เสียงหัวเราะบอกอะไร
บทความใน Scientific American Mind ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๖๒ เรื่อง What’s So Funny? The Science of Why We Lough บอกว่าความเข้าใจเรื่องนี้ในทางวิชาการยังไม่ก้าวหน้ามากนัก รู้แต่ว่ามันมีประโยชน์ยิ่งต่อชีวิตมนุษย์ โดยที่บทความนี้ทบทวนความรู้ด้านชีววิทยา (รวมทั้งวิวัฒนาการ) จิตวิทยา และสังคมวิทยา ของอารมณ์ขัน ไว้อย่างดีเยี่ยม และผมไม่ได้สรุปมาทุกประเด็น
เสียงหัวเราะกับอารมณ์ขันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ในหลายกรณีเสียงหัวเราะไม่ได้เกิดจากอารมณ์ขัน และในหลายกรณีเมื่อเกิดอารมณ์ขัน ไม่มีเสียงหัวเราะ แต่โดยทั่วไปสองสิ่งนี้สัมพันธ์กัน
เขาบอกว่า อารมณ์ขัน และการหัวเราะ มีประโยชน์ต่อชีวิต ช่วยลดความเครียด และช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล ความจริงนี้เรารู้จากชีวิตจริง โดยไม่ต้องมีความรู้ทางวิชาการมาบอก เขาบอกว่า มีหลักฐานทางวิชาการว่า ลิง และหนูก็มีอารมณ์ขัน
ในมิติหนึ่ง อารมณ์ขันเป็นการตอบสนองการสื่อสาร โดยอาจสื่อผ่านเรื่องเล่า คำพูดสองแง่สามง่าม ท่าทาง พฤติกรรม การ์ตูน ภาพ แต่ในทางลึกมีทฤษฎีอารมณ์ขันชื่อ benign violation theory บอกว่า อารมณ์ขันเกิดขึ้นเมื่อมีการฝ่าฝืนกติกาสังคม ในระดับอ่อนๆ ในบทความและในหนังสือต้นเรื่องข้างล่าง ใช้คำว่า violation – benign theory ซึ่งผมเข้าใจว่าเรื่องราวนั้นบอกผู้ฟังหรือรับสารทางอื่นว่า กำลังจะมีเรื่องร้ายหรือไม่เหมาะสมขึ้น ทำให้จิตใจผู้ฟังตึงเครียด และจ้องรับสารต่อว่าเรื่องจะคลี่คลายไปอย่างไร เมื่อคลี่คลายไปในทางที่ไม่ร้ายแรง ผิดความคาดหมาย ก็จะเกิดการผ่อนคลายอารมณ์ฉับพลัน คืออารมณ์ขัน และส่วนใหญ่จะเกิดการระเบิดเสียงหัวเราะ หรือเสียงฮา นั่นคือทฤษฎีล่าสุดว่าด้วยอารมณ์ขัน เสนอในปี ค.ศ. 2010 โดยทีมของ Peter McGraw จากโคโลราโด
ทฤษฎีอารมณ์ขันมีมาแต่โบราณ สอบทานกลับไปได้ถึงสมัยนักปรัชญากรีก คือ เพลโต และท่านอื่นๆ ที่บอกว่า อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะมาจากความเคราะห์ร้ายของผู้อื่น และความรู้สึกว่าตนเหนือกว่า ผมตีความว่านี่คือเสียงหัวเราะเยาะ จากอารมณ์ขันเชิงเยาะเย้ย
ทฤษฎีต่อมาเรียกว่า ทฤษฎีผ่อนคลาย (theory of release) เกิดขึ้นใน(คริสต)ศตวรรษที่ ๑๘ และอธิบายให้ชัดเจนขึ้นโดย ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ว่าเสียงหัวเราะจากอารมณ์ขัน ช่วยให้คนเราปลดปล่อย “พลังประสาท” (nervous energy) ออกมา จากความเขม็งเกลียวทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
ทฤษฎีที่ ๓ เรียกว่า “ทฤษฎีความไม่สอดคล้อง” (theory of incongruity) คือเรื่องราวตอนเริ่มต้นกับตอนจบไม่ไปด้วยกัน จบไม่ตรงความคาดหมาย จริงๆ แล้ว benign violation theory เป็นการอธิบายทฤษฎีความไม่สอดคล้องนี้ให้ลึกขึ้น
