เงินแม้จะมีคุณอนันต์ แต่ก็มีโทษมหันต์ ถ้าเราใช้ไม่เป็นหรือหามาไม่ถูกต้อง การหาเงินต้องหามาโดยสุจริต ไม่ได้ฉ้อโกงใครเขามา ไม่หาเงินในทางที่ผิดกฎหมาย คนขยันย่อมหาทรัพย์ได้ เงินนั้น สามารถซื้อบริวารได้ แต่ซื้อความซื่อสัตย์จงรักภักดีจากเขาเหล่านั้นไม่ได้ต้องได้ใจเท่านั้น เพราะถ้าได้ใจจะได้ทุกอย่าง เงินนั้น แม้บางครั้งอาจจะสามารถซื้อตำแหน่งได้ แต่จะซื้อศรัทธา ความเคารพรัก นับถืออย่างจริงใจจากผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ เงินซื้ออาหารได้ แต่เงินไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีให้กับเราได้ เราต้องดูแลเอง จริงอยู่เงินอาจจะซื้อยามารักษา แต่ไม่สามารถทำให้โรคหายขาดได้ เราต้องดูแลเอง ดังนั้น ถ้าอยากให้เงินไม่เป็นอสรพิษ ต้องรู้จักหา รู้จักใช้เงินให้เป็นนั้นเอง

เงิน "เปรียบเสมือน "อสรพิษ
(งูพิษ) "อันร้ายกาจ

ดร.ถวิล อรัญเวศ

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรา จะต้องหาเงิน
มาใช้ในการดำรงชีวิต ทั้งนี้เพราะเงิน
เป็นแก้วสาระพัดนึก ถ้ามีเงิน จะคิดอยาก
ทำอะไร อยากได้อะไร ก็จะคล่อง ไม่ติดขัด
ตรงข้าม ถ้าขาดเงิน จะคิดอะไร จะทำอะไร
ก็ขาดสภาพคล่อง


เงิน เป็นสิ่งที่คนเรา ชาวโลกทุกคนปรารถนา เพราะเงินนั้นสามารถบันดาลได้เกือบทุกอย่างในชีวิต

คนเราทำงานก็เพื่อเงิน ขยันทำงานก็เพราะอยากได้เงิน คนขยัน ย่อมหาทรัพย์ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเงินจะมีคุณอนันต์ ก็จริง แต่เงินก็มีโทษมหันต์เช่นกัน ดังนั้น พุทธองค์จึงเปรียบเงินไว้ดังอสรพิษ หรืองูพิษ คืออาจจะทำร้ายเราถึงตายได้เมื่อไรก็ได้ เพราะคนเราถูกฆาตกรรม ก็เพราะเงิน ถูกทำร้าย ก็เพราะเงินพุทธองค์จึงสอนให้เราใช้เงินอย่างสำรวมและพึงระมัดระวัง เป็นพระท่านไม่ให้จับ เพราะ
ท่านอยากให้พระปลอดภัยในชีวิต

เงินพุทธองค์ตรัสไว้เปรียบดังอสรพิษ ห้ามพระภิกษุจับต้องเงิน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นอาบัติทุกกฎ ต้องให้ไวยาวัจกร จัดไว้ให้ใช้ยาม
ต้องการ

สำหรับเงินเป็นเสมือนอสรพิษนั้น มีเรื่องเล่าจากอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท
พาลวรรคที่ ๕ ความว่า

ครั้ง หนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จประทับ ณ กรุงสาวัตถี ทรงปรารภเรื่องของชาวนาผู้หนึ่งได้ติดข่ายพระญาณของพระองค์ท่าน ท่านจึงได้เสด็จไปยังที่นาของชาวนา
ผู้นั้น พร้อมกับพระอานนท์.......

ณ ที่แห่งนั้น ชาวนาได้ตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำนาเหมือนเช่นเคย เมื่อไปถึงที่นาก็ลงมือทำนา ครั้นได้แลเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมกับพระอานนท์ จึงได้เข้าไปกราบท่าน...

พระผู้มีพระภาคไม่ได้ตรัสคำใด ๆ แก่ชาวนา เพียงรับการกราบไหว้ของชาวนาแล้วเสด็จเลยไปในที่พอแก่ชาวนาจะได้ยินพระสุรเสียงของท่านได้...

พระพุทธองค์ทรงรับสั่งแก่พระอานนท์อย่างนี้ว่า...ดูก่อนอานนท์ เธอเห็นไหมอสรพิษ ?...

