ผมได้ไอเดียเขียนบันทึกนี้จากการไปร่วมประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางของโครงการผู้นำแห่งอนาคตที่ รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี เป็นหัวหน้าโครงการ
โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ ๖ ขณะนี้มีการสร้างผู้นำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมใน ๓ บริบท คือ (๑) ผู้นำร่วมสร้างสุข (๒) ผู้นำก่อการครู (๓) ผู้นำเชิงพื้นที่
ในเอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางคราวที่แล้วเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๓ ที่ผมไม่ได้เข้าประชุม มีประโยคหนึ่ง ในส่วนกิจกรรมของผู้นำก่อการครูกระทบใจผมอย่างแรง โดยครูที่เข้าโครงการท่านหนึ่งพูดว่า “…. ครูส่วนใหญ่มักจะถูกคาดหวังว่าห้ามพลาดห้ามผิด ทำให้กลายเป็นกำแพงที่ครูมักแบกเอาไว้และรู้สึกเฆี่ยนตีตนเองตลอดเวลา …” นี่คืออีกมายาคติของวงการศึกษาไทย
การกลัวผิดเป็นตัวปิดกั้นการเรียนรู้ ครูที่สอนให้ศิษย์กลัวผิดเป็นการทำร้ายศิษย์ ทำให้ศิษย์ไม่มีทักษะเรียนรู้จากความผิดพลาด
มนุษย์ต้องมีจริตและทักษะในการเรียนรู้ ทั้งจากความสำเร็จ และจากความผิดพลาด
โรงเรียนต้องมีบรรยากาศของการเรียนรู้ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย (safety environment) แก่นักเรียน ในการเรียนโดยลงมือปฏิบัติ
ที่จริงความรู้สึกปลอดภัยนี้ต้องทั้งด้านกายภาพ คือสถานที่ปลอดภัย ด้านสังคม คือไม่ถูกเพื่อนรังแก ไม่ถูกครูดูถูก และทางด้านอารมณ์ คือไม่กังวลว่าพฤติกรรมบางอย่างจะทำให้ถูกเยาะเย้ยถากถางว่าโง่หรือเพี้ยน
การเรียนรู้ที่ลึกและเชื่อมโยงเกิดจากการกระทำแล้วคิด โดยก่อนทำต้องตั้งเป้าว่าต้องการบรรลุผลใด รวมทั้งคิดหาทางเลือกในการดำเนินการ ซึ่งจะต้องมีการค้นคว้าหาความรู้นำมาใช้ในการดำเนินการนั้น และเมื่อดำเนินการก็มีการประเมินระหว่างทาง ว่ามีความก้าวหน้าตามคาดหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามคาดหมายก็มีการค้นคว้าหาความรู้เพิ่ม ละใคร่ครวญไตร่ตรองหาทางปรับปรุงวิธีการ จนในที่สุดได้ผลลัพธ์ ซึ่งอาจตรงเป้าหรือพลาดเป้าก็ได้ นักเรียนต้องฝึกทบทวนบทเรียนจากการกระทำของตน เพื่อการเรียนรู้ ทั้งจากผลสำเร็จ และจากความล้มเหลว
หากครูเป็นคนกลัวความผิดพลาดเสียเอง นักเรียนจะไม่กล้าเสี่ยงคิดวิธีทำงานที่แปลกใหม่ เพราะนักเรียนจะถูกสอนให้กลัวความผิดพลาดไปโดยปริยาย และที่ร้ายกว่านั้น ครูที่ไม่มีประสบการณ์การเรียนรู้จากความผิดพลาด จะไม่สามารถโค้ชการเรียนรู้จากความผิดพลาดให้แก่ศิษย์ได้ เพราะจะมัวตกใจตีโพยตีพายอยู่กับความผิดพลาด ไม่มีสติในการดำเนินกิจกรรม AAR หรือ Reflection เพื่อการเรียนรู้จากการปฏิบัตินั้น
การศึกษาแบบสองขั้ว (binary) คือถูกกับผิด จะไม่สามารถทำให้เด็กเรียนรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีความซับซ้อน (complexity) ได้ ทำให้การเรียนรู้ไม่ลึกซึ้ง และไม่เชื่อมโยง ภาษาวิชาการเรียกว่า ไม่เกิด deep learning
การศึกษาที่ยึดมั่นกับถูก-ผิด เป็นการศึกษาที่ไม่ส่งเสริมการฝึกคิด เน้นการเรียน fact ไม่เน้นการฝึก thinking นานๆ เข้าผู้เรียนในระบบนี้จะกลายเป็นคนคิดไม่เป็น ไม่กล้าคิด และกลายเป็นคนที่กลัวการทำผิดพลาด
เรื่องกล้าผิดนี้ ผมคิดว่าต้องแยกแยะ ระหว่างกล้าผิดทางวิชาการ หรือทางทำงาน กับผิดทางคุณธรรมจริยธรรม
เราต้องฝึกฝนเด็กและเยาวชนของเราให้เป็นคนขยะแขยง รังเกียจพฤติกรรมชั่ว ทั้งโดยการทำเป็นตัวอย่าง และการเล่าผลร้ายของการทำชั่ว ผลดีของการทำดี รวมทั้งพูดคุยกันเรื่องการหลีกเลี่ยงไม่ให้หลงผิดเข้าไปเกลือกกลั้วความชั่ว รวมทั้งให้รู้เท่าทันวาทกรรมที่แสดงความยอมรับพฤติกรรมที่ด้อยคุณธรรม
ความผิดพลาดในการทำงานเพื่อการเรียนรู้เป็นคนละเรื่องกับความผิดพลาดทางศีลธรรม คนเราควรมีประสบการณ์ตรงต่อความผิดพลาดในการทำงาน และรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นๆ
ที่สำคัญต้องไม่กลัวความผิดพลาด ที่ทำด้วยความรอบคอบแล้ว
วิจารณ์ พานิช
๑๓ มิ.ย. ๖๓