บันทึกชุด ความฉลาดรวมหมู่ตีความ (และสรุปความ) จากหนังสือ Big Mind : How Collective Intelligence Can Change Our World (2018) เขียนโดย Geoff Mulgan ศาสตราจารย์ด้าน collective intelligence, public policy & social innovation แห่ง UCL และเป็น CEO ของ NESTA โดยในตอนที่ ๑๓ นี้ ตีความจากบทที่ 15 Democratic Assembly ซึ่งเป็นบทที่ ๕ ของตอนที่ III Collective Intelligence in Everyday Life
สาระสำคัญคือระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่ในโลกไม่สมบูรณ์ ส่วนที่ขาดอย่างยิ่งคือกลไกใช้พลังความฉลาดรวมหมู่ ยิ่งในยุคที่ ไอที มีความพร้อมมาก มีการทดลองในหลากหลายเมือง หรือเทศบาล ในหลายประเทศ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สร้างและใช้ความฉลาดรวมหมู่ได้อย่างน่าสนใจ เป็นประชาธิปไตยแบบรอบคอบ (deliberative democracy) ไม่ใช่เพียงประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งผู้แทนเท่านั้น และไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบสร้างและใช้ความเขลารวมหมู่
ประเด็นสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยคือ ทำอย่างไรให้เป็นระบอบที่ส่งเสริม ไม่ใช่บั่นทอน ความฉลาดรวมหมู่ (collective intelligence) ในสังคม ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้งผู้แทนเข้าสภาไปตัดสินใจแทนประชาชน แต่ต้องมีการใช้ความฉลาดและความรอบคอบที่มีอยู่ในหมู่ประชาชนช่วยการตัดสินใจเชิงนโยบาย กลไกต่างๆ ของระบอบประชาธิปไตย ต้องนำไปสู่การเรียนรู้และฉลาดยิ่งขึ้นของประชาชนในภาพรวม ต้องไม่ใช่การจำกัดการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เนื่องจากได้เลือกผู้แทนไปทำหน้าที่แทนแล้ว ดังที่เคยมีนักการเมืองไทยในอดีตพูดแก่สื่อมวลชน ว่าเมื่อเลือกผู้แทนแล้วประชาชนอย่าเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเรื่องนโยบายสำคัญๆ อีก หลักการคือ รัฐสภาที่ประกอบด้วยผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ตัดสินใจ แต่ในการตัดสินใจนั้นต้องใช้ข้อมูลหลักฐาน และความฉลาดรวมหมู่ของประชาชนอย่างกว้างขวาง หรือรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางนั่นเอง
เขาบอกว่า การรับฟัง และให้ข้อมูลหลักฐานประกอบความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง เป็นสิ่งดี แต่การให้ประชาชนร่วมกันตัดสินใจในเรื่องที่ยากและซับซ้อน ไม่ดี คือจะไม่ได้การตัดสินใจที่ฉลาดอย่างแท้จริง เสียงส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป
ตั้งแต่เริ่มมีระบอบประชาธิปไตย (กว่า ๒,๕๐๐ ปี) อธิปไตยในการปกครองบ้านเมืองไม่เคยตกอยู่ในมือของประชาชนพลเมืองอย่างแท้จริง กลุ่มคนที่กำอธิปไตยมี ๓ กลุ่มคือ คนชั้นสูง คนรวย และคนมีความรู้สูง จึงมีการใช้ความฉลาดของคนสามกลุ่มนี้เป็นหลัก ไม่ได้ใช้ความฉลาดรวมหมู่อย่างครบถ้วน แต่ก็อาจมีคนเถียงว่า ชนกลุ่มใหญ่ของสังคมมีความเขลาอยู่มากเกินไป พูดอย่างนี้ก็เถียงกลับได้ว่า คน ๓ กลุ่มข้างบนก็มีความเขลาเช่นเดียวกัน อาจเป็นความเขลาคนละแบบ และบางกรณีเป็นความเขลาที่ก่ออันตรายต่อส่วนรวมสูงยิ่ง คือเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ส่วนรวม
ระบอบประชาธิปไตยได้รับการออกแบบให้ส่วนประกอบต่างๆ มีการคานอำนาจหรือตรวจสอบซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างระบบที่ความฉลาดต่างด้านคานอำนาจกัน ได้แก่ระบบออกกฎหมาย (รัฐสภา) ระบบตัดสินคดีหรือข้อพิพาท (ศาล) ระบบบริการสาธารณะ (ราชการ) และระบบบริหารประเทศ (รัฐบาล) แต่ละระบบย่อยก็มีการออกแบบให้มีการใช้ความฉลาดรวมหมู่ ดังตัวอย่างระบบศาลของหลายประเทศต่างจากของประเทศไทย ของประเทศไทยศาลใช้ความฉลาดเฉพาะของนักวิชาชีพ (นักกฎหมาย) คือผู้พิพากษา แต่ของอีกหลายประเทศ (เช่นสหรัฐอเมริกา) การตัดสินคดีใช้ระบบคณะลูกขุน ที่เป็นประชาชนธรรมดา ทำหน้าที่รับฟังข้อมูลหลักฐานจากฝ่ายที่พิพาทกัน และรับฟังคำแนะนำเชิงวิชาการจากนักกฎหมาย (ผู้พิพากษา) แล้วคณะลูกขุนร่วมกันใช้ดุลยพินิจตัดสินคดี เป็นการใช้ทั้งความฉลาดเชิงวิชาชีพ และความฉลาดในการดำรงชีวิตในสังคม ในการตัดสินคดี
