หนังสือ ศิลปะแห่งการรัก(๑) แปลจาก The Art of Loving โดย Eric Fromm (๒)ซึ่งเป็นหนังสืออมตะ    แต่ฉบับแปลหมด

เป็นหนังสือที่ลุ่มลึก    หัวใจคือการรักเป็นทักษะ ที่มนุษย์ต้องฝึกจากการปฏิบัติ     ผมอ่านเพื่อค้นหาว่าเขาเอ่ยถึงประสบการณ์ในต่างอายุหรือไม่    เอ่ยถึงความรักไร้เงื่อนไข (unconditional love) หรือไม่   

ผมโยงเข้าหาการศึกษาหรือการเรียนรู้    ที่ผมเชื่อว่าต้องวางรากฐานความเป็นคนที่รักตนเองเป็น รักผู้อื่นเป็น     แม้ผู้ที่คิดหรือประพฤติต่างจากตนก็รักเขาเป็น    ซึ่งมองอีกมุมหนึ่ง เป็นเรื่องจิตวิทยาเชิงบวก (๓)     จะเห็นว่า ความรักเป็น ๑ ใน ๒๖ พฤติกรรมเชิงบวกที่ครูไกซาเน้น   

ความรักคืออะไร  พฤติกรรมการรักคืออย่างไร ตอบยากนะครับ    แต่เมื่อเราสัมผัส เราก็บอกได้     โดยที่ความรักมีความซับซ้อน  มีหลายมิติ  มีความลึก    มีทั้งความรักผิวเผิน กับความรักที่ลุ่มลึก    ประเด็นสำคัญต่อความเป็นมนุษย์คือ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสมรรถนะในการรับและให้ความรัก    แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็มีสมรรถนะด้านขั้วตรงกันข้ามด้วย     คือมีหน่ออ่อนต่อการขยายความเกลียดชัง    คนที่ขั้วบวกเด่นถือเป็นคนมีบุญ    คนที่ขั้วลบเด่นเป็นคนมีบาป หรือโชคร้าย     ขั้วใดเด่นฝึกได้     พ่อแม่ ครู คนบ้านใกล้เรือนเคียง  สื่อมวลชน ที่ช่วยเพิ่มพลังขั้วบวกแก่เด็ก    ถือว่าได้ทำบุญ    

อีริค ฟรอมม์ บอกว่าในสังคมยุคบริโภคนิยม    ผู้คนมองความรักเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน     เพราะคุณรักฉัน ฉันจึงรักคุณ     รักกันแล้วฉันต้องได้กำไร ต้องเป็นฝ่ายรับมากกว่าเป็นฝ่ายให้    ผู้คนจึงรู้จักแต่ความรักที่ผิวเผิน ไม่ใช่รักแท้    

ผมบอกว่า คนมักเข้าใจผิด ว่าเฉพาะการได้รับความรักให้ความชุ่มชื่น     แต่ผมบอกว่า ผู้ให้ความรักชุ่มชื่นใจกว่า     ชุ่มชื่นแบบไม่รู้ตัว    ช่วยให้มีพื้นฐานจิตใจที่ดี มีสุขภาพด้านจิตใจหรือจิตวิญญาณ    เป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาวะ (wellbeing)     

ความรักจึงไม่ได้อยู่โดดๆ แต่สัมพันธ์กับปัจจัยด้านจิตใจเชิงบวกอีกสารพัดด้าน เช่นความเห็นอกเห็นใจ (empathy)    เมตตากรุณา (kindness)    การให้อภัย (forgiveness)     ความเคารพต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง    ความอดทนอดกลั้น (tolerance)  เป็นต้น   

