่ตนรับใช้  

ทรัพยากรดังกล่าวมีอะไรบ้าง จะชัดเจนขึ้นในบันทึกต่อๆ ไป ของบันทึกชุด มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม นี้

ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้จากประเทศเยอรมนี

วิจารณ์ พานิช

๑ ก.ย. ๖๓