พระอานนท์ก็ได้กราบทูลว่า...เห็นพระเจ้าข้า อสรพิษร้าย..... แล้วพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จจากไป

ชาวนา นั้น ได้ยินพระดำรัสของพระพุทธเจ้าและพระอานนท์ ก็สำคัญว่ามีงูเห่าอยู่ในที่นาของตน จึงได้หยิบปฏักมา หมายจะตีงูเห่าให้ตาย

ครั้นเดินมาถึงที่ ๆ พระผู้มีพระภาคได้ยืนประทับเมื่อครู่ ก็ไม่แลเห็นอสรพิษแต่อย่างใด.....กลับพบเห็นถุงเงินตกหล่นอยู่ที่คันนา เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่า มีเงินอยู่ในห่อถึง ๑๐๐๐ กหาปณะ ก็เข้าใจว่าคงจะมีใครทำตกไว้ ความยินดีพอใจก็เกิดขึ้นแก่ชาวนาโดยมิทันปรารภพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคกับ พระอานนท์แม้แต่น้อย จึงได้หยิบห่อเงินนั้นเดินไปที่ท้ายคันนาแล้วขุดหลุมฝังเงินไว้ แล้วก็ไปทำนาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นคิดถึงเงิน ๑๐๐๐ กหาปณะนั้นอยู่

ที่มาของเงินถุงนั้นก็มีอยู่ว่า....คืนก่อนวันเกิดเหตุ โจรกลุ่มหนึ่งได้พากันมุดอุโมงค์ท่อน้ำ เพื่อแอบเข้าไปยังหมู่บ้าน แล้วได้เข้าไปปล้นเงินในบ้านของเศรษฐีผู้หนึ่ง ได้กวาดเอาทรัพย์สินเงินทองไปเป็นจำนวนมาก แล้วได้จากไปในยามดึกนั่นเอง

ครั้นลอดออกพ้นจากอุโมงค์ท่อน้ำ แล้วก็พากันหลบหนีมาจนถึงที่นาของชาวนานั้น โจรผู้หนึ่งขณะปล้นทรัพย์ของเศรษฐี ก็เกิดยักยอกเงินจำนวน ๑๐๐๐ กหาปณะ ใส่ห่อไว้ เหน็บซ่อนไว้ที่เอว ในขณะที่มีการแบ่งเงิน ทรัพย์สินของพวกโจรทั้งหลาย ปรากฏว่าถุงเงินที่โจรผู้นั้นแอบยักยอกไว้เกิดหล่นลงไปที่พื้นดินโดยไม่มีใครมองเห็น เพราะเป็นเวลาคืนเดือนมืด...

และนี่เป็นที่มาของเงินที่ชาวนาแอบซ่อนเอาไว้ในคราวที่พบตอนเช้าตรู่ ในเวลาสาย พวกชาวบ้านได้ออกตามรอยเท้ากลุ่มโจรที่ผ่าน
อุโมงค์ค์น้ำ ตามมาจนถึงที่นาของชาวนา จากนั้นก็เห็นรอยเท้าใหม่ของชาวนาก็ติดตามไปจนถึงบริเวณที่ชาวนาขุดหลุมฝัง ห่อเงินไว้ ได้ขุดขึ้นมาแล้วพบห่อเงิน ก็สำคัญว่า ชาวนานั้นเป็นหนึ่งในกลุ่มโจรจึงได้กรูกันเข้ามาทำร้ายชาวนาแล้วมัดมือไพล่หลังนำส่งพระราชาให้ลงโทษ

พระราชาตัดสินประหารชีวิตชาวนา ราชบุรุษจึงได้นำชาวนาที่ถูกมัดมือไพล่หลังนั้นนำตัวไปเพื่อประหารชีวิต

ระหว่างทาง ชาวนาได้สำนึกผิดและระลึกถึงคำของพระผู้มีพระภาคขึ้นมา จึงสะท้อนใจว่าตัวไม่เฉลียวใจในคำว่าอสรพิษเลย...จึงคร่ำครวญร้องไห้ แล้วกล่าวขึ้นมาว่า

“อานนท์ เธอเห็นไหม...อสรพิษ...?” “เห็นพระเจ้าข้า อสรพิษร้าย...”

ชาวนากล่าวไปมาอยู่อย่างนี้ พวกราชบุรุษได้ยินจึงถามชาวนาว่า ใยจึงกล่าวอ้าง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นนั้น

ชาวนาจึงเล่าเรื่องราวให้ราชบุรุษฟัง ราชบุรุษจึงได้กราบทูลขอพระราชาให้สอบสวนใหม่

ชนทั้งหลายจึงพากันไปเข้าเฝ้าพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า ครั้นได้กราบพระผู้มีพระภาค แล้วยืนในที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ได้เอ่ยถามเรื่องของชาวนาแก่พระองค์ พระองค์ทรงตรัสรับรองว่าเป็นจริงแล้วได้กล่าวธรรมกถาว่า....

