หมู่บ้านในหมอกหม่น

โสภณ เปียสนิท

.................................

        การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ในหลายด้าน ถนนจากเป็นทางลูกรังสีแดงสมัยเริ่มต้นเมื่อราวปี 2514 เปลี่ยนเป็นทางลาดยางสองเลนส์ และกำลังราดยางขอบถนนเพิ่ม เหมือนว่ากำลังจะเป็นทางสี่เลนส์ที่สมบูรณ์ภายในระยะเวลาไม่นานนัก ตรงเนินท่ามะนาว ใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน ขยายถนนกว้างขึ้น เนียนขึ้นกว่าเดิมมาก คาดว่าอีกไม่นานจะเป็นสี่เลนส์ได้

สภาพหมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนเปลี่ยนไป คนเก่าคนแก่ค่อยทยอยล้มหายตายาจากไป คนใหม่ๆ รุ่นลูกรุ่นหลานเติบโตขึ้นมาแทนจนผมเองจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร หรือใครเป็นลูกหลานใคร คนใหม่ๆ ย้ายเข้ามาอีกจำนวนมาก ที่ดินเปลี่ยนมือไปเกือบหมด เจ้าของที่ดินเดิมหลายครอบครัวขายที่ดินให้แก่คนมีเงินนอกพื้นที่ คนนอกมีเงินทุนมีแนวคิดในการทำธุรกิจ บางคนซื้อแล้วปรับที่ดินเป็นบ้านพัก เป็นโรงแรมให้นักเดินทางมาพักค้างคืน ทำเป็นสนามกอล์ฟ โดยมีเจ้าของที่ดินเดิมทำงานรับจ้าง เป็นคนสวนบ้าง เป็นยามบ้าง รับจ้างด้านอื่นๆ อีกหลายตำแหน่ง

มีเพียงน้อยรายที่เป็นลูกหลานของคนในหมู่บ้านแล้วออกไปร่ำเรียนจนจบในระดับปริญญาแล้วสอบบรรจุเข้ารับราชการได้ในที่อื่น นานนานจะกลับมาเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องสักที ผมเองเป็นหนึ่งในจำนวนนี้

ครั้นใกล้ถึงวันเกษียณราชการ ผมวางแผนเดินทางกลับมาบ้านเพื่อใช้ที่ดินที่แม่ให้ไว้ ผมปล่อยพื้นดินแห่งนี้ว่างเปล่านานเกินไป พื้นที่จึงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์ ส่วนมากที่เห็นเป็นไม้กระถิ่นยักษ์ ผมไม่อนาทรร้อนใจ เพราะมีไม้ดีกว่าไม่มีไม้ “มีเงินมีทองพูดได้ มีไม้มีไร่ปลูกเรือนงาม” ตามสำนวนในวรรณคดี แต่ก็มิใช่จะปล่อยจนว่างเปล่าเลย เพราะจำได้ว่า ผมเคยซื้อพันธุ์ผักหวานป่าให้คนมาฝังเม็ดไว้จำนวนไม่น้อย นึกถึงเรื่องนี้ได้ ผมจึงเดินป่าสำรวจพื้นที่ พบต้นผักหวานป่าหลายต้น บางต้นก็โตใหญ่ บางต้นก็แคระแกรนต้นเล็ก อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจว่า เรามีต้นผักหวานป่าไว้กินยามกลับมาอยู่บ้าน

พื้นที่แห่งนี้ยี่สิบกว่าไร่ ด้านหน้ากว้างราว 30 กว่าวา ติดถนนเอราวัณ-กาญจนบุรี วางแผนไว้ว่าจะเปิดด้านหน้าโล่งให้เป็นที่ค้าขายสินค้าของฝากจากหมู่บ้านท่ามะนาว ด้านในยาวลึกเข้าไปไกลหน่อย กะไว้ว่าจะทำเป็นที่พักค้างแรมของนักเดินทางหลายระดับ ระดับดีไล่เรื่อยไปจนถึงระดับแบกเป้เที่ยวท่องไปเรื่อย ทำโรงผลิตปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกชนิดต่างๆ ไว้บริการลูกค้าที่เป็นเกษตรกร อยากทำแปลงเพาะพันธุ์ไม้นานาเท่าที่พอจะหาเมล็ดพันธุ์ได้