จะเห็นว่า อารมณ์ขันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเดียว และมันบอกเราว่าเรื่องราวของพฤติกรรมมนุษย์นั้น เป็นโอกาสเปิดกว้างให้นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เข้าไปค้นคว้าทำความเข้าใจ และวิธีทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในวงกว้างคือการเสนอทฤษฎี แต่จะทำเช่นนั้นได้ต้องมีการเก็บข้อมูลเอามาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ตกผลึกออกมาเป็นทฤษฎี
นักวิชาการไทยจึงน่าจะได้ทำความเข้าใจทฤษฎีเสียใหม่ ว่าเป็นเครื่องมือช่วยให้คนจำนวนมากเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งตรงกัน ไม่ใช่ “ความจริง” หรือ “สัจจะ” ผมตีความว่า ทฤษฎี เป็นเครื่องมือสื่อสารสิ่งที่ซับซ้อน ให้เข้าใจตรงกัน และสื่อสารได้สั้นและรวดเร็ว เราจึงสามารถตั้งทฤษฎี หรือโมเดล ใหม่ได้เสมอ เพื่อการใช้งาน อย่างที่พวกผมเสนอ “โมเดลปลาทู” “โมเดลปลาตะเพียน” ในเรื่องการจัดการความรู้ เมื่อกว่า ๑๕ ปีก่อน
โชคร้ายในอดีต ที่ไม่ก่อความเสียหายมากนัก เมื่อเอามาเล่าหลังจากนั้นเป็นเวลานาน สามารถเล่าให้ตลกขบขันได้ รวมทั้งพฤติกรรมของคนต่างวัฒนธรรม ก็เอามาเล่าให้ผู้ฟังรู้สึกขบขันได้
เพราะเรื่องขบขันอาจมีท่าทีของความรู้สึกเหนือกว่า (ดูถูก) อยู่ด้วย การเล่าเรื่องตลกจึงต้องระมัดระวังว่าใครเป็นผู้ฟัง และต้องคำนึงถึงบริบทเชิงวัฒนธรรมในสังคมนั้นๆ ด้วย ในบางสังคม การถูกดูถูกถากถาง ไม่ถือเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ไนบางสังคมเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ยอมไม่ได้
สาระในบทความใน Scientific American Mind โดย Giovanni Sabato นี้ เขียนดีมาก ช่วยอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่าย สาระส่วนสำคัญมาจากทีมวิจัยของ Peter McGraw และมีในหนังสือเรื่อง The Humor Code : A Global Search for What Makes Things Fun (2014) เขียนโดย Peter McGraw รองศาสตราจารย์ด้านการตลาดและจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด ผู้เป็นผู้อำนวยการของ The Humor Research Lab กับ Joel Warner ผู้เป็นนักเขียน ที่ร่วมกันเขียนโดยการร่วมกันเดินทางไปทั่วโลก เพื่อเรียนรู้ว่าปัจจัยด้านอารมณ์ขัน หรือเรื่องขบขัน แตกต่างกันอย่างไรในต่างวัฒนธรรม
มีความชัดเจนว่า อารมณ์ขัน แตกต่างกันในคนต่างวัฒนธรรม จึงกล่าวแบบกำปั้นทุบดินได้ว่า อารมณ์ขันเป็นทั้งสิ่งที่ติดตัวมากับความเป็นมนุษย์ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการหล่อหลอมเชิงวัฒนธรรม
มีทฤษฎีอธิบายว่า การหัวเราะมี ๒ แบบ คือ Duchenne laughter กับ non-Duchenne laughter เด็กทารกจะยิ้มและหัวเราะแบบไร้เดียงสา เมื่อพอใจกับสิ่งที่พบเห็น นั่นคือ Duchenne laughter ส่วน non-Duchenne laughter เป็นการหัวเราะที่มีจุดมุ่งหมาย มียุทธศาสตร์ มีการคำนวณผลประโยชน์ อาจเจือมุ่งร้าย หรือชิงชัง
อารมณ์ของมนุษย์ ย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ
วิจารณ์ พานิช
๑๓ ก.ย. ๖๓