เครื่องมีอให้ระบอบประชาธิปไตยมีจุดแข็ง ลดจุดอ่อนมี ๓ เครื่องมือคือ
- 1. เครื่องมือหน่วงอำนาจความรู้ เขาบอกว่าประชาธิปไตยเกิดขึ้นเพื่อปกป้องประชาชนจากการกดขี่ของผู้ปกครอง โดยการเก็บภาษี และการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม องค์ประกอบต่างๆ ของระบอบประชาธิปไตย มีความซับซ้อนอยู่ภายใน และมีความฉลาดที่ซับซ้อนเข้าไปกระทำการ ทั้งความฉลาดบริสุทธิ์ และความฉลาดแกมโกง ฉลาดแสวงประโยชน์เข้าตัวหรือเข้ากลุ่มของตน จึงต้องมีการออกแบบระบบให้มีการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ ความโปร่งใส และการแข่งขัน
- 2. เครื่องมือขยายความรู้ว่าด้วยองค์ประกอบต่างๆ เครื่องมือ และกลไกการดำเนินการ ของระบอบ เพื่อให้ประชาธิปไตยเกิดประสิทธิผลมากขึ้น เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งเรียกว่า deliberative democracy หรือประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวางลุ่มลึก คือเป็นประชาธิปไตยที่คำนึงถึงคุณภาพของการมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่มองว่าใครมีส่วนร่วมบ้าง
- 3. เครื่องมือใคร่ครวญสะท้อนคิด เพื่อเรียนรู้ มีคำว่า epistemic democracy ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ดึงดูดความรู้ของประชาชนพลเมืองเข้ามาใช้เพื่อการพัฒนาบ้านเมือง รวมทั้งเพื่อสร้างความรู้เพิ่มขึ้นเพื่อการนี้ ที่จริงระบอบประชาธิปไตยมีส่วนส่งเสริมเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สาธารณะในทางอ้อม เช่น เสรีภาพของสื่อมวลชน พัฒนาการของวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และการมีภาคประชาสังคม
ประชาธิปไตยที่ดี ต้องการระบบนิเวศน์ของสถาบันหรือการจัดกลไก (ecology of institutions) เพื่อให้เกิดกลไกที่เรียกว่า “ปัญญาส่วนกลางด้านประชาธิปไตย” (democratic commons) ที่ภาคประชาชนรวมตัวกันแชร์ความฉลาดอย่างเปิดเผยและเปิดโอกาสให้เอาไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างเสรี (ภายใต้กติกาที่ตกลงกัน) เพื่อทำให้กระบวนการประชาธิปไตย ดำเนินการอย่างมีข้อมูลหลักฐาน (evidence-based) เขายกตัวอย่าง Alliance for Useful Evidence, What Works, Committee of the Future, และ D-CENT เป็นต้น
การริเริ่มของสองนักแสดงตลก
นี่คือการริเริ่มรูปแบบประชาธิปไตยแนวใหม่ ที่เป็นลูกผสมระหว่างประชาธิปไตยตัวแทน กับประชาธิปไตยกึ่งทางตรง หรือประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวาง แปลกที่ริเริ่มโดยนักแสดงตลกที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองในสองประเทศ คือ ไอซแลนด์ กับอิตาลี และทั้งสองท่านเข้ามีอำนาจทางการเมืองหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศ
Jon Gnarr เป็นนายกเทศมนตรีเมือง Reykjavik ประเทศ Iceland ระหว่างปี ค.ศ. 2010 – 2014 แล้วไม่สมัครอีก ระหว่างทำหน้าที่นายกเทศมนตรี ได้ก่อตั้ง Better Reykjavik ซึ่งเป็น online consultation platform ดำเนินการโดยมูลนิธิ เปิดให้ประชาชนเข้าไปเสนอความเห็นต่อการดำเนินการของเมือง โดยมีข้อตกลงว่า ไอเดียที่เสนอตกเป็นสมบัติสาธารณะ แนวทาง consultation platform นี้มีการนำไปใช้ในอีกหลายเมืองในหลายประเทศ