“บุคคล กระทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ เสวยผลของกรรมอยู่
กรรมนั้น..อันบุคคลทำแล้วไม่ดีเลย ไม่ควรทำ ”

หลังจาก ได้ฟังธรรมกถาของพระผู้มีพระภาค ชาวนาผู้นั้นก็ได้บรรลุธรรม อันเป็นอริยมรรคสำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพระราชา....

คาถาธรรมบทดังกล่าว ท่านแสดงเปรียบให้เห็นถึงความร้ายกาจของเงินประดุจอสรพิษ คืองูเห่า แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเศรษฐีที่ท่านมีทรัพย์เงินทองมากมายที่ตั้งอยู่ในสัมมาอาชีวะ อาทิ เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
นางวิสาขา เป็นต้นนั้นเป็นผู้เลี้ยงงูเห่าไว้..ไม่ปรากฏว่าพุทธองค์ท่านได้ทรงกล่าวไว้เช่นนั้น

เป็นเพียงท่านหมายถึงว่า ธรรมชาติของเงินนั้นมีความร้ายกาจประดุจงูเห่า หรืองูพิษ ถ้า
ผู้ใช้ใช้ด้วยความประมาท หรือเกี่ยวข้องกับเงินโดยไม่ระวัง ไม่เป็นอย่างถูกต้องชอบธรรมแล้ว ก็จะถูกงูเห่ากัดตายได้ เพราะเงินนั้นใคร ๆ ก็ชอบ พวกเราทุกคนก็ชอบทั้งนั้น เพราะเราเข้าใจว่า เงินนั้นสามารถซื้อความสุขได้ เงินนั้นมีอำนาจมาก ดังคำเปรียบเทียบเสียดสีในภาษิตของจีนมีอยู่ว่า..

“เงินจ้างผีโม่แป้งได้..”

หมายถึงเงินรสามารถทำอะไรๆได้เพราะเงิน เรียกว่าเงินบันดาล หรือ มีภาษิตที่เสียดสีอำนาจของเงินดอลล่าร์ว่า

“เงินหยวนพูดภาษาจีน
เงินเยนพูดภาษาญี่ปุ่น
เงินบาทพูดภาษาไทย
ส่วนเงินดอลล่าร์พูดได้
ทุกภาษา ”
อย่างนี้เป็นต้น

เงินนั้นมี อำนาจเพราะเป็นที่ปรารถนาของทุกคน แต่ขอให้พิจารณาว่าเงินนั้น ซื้อทุกสิ่งได้จริงหรือ ?

เพราะเงินนั้น สามารถซื้อบริวารได้ แต่ซื้อความซื่อสัตย์จงรักภักดีไม่ได้

เงินนั้น สามารถซื้อตำแหน่งได้ แต่ซื้อศรัทธา ความเคารพนับถืออย่างจริงใจของผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้

เงินซื้ออาหารได้ แต่เงินไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีให้กับเราได้ เราต้องดูแลเอง

จริงอยู่เงินอาจจะซื้อยามารักษา แต่ไม่สามารถทำให้โรคหายขาดได้ เราต้องดูแลเอง
เท่านั้น

อนึ่ง คนเรากิน ได้เพียง ๑ อิ่ม แม้จะมีเงินมากสักเท่าใด บุคคลก็หาได้กิน ๒ อิ่ม ๓ อิ่มในเวลาเดียวกันไม่

เงินนั้นแม้จำเป็น แต่ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ผู้หาด้วยว่า มีปัญญาไหม หามาด้วยความสุจริต
ไหม ?

บางคนตายจากอัตภาพนี้แล้วไปเป็นเปรตด้วยเหตุแห่งทรัพย์มากมาย หรือไปเกิดเป็นงูเฝ้าสมบัติก็มีมาก

ท่านแสดงว่า บุคคลหาแสวงหาทรัพย์ด้วยความโลภเกินพอดี นั้นเป็น วิสมโลภะ
(คือความโลภเกินขอบเขต)

บุคคลใดหาเงินมาด้วยความไม่บริสุทธิ์ ก็ชื่อว่ามีอสรพิษร้าย ระวังมันกัดเอาถึงตาย

เช่น หาเงินจากการค้ายาเสพติด หรือแหล่ง
การพนัน หรือบ่อนคาสิโน เป็นต้น

บางคนหาเงินมาได้แม้ชอบธรรม แต่ใช้ไปในทางที่ผิดเหมือนลูกเศรษฐี ๔ ตระกูลที่ได้มรดกมากมาย นำเงินไปเที่ยวเล่นเสเพลจนกระทั้งไปทำบาปต้องไปตกนรกหลายขุม