หลังจากวางแผนไว้สักระยะ ผมกลับไปสร้างบ้านพักหลักเล็กๆ ไว้ในที่ดินของตน ดีหน่อยที่พื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ สน3ก จึงทำให้การดำเนินการไม่ยากเย็นจนเกินไป ปลูกบ้านได้บ้านเลขที่มีไฟฟ้า ต่อน้ำประปาของหมู่บ้านเข้าพื้นที่ได้สำเร็จโดยใช้เวลาเพียงสองสามเดือน คราวนี้ผมก็ต้องปรับตัวให้คุ้นเคยกับชีวิตใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น “ชีวิตหลังเกษียณ”

เย็นวันศุกร์ผมเดินทางกลับไปพักที่บ้านพักหลังนี้ ค้างคืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์ เย็นวันอาทิตย์เดินทางกลับมาทำงานตามหน้าที่จนกว่าจะถึงวันสุดท้าย อย่างน้อยผมมีเวลาสี่ปีสำหรับการเตรียมการ ผมพยายามปลูกต้นไม้หลากหลายพันธุ์ลงไว้ ส่วนมากแล้วตั้งใจอยากจะได้ไม้ที่กินได้ ไม้ดอกไม้ประดับก็พอมีบ้างแต่ไม่เน้นเท่าใด

กล่าวเรื่องดินฟ้าอากาศ นึกถึงญาติคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า กลับมาท่ามะนาวต้องอยู่ให้ครบสามฤดูกาล ร้อนฝนหนาว จึงจะรู้ซึ้งถึงชีวิต จริงดั่งว่า หน้าร้อนร้อนจัด หน้าหนาวหนาวไม่มากไม่นานนัก หน้าฝนฝนก็ไม่มากเท่าไร ดั่งนั้นหน้าแล้งจึงเป็นปัญหาให้ต้องขบคิดหาทางอยู่อย่างไรให้มีความสุข โดยไม่ได้รับความร้อนแห่งฤดูกาลแผดเผาความสุขจนค่อยๆ ระเหยหายไปเสียบางส่วน

เท่าที่คิดได้ในตอนนี้คือทำแหล่งน้ำเล็กๆ ไว้รอบบ้าน เพื่อให้เกิดความเย็นในยามร้อน คิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้แหล่งน้ำนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งอาศัยไอเย็นดับความร้อนในหน้าแล้ง ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำและปลูกพืชน้ำ แถมใช้รถน้ำต้นไม้ในหน้าแล้งได้ด้วยจึงจะดี

กลางคืนระหว่างสองทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน ผมมักไปบ้านพี่น้องจิบน้ำชากาแฟสนทนาสัพเพเหระมีประโยชน์บ้าง เรื่องขำๆ สนุกๆ บ้างตามเรื่อง ความเป็นไปของหมู่บ้านช่างน่าสนใจ ว่าอะไรเป็นเหตุนำพาหมู่บ้านของเรามาสู่จุดที่ค่อนข้างจะตีบตันเข้าไปทุกที เนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาด้านยาเสพติด ทั้งสองเรื่องวนกันเป็นงูกินหาง ยากแก่การแก้ไข ไม่รู้ว่าจะแก้อะไรก่อน อะไรหลัง

ปัญหาด้านยาเสพติดดูท่าว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของหมู่บ้าน เท่าที่ทราบข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้าน มีทั้งผู้เสพและผู้ค้า แถมมีอำนาจแฝงคอยผลักดันอยู่ข้างหลังอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อผู้นำของหมู่บ้านได้รับตำแหน่งสำคัญ มักจะมีผู้ประสงค์ดีไม่เป็นที่เปิดเผยว่าเป็นใคร มอบหมายให้คนนำกระเช้าของบำรุงกำลังราคาแพงมามอบให้ และร้องขอกันซึ่งหน้า ว่า เรื่องยาเสพติดนั้นท่านขอไว้นะครับ ทำนองนี้

ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เมื่อเชิญวิทยากรมาบรรยายเรื่องยาเสพติด แรกๆ มีการพูดนำไปสู่การปฏิบัติ ระยะหลังมาการพูดเปลี่ยนไปในทำนองเรื่องความรู้กว้างเท่านั้น แอบอาศัยคนคุ้นเคยกันไปสอบถามว่า ทำไมไม่เน้นให้ชัดเจนหนักแน่น คำตอบค่อนข้างน่าตกใจ “มีคนขอมาว่าอย่าพูดมากเรื่องยา”