หัวใจคือ ให้ความรักแบบเอาตัวเขา ความเป็นตัวเขา เป็นตัวตั้ง     ไม่ใช่เพราะเขาประพฤติปฏิบัติตรงใจเรา     คือไม่ใช่เอาตัวเราเป็นตัวตั้ง    เป็นความรักแบบไร้ตัวตน (selfless)    เป็นความรักแบบไร้เงื่อนไข (unconditional love)    ความรักแนวนี้จะมีผลย้อนกลับมาฝึกหรือพัฒนาจิตใจเรา     ให้มีความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ สร้างฐานสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณ   

อิริค ฟรอมม์ บอกว่า ความรักเป็นเรื่องของการให้    และมี ๔ มิติ คือ การดูแล (care) อย่างทนุถนอม แบบเดียวกับที่แม่ดูแลลูก,  ความรับผิดชอบ (responsibility) ต่อความต้องการของผู้ที่เรารัก,  ความเคารพ (respect) ในตัวตนของผู้ที่เรารัก,  และความรู้ (knowledge) โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจด้านอารมณ์ของผู้ที่เรารัก   

อีริค ฟรอมม์ ถึงกับกล่าวว่า หากไม่มีความรัก มนุษยชาติไม่สามารถดำรงอยู่ได้แม้เพียงวันเดียว

นอกจากความรักแบบแม่กับลูก ที่เป็นความรักไร้เงื่อนไข    ยังมีความรักฉันพี่น้อง (brotherly love),   ความรักฉันคนรัก (erotic love),  รักตัวเอง (self-love),  และรักพระเจ้า (love of god)   

ความรักฉันพี่น้อง เป็นพื้นฐานของความรักทั้งปวง     ที่มี ๔ มิติของการรักเป็นฐาน     เป็นความรักที่เรามีให้แก่ผู้อื่นทั้งปวง     คำสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนกับรักตัวเอง”     ความรักแบบนี้ต่างจากแม่รักลูก ซึ่งเป็นความรักแบบไม่เท่าเทียม    เป็นความรักที่ผู้แข็งแรงกว่า ให้แก่ผู้อ่อนแอกว่า     ส่วนความรักฉันพี่น้อง เป็นความรักระหว่างผู้เท่าเทียมกัน   

ความรักฉันคนรักเป็นความรักที่เชื่อมประสานคนสองคนเข้าด้วยกัน     เป็นความรักเฉพาะคนสองคน ต่างจากความรักฉันพี่น้องเป็นความรักต่อผู้คนทั้งปวง     และต่างจากแม่รักลูกตรงที่ความรักของแม่จะค่อยๆ คลายและพรากจากกัน    เพื่อให้ลูกได้เติบโต   ในขณะที่รักฉันคนรักมุ่งความมั่นคงตลอดไป 

รักตัวเอง เป็นความเคารพตนเอง และมีความมั่นคงในคุณธรรม    รักตัวเองต่างจากหลงตัวเอง     ตรงที่คนหลงตัวไม่มีความรักแบบอื่นๆ     แต่คนที่รักตัวเองมีความรักแบบอื่นๆ ครบถ้วน

รักพระเจ้า หรือรักคุณงามความดี รักสรรพสิ่งทั้งมวล    เป็นความรักที่เลยรักตัวเอง     ที่ผมเชื่อว่า เป็นมิติของความรักที่ให้ความเป็นอิสระ และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ     

หลักสามประการที่เป็นหัวใจของการรักได้แก่  วินัย (discipline),  สมาธิจดจ่อจิตใจ (concentration),  และความอดทน (patience)    ที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน   

คนที่มีวินัยในตน   มีสมาธิจดจ่อ  และมีความอดทน จะสามารถฝึกปฏิบัติการแห่งความรัก เพื่อการเป็นผู้ให้     สู่สุขภาวะด้านจิตใจของตนเอง  และของผู้คนรอบข้าง

การรักคือการให้    เป็นการให้ที่ซับซ้อน    ผู้ที่มุ่งให้  จะได้รับมากกว่าที่คิด     ในมิติที่ลึกกว่าคำอธิบาย

วิจารณ์ พานิช    

๖ ก.ค. ๖๓