แม้ขณะนี้ยังอยู่ในนรกเลย (หัวใจสัตว์นรก...ทุ..สะ..นะ..โส) ท่านแสดงไว้ว่า

บุคคลควรใช้เงิน ในลักษณะ ๔ ประการนี้ คือ

๑. ใช้หนี้เก่า
คือการตอบแทนคุณพ่อแม่ ผู้มีพระคุณทั้งหลาย บุพการี ผู้มีบุญคุณต่อเรามาก่อน

๒. ให้กู้
คือการเลี้ยงดูบุตร ภรรยา และบริวาร

๓. ทิ้งลงเหว
คือการบำรุงตัวเองตามฐานานุรูป ไม่กระเหม็ดกระแหม่จนตัวเองลำบาก

๔. ฝังดินไว้
คือการทำทานเพื่อเป็นอริยทรัพย์ที่จะติดตามตัวไปในสังสารวัฏฏ์อันยาวไกลทั้งหลายทั้งปวง คนที่จะได้ฟังธรรม ศึกษาธรรมนั้นส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางที่พอมีพอใช้ ถามว่าเพราะเหตุใด?? ตอบว่า ก็เพราะคนที่ลำบากยากเข็น ไม่สามารถมีเวลา หรือใจที่จะน้อมฟังธรรมหรอกเพราะตัวต้องปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำ หรือคนที่มีความสุขสบายตั้งแต่เกิดย่อมเพลิดเพลินในความสุขและทรัพย์ทั้งหลายเหล่านั้น จะมีจิตใจคำนึงถึงความทุกข์ในชีวิตนั้นแสนยาก ดังนั้นผู้ที่ได้ฟังธรรมก็อยากให้ใส่ใจในเรื่องทาน เรื่องศีลให้มาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องศีลนั้น ถ้าทุกคนมีศีลดี จะทำให้สังคมเป็นปกติสุข ไม่เดือดร้อนเหมือนทุกวันนี้

บทสรุป

เงินแม้จะมีคุณอนันต์ แต่ก็มีโทษมหันต์ ถ้าเราใช้ไม่เป็นหรือหามาไม่ถูกต้อง การหาเงินต้องหามาโดยสุจริต ไม่ได้ฉ้อโกงใครเขามา ไม่หาเงินในทางที่ผิดกฎหมาย คนขยันย่อมหาทรัพย์ได้

เงินนั้น สามารถซื้อบริวารได้ แต่ซื้อความซื่อสัตย์จงรักภักดีจากเขาเหล่านั้นไม่ได้ต้องได้ใจเท่านั้น เพราะถ้าได้ใจจะได้ทุกอย่าง

เงินนั้น แม้บางครั้งอาจจะสามารถซื้อตำแหน่งได้ แต่จะซื้อศรัทธา ความเคารพรัก นับถืออย่างจริงใจจากผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้

เงินซื้ออาหารได้ แต่เงินไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีให้กับเราได้ เราต้องดูแลเอง

จริงอยู่เงินอาจจะซื้อยามารักษา แต่ไม่สามารถทำให้โรคหายขาดได้ เราต้องดูแลเอง

ดังนั้น ถ้าอยากให้เงินไม่เป็นอสรพิษ ต้องรู้จักหา รู้จักใช้เงินให้เป็นนั้นเอง

ท้ายสุดของฝากคำกลอนข้อคิดไว้ดังนี้

อันวัวควาย ตายแล้ว เหลือเขาหนัง
อันช้างตายยัง เหลืองา เป็นศักดิ์ศรี
คนเรานี้ตายแล้ว เหลือไว้ แต่ชั่วดี
คุณความมดี ประดับไว้ ในโลกา

เมื่อเจ้ามา เจ้ามีอะไร มากับเจ้า
เจ้าจะมัว โลภมาก ไปถึงไหน
เวลาตาย ไม่เห็น เอาอะไรไป
ติดตามได้ แต่บาปบุญ ของคุณเอง

พรรณไม้ดอกแม้โตได้วันละนิด
ยังความงามพาจิตใจให้สดใส
ก่อนเหี่ยวแห้งหมู่ภมรได้ชื่นใจ
ดูดเกสรบินร่อนไปเลี้ยงรวงรัง

อันมนุษย์ เกิดมาอยู่ คู่กับโลก
มีสุขทุกข์โศก โรคภัย ตายแล้วเผา
ก่อนจะดับ ลับโลกไป เพราะมัจจุราชมารับเอา
ท่านเราและเขาควรปลูกฝังความดีไว้ให้โลกชม

จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์

เงินกับงาน การศึกษา ต้องหาก่อน
อย่ารีบร้อนหารัก งานจักเสีย
ขาดเงินขาดงาน พาลขาดเมีย
งานไม่เสีย เมียคงมี เงินคงมา