บันทึกชุด ความฉลาดรวมหมู่ตีความ (และสรุปความ) จากหนังสือ Big Mind : How Collective Intelligence Can Change Our World  (2018) เขียนโดย Geoff Mulgan ศาสตราจารย์ด้าน collective intelligence, public policy & social innovation แห่ง UCL  และเป็น CEO ของ NESTA    โดยในตอนที่ ๑๒ นี้ ตีความจากบทที่ 14   The University as Collective Intelligence    ซึ่งเป็นบทที่ ๔ ของตอนที่ III  Collective Intelligence in Everyday Life    

สาระสำคัญคือ มหาวิทยาลัยเป็นเสมือนโรงงานประกอบส่วนความฉลาด    เป็นสถาบันที่ดึงเอาความฉลาดจากหลากหลายแหล่งมาสร้างความฉลาดใหม่ผ่าน วงจรเรียนรู้ทั้งวงจรที่ ๑  วงจรที่ ๒  และวงจรที่ ๓    โดยการทำหน้าที่ดังกล่าวมหาวิทยาลัยได้ทำคุณประโยชน์แก่สังคมและโลกอย่างมากมาย    แต่น่าแปลก ที่มหาวิทยาลัยไม่สร้างความฉลาดเกี่ยวกับตนเอง    เพื่อการปรับตัวของตนเอง มหาวิทยาลัยจึงอ่อนด้อยในด้านความฉลาดเชิงระบบ    เปลี่ยนแปลงตนเองไม่ทันวงจรเรียนรู้ระดับที่ ๓ ของโลก    คือไม่เปลี่ยนความคิดว่า ในโลกยุคใหม่มหาวิทยาลัยควรทำหน้าที่อะไร อย่างไร

ไม่ว่าในยุคสมัยใด มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เชื่อมโยงนามธรรมเข้ากับรูปธรรม    หรือเชื่อมทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติ    นำไปสู่การยกระดับความรู้หรือความฉลาด    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับการเรียนรู้วงจรที่ ๓   คือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชุดความคิดในเรื่องต่างๆ    เป็นเรื่องแปลกที่มหาวิทยาลัยค่อนข้างมืดบอดในเรื่องชุดความคิดเกี่ยวกับตนเอง   

รูปแบบการทำหน้าที่ของมหาวิทยาลัย มีความชัดเจนเมื่อราวๆ สองร้อยปีที่ผ่านมา     มีการจัดระบบวิชาการเป็น สาขาวิชา (discipline)   โครงการวิจัย   การตรวจสอบโดยวิทยสหาย (peer review)    และวารสารวิชาการ    กลไกทั้ง ๔ ของระบบมหาวิทยาลัยมีการควบคุมตรวจสอบกันเองภายในระบบ    ไม่ใช่มีระบบหรือกลไกควบคุมจากภายนอก    นี่คือการจัดระบบของมหาวิทยาลัยในการทำหน้าที่ทางวิชาการ    มหาวิทยาลัยในโลกส่วนใหญ่ดำเนินการในแนวนี้ ... แนววิชาการ

แต่มหาวิทยาลัยก็ทำหน้าที่สร้างนวัตกรรมให้แก่สังคม เพื่อการใช้ประโยชน์    ในขั้นตอนนี้ย่อมต้องมีการตรวจสอบหรือประเมินภายนอก  

ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่แหวกแนวตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ที่เวลานี้ใช้ชื่อว่า Humboldt University of Berlin (ค.ศ. 1810)    และ University College London  (ค.ศ. 1826)    ที่มีรูปแบบการทำงานเชื่อมโยง (engage) กับชีวิตจริงมากกว่ามหาวิทยาลัยในรูปแบบดั้งเดิม    นี่คือต้นแบบของมหาวิทยาลัยที่เป็น socially-engaged university ในปัจจุบัน (๑)

มหาวิทยาลัยในรูปแบบที่ดำเนินการมา ๒ ศตวรรษประสบความสำเร็จสูงยิ่ง     แต่บัดนี้ถึงคราวที่จะต้อง “สร้างใหม่” (re-inventing universities)    ด้วยการขับเคลื่อนสู่ขอบฟ้าใหม่ทางวิชาการ    สู่การสร้างความฉลาดว่าด้วยความฉลาด (intelligence about intelligence)    หรือทำความเข้าใจระบบความรู้ว่าด้วยความรู้นั่นเอง    ซึ่งในขณะนี้เป็นที่ชัดเจนว่า ความรู้หาได้ง่าย    ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งความรู้เพียงแหล่งเดียวให้แก่สังคมอย่างในอดีตไกลโพ้น     และในโลกยุคปัจจุบันความรู้ที่ต้องการมากคือความรู้ที่ใช้การได้ในสถานการณ์จริง    หน้าที่ของมหาวิทยาลัยคือ สร้างการเรียนรู้วงจรที่ ๓  หรือสร้างชุดความคิดใหม่ว่าด้วยหน้าที่ของมหาวิทยาลัย   