บางครั้งมีการจับกุมผู้เสพ หรือผู้ค้ายาได้เฉพาะหน้าคาหนังคาเขา พอไปถึงสถานีตำรวจโทษหนักก็กลับกลายเป็นโทษเบา โทษเบาก็กลายเป็นแค่ตักเตือน บางรายติดคุกแต่ก็ไม่นาน ออกมาลบรอยแค้นกับคนที่ทำให้เขาติดคุกหนักบ้างเบาบ้าง บางคราวถึงกับเสียชีวิตกันเลยทีเดียว

ระดับผู้นำชุมชนจึงท้อถอยไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด ต่างคนต่างปล่อย ต่างคิดว่าธุระไม่ใช่ เวลาล่วงเลยมาหลายปี สภาพการณ์แย่หนักลงไปอีก ผู้เสพรุ่นใหญ่ล่วงลับดับหายไป รุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาแทนที่ เมื่อผู้ค้าหรือผู้เสพเหล่านั้น เสพมากแล้วเกิดความบกพร่องทางด้านสติปัญญาหาเลี้ยงชีพ ยาก็ต้องการมากขึ้น การหาเลี้ยงชีพก็คิดไม่ออกบอกไม่ถูก ทางออกก็คือ การงัดแงะลักเล็กขโมยมากเพื่อนบ้าน คราวนี้ทุกบ้านต่างนอนตาไม่หลับ

คนต่างถิ่นซื้อที่ดินริมน้ำไว้แล้วมาปลูกบ้านสองชั้นหลังงามไว้ แรกๆ เดินทางมาพักบ่อย ระยะหลังนานๆ มาที และนานสองนานมาที ครั้งแรกมีการงัดประตูหลังบ้านเข้าไปรื้อค้นและลักของเครื่องใช้ออกไปหลายรายการ ครั้งที่สอง ครั้งที่สามจึงจับขโมยได้ และดำเนินการทางกฎหมายจนคนขโมยติดคุก และติดอยู่ไม่นานก็ออกมาและกลับมาพากันลักขโมยต่อ จนเจ้าของบ้านยอมแพ้คือปล่อยจนบ้านแทบไม่เหลือสภาพอีกต่อไป

เมื่อคนต่างถิ่นเกือบทุกรายถูกลักเล็กขโมยน้อย จนถึงขโมยมากจนสิ่งของที่จะเปลี่ยนเป็นเงินหมดไป ก็ถึงคราวของคนในหมู่บ้าน ถ้าหากไม่มีคนอยู่บ้านไม่ว่าบ้านใครต้องระวังตัวกันแจ อยู่ไม่เป็นสุข บางคราวแม้อยู่บ้านก็ต้องระวังทรัพย์สินที่อยู่รอบนอกตัวบ้าน มาถึงบ้านของญาติมิตรใกล้เคียงก็จะถูกขโมยได้ตลอดเวลา

ร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์ มีเครื่องไม้เครื่องมือที่พอจะเปลี่ยนเป็นเงินได้ หายหมด จนเกือบจะต้องนำมาแขวนคอไปไหนต่อไหนด้วย เพื่อนบ้านใกล้เคียง เผลอแวบเดียว เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คหายไป จนต้องไปขอถึงบ้าน เพราะมีคนเห็นว่าขโมยนำไปไว้ในบ้านของญาติอีกหลังหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง

ระหว่างการสนทนากับเพื่อนบ้าน ผมเขาถามว่า “เอ ทำไมบ้านแกไม่เห็นได้รับเกียรติจากขโมยเลย” ผมตอบทีเล่นทีจริง “ยังไม่มีเกียรติพอกระมัง” อีกกี่อาทิตย์ต่อมา ผมกลับถึงบ้านพบว่า ประตูหลังบ้านถูกงัดจนกุญแจประตูเหล็กกระเด็นหล่นอยู่นอกบ้าน ของถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย คราวแรกของหายไม่มากเพราะไม่ได้เก็บอะไรไว้มากนัก มีพระเครื่องจำนวนหนึ่ง ไฟฉายติดหัวสองดวง เศษเงินที่วางไว้ในกล่องเล็กน้อย มีทำครัวอีกสองสามเล่ม และต้องเสียค่าซ่อมประตูไปเกือบพันบาท