Beppe Grillo ผู้ก่อตั้งพรรค Five Star Movement ในประเทศอิตาลี ที่สมาชิกร่วมลงมติเรื่องนโยบาย และกิจกรรมของพรรคผ่านทาง อินเทอร์เน็ต เป็นกระบวนการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นทางออนไลน์ (online deliberation) เป็นพรรคที่แข็งแกร่ง และเคยได้รับชัยชนะเป็นรัฐบาลท้องถิ่นของกรุงโรม และเมือง Turin
เพื่อให้ประชาธิปไตยใช้ความฉลาดรวมหมู่ มากกว่าใช้ความเขลาหรือความโกงรวมหมู่ ต้องแยกแยะกระบวนการประชาธิปไตยออกเป็นขั้นตอน โดยที่แต่ละขั้นตอนมีการใช้เงื่อนไขและวัฒนธรรมที่จำเพาะ สำหรับใช้พลังเปิดกว้างของเครือข่ายเปิด และในขณะเดียวกันก็มีพลังของการโฟกัสประเด็นให้ชัดเจน โดยมี ๖ ขั้นตอนดังต่อไปนี้
- กำหนดประเด็นคำถามที่มีความสำคัญ และแก้ไขได้
- กำหนดประเด็นวิธีดำเนินการเพื่อแก้ปัญหานั้น
- กำหนดทางเลือกวิธีดำเนินการ
- วิเคราะห์ทางเลือกแต่ละวิธี
- ตัดสินใจเลือกวิธีดำเนินการ
- ตรวจสอบการดำเนินการ และพิจารณาว่าได้ผลหรือไม่
จะเห็นว่าในแต่ละขั้นตอน มีธรรมชาติของปัญหาที่ต้องการให้ร่วมกันเสนอข้อคิดเห็นไม่เหมือนกัน และ online platform สำหรับใช้ในแต่ละขั้นตอนก็แตกต่างกัน ในช่วงแรกประเด็นปัญหาเปิดกว้าง ย่อมใช้ platform ที่ให้คนทั่วไปเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ แต่เมื่อประเด็นงวดเข้าสู่การตัดสินใจ ต้องใช้ platform ที่ค่อนข้างปิด ผู้ให้ข้อคิดเห็นต้องแสดงตัว หรือเฉพาะกลุ่มย่อยที่มีความรับผิดรับชอบชัดเจนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลงมติ
ตัวอย่างเช่น ไต้หวันทดลองใช้ vTaiwan เป็น platform ประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง รัฐสภาบราซิลทดลองใช้ Hacker Lab ฝรั่งเศสทดลองใช้ Cap Collectif เป็นต้น
ในการใช้ความฉลาดรวมหมู่สนับสนุนประชาธิปไตยนั้น คุณภาพของสาระในการถกเถียงแลกเปลี่ยน สำคัญพอๆ กันกับจำนวนคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น
นอกจากประชาธิปไตยระดับชาติ ประชาธิปไตยระดับข้ามชาติ ก็ควรใช้ความฉลาดรวมหมู่ ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เช่นนโยบายของ อียู ของอาเซียน
การเมือง ควรเป็นการเมืองที่ใช้ความฉลาด ไม่ใช่ใช้ความเขลารวมหมู่ (หรือการฉ้อโกงรวมหมู่) ทำอย่างไรพรรคการเมืองจึงจะเป็นกลไกของความฉลาดรวมหมู่ แทนที่จะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการรณรงค์หาเสียงเท่านั้น เยอรมนีทำโดยให้เงินแก่พรรคการเมือง
เพื่อปฏิรูปสังคม ระบบผู้นำประเทศควรใช้วิธีให้ฝึกฝนฟันฝ่ากันขึ้นมาด้วยกระบวนการทางการเมืองอย่างในประเทศตะวันตก หรือมีการเตรียมผู้นำผ่านการฝึกยาวนานหลายสิบปีอย่างในจีน จึงจะได้ระบบการเมืองที่ใช้ความฉลาดรวมหมู่ในการพัฒนาประเทศ ผู้นำควรผ่านการทดสอบความพร้อมในการทำหน้าที่ด้วยวิธีใด
ข้อจำกัดของระบอบประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง มีความเป็นประชาธิปไตยทางตรงมากขึ้น ใช้ความฉลาดรวมหมู่มากขึ้น แก้ได้ไม่ยากนักในเมือง หรือประเทศที่ไม่ใหญ่ แต่ในประเทศใหญ่ มีความท้าทายมาก และยังยากที่ในการเมืองมีกลุ่มวิ่งเต้น ที่เรียกว่า lobby group ได้รับการว่าจ้างด้วยเงินที่สูง ให้เข้าไปชักจูงนักการเมืองให้โหวตเพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง
ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยแบบใช้ความฉลาดรวมหมู่ คือกลไกความฉลาดรวมหมู่เหมาะมากต่อการทำหน้าที่ให้ข้อมูลและความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อคิดเห็นที่ก้าวหน้าหรือแหวกแนว แต่ไม่เหมาะเลยที่จะให้ทำหน้าที่ตัดสินใจ โดยผมขอเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจโดยคนจำนวนมากเท่าใด ก็หมายความว่าการตัดสินใจนั้นยิ่งไร้ผู้รับผิดรับชอบ (accountable) มากเท่านั้น
วิจารณ์ พานิช
๑๒ พ.ค. ๖๓