กล่าวใหม่ว่า มหาวิทยาลัยในยุคนี้ต้องหันไปมองตนเอง วิพากษ์ตนเอง    เพื่อนำไปสู่การสร้างตัวตนใหม่ของมหาวิทยาลัย   

ที่จริงในช่วงเวลาราวๆ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการทดลองดำเนินกิจการมหาวิทยาลัยแนวใหม่  ที่มีการสร้างสรรค์หรือแหวกแนวรุนแรงมาก    และพบว่าได้ผลดี ตัวอย่างคือ Western Governors University (2), Olin College (3), Arizona State University (4) ในสหรัฐอเมริกา     ส่วนในอังกฤษมี University of Exeter, Coventry University, Imperial College London, University of Warwick     ในฟินแลนด์มี Aalto University    ในออสเตรเลียมี University of Melbourne    ในสิงคโปร์มี NTU    และ Pohang University of Science and Technology ในเกาหลี    แต่เมื่อเทียบกับจำนวนมหาวิทยาลัยทั้งโลก ที่มี ๒ - ๓ หมื่นแห่ง แล้วก็นับว่ามีมหาวิทยาลัยแนวนวัตกรรมน้อยนิด    มหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดในโลกยังดำเนินการแนวอนุรักษ์นิยม     

สาเหตุที่มหาวิทยาลัยยังยึดแนวอนุรักษ์นิยมอยู่ได้ก็เพราะพลังทำลายเพื่อสร้างสรรค์ (creative destruction) ที่ทรงพลังยิ่งในวงการธุรกิจและการเมือง ไม่เกิดขึ้นต่อวงการมหาวิทยาลัย     ทำให้มหาวิทยาลัยมีพลังสร้างสรรค์น้อยกว่าที่ควร   

ทั้งนี้เพราะมหาวิทยาลัยทำวิจัยในทุกเรื่อง    ยกเว้นเรื่องของตนเอง    เพราะว่าวงการต่างๆ ตั้งโจทย์ให้มหาวิทยาลัยวิจัย     แต่ผู้กำกับระบบมหาวิทยาลัยไม่ได้จัดการให้มหาวิทยาลัยทำวิจัยเกี่ยวกับระบบอุดมศึกษา    

ที่จริงในช่วงเวลาประมาณสิบปีที่ผ่านมา ได้เกิดระบบ MOOCs ที่เป็นการสอนทางไกล ออนไลน์    ที่มีศักยภาพสูงมาก    แต่สิ่งที่ขาดในแต่ละประเทศคือความฉลาดรวมหมู่ในการใช้เทคโนโลยีนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงต่อการเรียนรู้ของผู้คน   

มหาวิทยาลัยแห่งคำตอบ และมหาวิทยาลัยเพื่อคำถาม

ผู้เขียน คือ ศ. เจฟฟ์ มัลแกน เอ่ยถึง Thornstein Veblen ผู้เขียนหนังสือเมื่อร้อยปีมาแล้ว เสนอให้แยกมหาวิทยาลัยเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นสูง ทำงานวิชาการเพื่อแสวงหาความรู้บริสุทธิ์    กับมหาวิทยาลัยวิชาชีพทำงานวิชาการเชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์    เปรียบเสมือนว่ามหาวิทยาลัยชั้นสูงอยู่เหนือโลก    สร้างคำตอบทางวิชาการให้แก่โลกโดยไม่ต้องมีคำถาม    มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้มี ตรรกะ  รหัส  ความสัมพันธ์   และชุมชน ของตนเอง    ดำรงอยู่ได้และทำหน้าที่ได้ดีโดยการแยกตัวอออกจากโลก    เพื่อจะไม่แปดเปื้อนจากการติดต่อสัมพันธ์กับชีวิตจริง   

แต่ก็มีวงการวิชาชีพ ที่มองต่าง    ได้แก่วิชาชีพวิศวกรรม  เกษตรกรรม  การแพทย์  และการทหาร ที่มองว่าความรู้บูรณาการอยู่กับโลก หรือการปฏิบัติ    นักวิชาชีพต้องเชี่ยวชาญทั้งสองด้าน คือด้านทฤษฎี และด้านทักษะที่ต้องพัฒนาผ่านการฝึกฝน    หรือกล่าวใหม่ว่าต้องทำงานอยู่กับคำถามในชีวิตจริง   

ผมขอย้ำว่า หนังสือ Big Mind : How Collective Intelligence Can Change Our World  เน้นการเพิ่มพูนความฉลาดจากการปฏิบัติ    หากทำเป็น การปฏิบัติ หรือประสบการณ์ ช่วยให้เกิดความฉลาด    หรือกล่าวใหม่ว่า การปฏิบัติ ตามด้วยการคิดแบบรวมหมู่ ช่วยเพิ่มพูนความฉลาด    