ผมต้องไปแจ้งความไว้ตามธรรมเนียน ทั้งที่ไม่ต้องการพบกับตำรวจ แต่คงต้องหาหลักไว้พึ่งพิงบ้าง เผื่อว่าบางทีอาจได้ของคืนบ้างก็ยังดี แต่ผมต้องรอมาจนถึงวันนี้ ราวอีกหนึ่งปีถัดมา คราวนี้หลังคาบ้านถูกงัดเปิดกระเบื้องลอนคู่สองแผ่นกลางฤดูฝน ประตูถูกงับไว้ตามเดิม แต่พร้อมเปิดรอรับโจรได้ตลอดเวลา โชคดีที่ผมเดินทางกลับบ้าน พบแล้วจึงเรียกผู้ใหญ่บ้านมาช่วยกันดู สำรวจของสูญหายแล้วพบว่า ไฟฉายติดหัวส่องช้างหายไปอีกดวง เลื่อยตัดเหล็ก เลื่อยตัดไม้ไฟฟ้า เงินเล็กน้อยในกล่องที่ไว้ติดบ้าน แถมรถมอเตอร์ไซด์คันเก่าแก่กว่า 20 ปี

คืนที่รู้ว่าของหาย มีน้องชายและพี่ชายมาช่วยกันสำรวจปรึกษาหารือ ดื่มชากาแฟกันไปราวเที่ยงคืน ผมเองก็ยังไม่รู้ว่า รถมอเตอร์ไซด์คันเก่าคู่บารมีหายไป จนถึงอีกวันจึงรำลึกได้ว่า รถคันนี้หายไป สอบถามติดตามข่าวคราวในหมู่บ้าน มีผู้ให้ความร่วมมือแบบเกรงใจบอกมาแบบลับๆ ว่า เห็นขโมยคนนี้นำรถไปจอดแอบไว้ทีโรงเรียน

พอรู้ว่าเป็นใครจึงเดินทางไปที่บ้านและขอร้องให้คืนรถมอเตอร์ไซด์และของอื่นเสีย “ไม่น่าจะไปแจ้งความเลยนะมาขอกันก็ได้” ฝ่ายญาติของขโมยได้พูดกึ่งรับกึ่งสู้ “ฝ่ายเรามีความจำเป็นว่าต้องแจ้งความ เพราะทีแรกยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ถ้ารู้ข้อมูลก่อนก็จะไม่แจ้งความหรอก แต่แจ้งแล้วก็ถอนได้ ถ้าได้ของคืนมา” ฝ่ายเราพูดแบบรักษาน้ำใจและอ้างความเป็นญาติมิตรที่เห็นใจกัน

ฝ่ายญาติผู้ใหญ่ของขโมยกล่าวต่อ “การขโมยของแบบนี้ไม่ใช่คนของเราคนเดียวหรอกต้องมีหลายคน” เขากระจายความรับผิดชอบไปในวงกว้าง เพื่อให้ความผิดดูเหมือนไม่ตกอยู่กับลูกหลานของเขาเพียงลำพัง ฝ่ายเราจึงกล่าวต่อ “เอาเถอะ มีคนเขาเห็นอย่างนี้แล้ว เราขอของคืนนะ” เราย้ำก่อนขอตัวกลับ

ผมเดินกลับออกมาจากบ้านหลังนั้นกลางฟ้ามืดสลัวเลือน จันทร์เสี้ยวลอยเด่นกลางฟ้าส่องแสงรำไร ดาวไม่กี่ดวงลอยเลื่อนวิบวับที่ที่นั่นที่โน่น เหมือนไกลแสนไกล สายหมอกลอยพาดผ่านหมู่บ้านมากับลมหนาวเย็นยามดึก เสียงหม่าเห่า เสียงพลุยิ่งไล่ช้างดังกังวานจากที่ไหนสักแห่ง แว่วเสียงโหยหวนของคนขาดยาแผ่วๆมาจากที่ไหนสักแห่ง ไม่ไกลออกไปจากบ้านหลังนั้นมากนัก โอ้ หนอ หมู่บ้านของเรา ผมยืนรำพึงกลางลมหนาว ก่อนก้าวขึ้นรถขับกลับบ้านอย่างอ่อนล้า

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล



ความเห็น (0)