ร่างกายแข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง ร่าเริงแจ่มใส ไร้วิตกกังวล พ้นความห่วงใย ใส่ใจตนเอง หยุดเคร่งเครียดในการงาน สืบสานความพอเพียง เลี้ยงชีวิตอย่างเหมาะสมจะทำให้การดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุราชการไปแล้วมีความสุข
จะดำรงชีวิตอย่างไร หลังเกษียณราชการ
ดร.ถวิล อรัญเวศ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมของมนุษย์ ตลอดมาและตลอดไปโดยที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงไปได้
มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม จึงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยลำพัง ต้องอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ตั้งแต่แรกเกิดไปจนตาย
เมื่อยังเป็นเด็ก พ่อแม่คอยดูแลเอาใจใส่ เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม อบรมสั่งสอนให้รู้ดีรู้ชั่ว มีกิริยามารยาทเรียบร้อย ให้กระทำในสิ่งที่ดี งาม ละเว้นสิ่งที่ชั่วร้าย ให้มีพฤติกรรมเป็นที่พึงประสงค์ของสังคม เมื่อถึงวัยเรียนท่านก็ส่งให้เรียนในโรงเรียนที่ดี หวังให้ลูกมีชีวิตที่ดีมี
ความรู้พอที่จะไปประกอบสัมมาอาชีพได้
และดำรงตนอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข
หน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก เป็นวงจรชีวิตที่ไม่รู้จบ ทุกคนถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญ เมื่อเด็กได้เติบใหญ่เป็นผู้มีการศึกษา หารายได้เลี้ยงชีพได้แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องมีคู่ครอง พ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดยังต้องทำหน้าที่ช่วยเลือกคู่ครองที่เป็นคนดีมาเป็นคู่ชีวิตให้
เมื่อพ่อแม่เข้าสู่วัยชรา ลูกๆ ยังมีความหวังในการเลี้ยงดูหลานเหลน ผู้สูงอายุจึงเป็นบุคคลที่เป็นความหวังของลูกหลานตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่
ไม่มีงานเลี้ยงใดที่จะไม่มีวันเลิกลา เช่นเดียวกับการทำงานรับราชการย่อมมีเกษียณอายุราชการเป็นธรรมดา
สภาพประชากรไทยปัจจุบัน
ปัจจุบันประเทศไทยเรา กำลังก้าวสู่
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรครั้ง
สำคัญ คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนประชากรในวัยทำงานและวัยเด็กลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรลดลง ประชากรไทยโดยเฉลี่ยมีอายุยืนยาวขึ้นซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยก็ดำเนินไปเช่นเดียวกับนานาประเทศ กล่าวคือ การดำเนินนโยบายด้านประชากรและการวางแผนครอบครัวที่ประสบผลสำเร็จ ตลอดจน
ความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้คนไทยมีสุขภาพดี มีอายุยืนยาวขึ้น และมีโอกาสได้รับ
การศึกษาที่สูงขึ้น มีความรู้และทักษะใน
การป้องกันและดูแลสุขภาพ ตลอดจน
การวางแผนครอบครัวที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จะดำรงชีวิตอย่างไร
หลังเกษียณอายุราชการ ?
วัยผู้สูงอายุ หรือวัยเกษียณ คือ 60 ปีขึ้นไป ในการดำรงชีวิตแบบสงบเรียบง่าย
พอเพียง จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า เพราะวัยนี้ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชนแล้ว
การดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าของผู้สูงอายุ ย่อมนำมาซึ่งความสุข
วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าในการดำเนินชีวิตให้มีความสุขในผู้สูงวัยหลังเกษียณอายุราชการไปแล้ว ควรจะเป็น ดังนี้
1. ทำจิตใจให้สงบปล่อยวาง
โดยอาจใช้เวลาทำสมาธิ สวดมนต์ทำจิตให้สงบสดใสเบิกบานตอนเช้าหลังตื่นนอนและตอนเย็นก่อนนอน มีอารมณ์รู้จักปล่อยวาง
ไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ มี EQ MQ สูงเป็นพิเศษ
2. เดินออกกำลังกาย
ควรหาเวลาออกกำลังกายบ้าง โดยผู้สูงอายุไม่ควรออกำลังกายหักโหมจนเกินไป เพราะอาจทำให้พลาดได้ ไม่ควรวิ่งเร็ว หรือออกกำลังกายรุนแรงเพราะอาจจะทำให้การทำงานของหัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบและอาจถึงตายได้ง่าย เพราะฉะนั้น การออกกำลังกาย ก็ทำเบา ๆ
เหมาะสมกับวัย จะเดิน จะเหิน จะก้าวไปแต่
ละก้าว ให้ระมัดระวังความปลอดภัย โดยเฉพาะ
การหกล้ม จะต้องระมัดระวังให้ดี
3. รับประทานอาหารให้เหมาะกับผู้สูงวัย
เนื่องจากวัยผู้สูงอายุ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ประเภทเนื้อวัวหรือสัตว์ใหญ่ ควรงดหรือลด หรือเว้น เช่น อาหารดิบๆ สุกๆ เพราะระบบการย่อยอาหารของคนสูงอายุอาจจะทำหน้าที่ไม่ปกติ ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเหมือ
วัยหนุ่มสาว ควรทานผักผลไม้เพื่อช่วยใน
การขับถ่าย ไม่ให้ท้องผูก ดื่มน้ำพอประมาณ
4. หาเวลาร่วมกิจกรรมกับผู้สูงวัยด้วยกันเป็นครั้งคราว
ควรหาเวลาสังสรรค์กับผู้สูงอายุด้วยกัน โดยการทำกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะพักผ่อนหย่อนใจ เที่ยวงานบุญตามเทศกาล เข้าชมรมผู้สูงอายุด้วยกัน ร่วมกิจกรรมของชมรมวัยเกษียณหรือ
ข้าราชการบำนาญ
5. เข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันธรรมสวนะหรือวันพระ
การไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม ถือว่าได้มีโอกาสพบปะกันกับคนสูงอายุด้วยกันและสนทนาธรรมตามกาล พูดคุยแต่เรื่องสนุก สร้างสรรค์ ไม่
เคร่งเครียด
6. พักผ่อนให้เพียงพอ
ผู้สูงอายุควรพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับสนิท ก่อนนอนทำสมาธิ ปลดปล่อยทำใจให้สดใส ไม่คิดฟุ้งซ่าน ทำใจให้สงบก่อนนอนและนอนให้หลับลึกหลับสนิท ตัดความวิตกกังวลให้หมดไป ฯลฯ
สรุป
ร่างกายแข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง ร่าเริงแจ่มใส ไร้วิตกกังวล พ้นความห่วงใย ใส่ใจตนเอง หยุดเคร่งเครียดในการงาน สืบสานความพอเพียง เลี้ยงชีวิตอย่างเหมาะสมจะทำให้การดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุราชการไปแล้วมีความสุข