ตัดกลับมาในปัจจุบัน ภายหลังการตีพิมพ์หนังสือของ Thornstein Veblen หนึ่งศตวรรษ    มีมหาวิทยาลัยสองกลุ่มจริงๆ    กลุ่มหลักจัดระบบองค์กรตามองค์ความรู้ และตามผู้เชี่ยวชาญความรู้นั้น    อีกกลุ่มหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยส่วนน้อย จัดระบบองค์กรตามคำถามหรือปัญหาที่จะเข้าไปช่วยแก้   

มหาวิทยาลัยกลุ่มแรกเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคำตอบ    กลุ่มหลังเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อคำถาม   

กลุ่มแรกเป็นมหาวิทยาลัยหอคอยงาช้าง มองการเปื้อนดินเป็นบาป    ทำให้ความรู้ไม่บริสุทธิ์    กลุ่มหลังเป็นมหาวิทยาลัยติดดิน  

 แต่ก็มีมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ที่จัดระบบวิชาการสนองคำถามหรือปัญหา    เขายกตัวอย่างมหาวิทยาลัยซิงหัวในจีน   สแตนฟอร์ดในสหรัฐ   และอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ในอังกฤษ    ที่นักศึกษาปริญญาตรีใช้เวลาส่วนหนึ่งทำงานวิจัยแก้ปัญหาสำคัญที่ไม่เคยมีคนแก้ได้มาก่อน   นอกจากนั้น ยังมีมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง ที่ดำเนินการแนวนี้ คือ มหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์ ในแคนาดา เฉพาะทางด้านการแพทย์   มหาวิทยาลัยโอลิน ในสหรัฐ เฉพาะทางด้านวิศวกรรมศาสตร์     โดยที่งานวิจัยแก้ปัญหาที่ยากมากนี้ นักศึกษาไม่ได้ทำคนเดียว    แต่ทำงานเป็นทีม ซึ่งเท่ากับเป็นการใช้ความฉลาดรวมหมู่    กระบวนการเช่นนี้จะนำไปสู่มหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ “ศูนย์ประกอบชิ้นส่วนความฉลาด” โดยไม่เกี่ยงว่าความฉลาดนั้นมีที่มาจากแหล่งใด

หากคำถามหรือโจทย์มาจากผู้ประกอบการ    ผลงานของทีมนักศึกษาคืองานนวัตกรรม    และนักศึกษาเรียนผ่านการฝึกเป็นนวัตกร   

มหาวิทยาลัยชั้นเลิศที่ติดดิน หรือมหาวิทยาลัยตอบโจทย์ นี้ อาจดำเนินกิจการรวบรวมความฉลาดจากแหล่งที่หลากหลายกว้างขวาง ด้วย “ชาลาความรู้” (knowledge platform) แบบใหม่    ที่เปิดโอกาสให้ “ผู้รู้” หรือ “ผู้มีประสบการณ์” ที่เป็นใครก็ได้ ทำงานอยู่ที่ใดก็ได้ เข้ามาช่วยให้คำแนะนำติชม    นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า “นวัตกรรมเปิด” (open innovation)    ชาลาดิจิตอล (digital platform) ของการทำงานตอบโจทย์ที่ท้าทาย จะดึงดูด “ผู้รู้” หรือ “ผู้มีประสบการณ์” เข้ามาร่วมวงโดยอัตโนมัติ    ยิ่งเป็นงานของนักศึกษา ยิ่งดึงดูด     

การทำงานของมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นเลิศในแนวนี้ ทำให้การผลิตบัณฑิต  การแก้ปัญหาของภาคประกอบการ  และการสร้างนวัตกรรม เป็นกระบวนการที่บูรณาการกัน หรือเป็นสิ่งเดียวกัน    เป็นมหาวิทยาลัยที่ทำงานเป็นหุ้นส่วนสังคม (วิชาการแนว engagement)    ซึ่งต่างจากมหาวิทยาลัยที่ยึดแนวสร้างความรู้แล้วเผยแพร่ให้สังคมนำไปใช้  ที่ผมเรียกว่าวิชาการแนว diffusion ในหนังสือ มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต (๒)    

มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปเป็นหุ้นส่วนของสังคม เพื่อร่วมดำเนินการตามโจทย์ของสังคม    ในการทำงานนี้ มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่แพร่กระจายความรู้  ทำให้สังคมเปิดกว้าง และช่วยขยายโอกาสให้แก่สังคม   

ผมขอเพิ่มเติมว่า เมื่อมหาวิทยาลัยเข้าไปทำงานเป็นหุ้นส่วนสังคม    ประสบการณ์ที่ได้ เป็นการเพิ่มพูนความฉลาดของวงการมหาวิทยาลัย    เมื่อนำมาใคร่ครวญไตร่ตรองร่วมกันจะเกิดเป็นวงจรระดับ ๓ ของการเรียนรู้    สู่ชุดความคิดหรือกระบวนทัศน์ใหม่ของการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งศตวรรษที่ ๒๑   และสำหรับมหาวิทยาลัยไทย สู่ชุดความคิดของการเป็นมหาวิทยาลัยยุคพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี มีความเท่าเทียม  

วิจารณ์ พานิช    

๑๑ พ.ค. ๖๓