โสภณ เปียสนิท
นาย โสภณ เปียสนิท ตึ๋ง เปียสนิท

น้ำเพื่อการเกษตร


โสภณ เปียสนิท

.....................

        พระดำรัสของล้นเกล้ารัชกาลที่9 “ทำเกษตรต้องมีน้ำ” จากสูตรง่ายๆ ตามศาสตร์พระราชา 30.30.30.10 ต่อครอบครัว 30 แรก ปลูกป่า 30 ต่อมาทำไร่นา อีกสามสิบเก็บน้ำไว้ใช้สอยยามจำเป็น อีก 10 เป็นที่อยู่อาศัย เห็นได้ว่า พระองค์ให้ความสำคัญกับน้ำเทียบเท่ากับป่า และนาไร่ ใครมีที่มากน้อยก็คิดเอาตามสัดส่วนที่พระราชทานมา เดินตามนี้ถือว่าเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระราชา มีหลักคิดในการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง คือ เศรษฐกิจพอเพียง อยู่รอดได้อย่างสบายๆ

            มีแนวคิดหลายอย่างที่พระองค์ต้องการปลูกฝังสั่งสอนไว้ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ แม้ต่างประเทศก็ถือว่าปฏิบัติตามหลักการนี้ได้ เช่นเศรษฐกิจพอเพียง ทรงสอนให้รู้จักพอเพียง พอเพียงของแต่ละคนต่างกันไปตามอัตภาพ ความสำคัญคือ ไม่ทำตนเองหรือผู้อื่นให้เดือดร้อน แนวคิดแรกที่ต้องมีก่อน คือ “พึ่งตนเองให้ได้” นับตั้งแต่พึ่งตนเองทางแนวคิด รู้จักคิดว่าทำอย่างไรจะอยู่รอดได้ในแต่ละวัน “กินอะไรปลูก หรือเลี้ยงอันนั้น” กินข้าวปลูกข้าว กินพริกปลูกพริก คือทำเองให้ได้มากที่สุด ถ้าเกินกำลังจึงคิดอ่านหามาโดยวิธีอื่น เช่นการปลูกข้าว เกินกำลังเรา ก็ให้คิดเอาสิ่งอื่นๆ ที่เรามีเหลือเฟือไปแลกมา ต้องการบริโภคโปรตีนก็เลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู่ไปตามสภาพ โดยเริ่มจากน้อยไปหามาก

            แนวคิดต่อมา “กินแจกแลกขาย” เดินตามขั้นตอนเหล่านี้ จะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ก็มุ่งไปที่การบริโภคในครอบครัวก่อน ไม่ว่าจะสัตว์หรือพืช กินแล้วจึงคิดถึงเพื่อนพ้องน้องพี่โดยการนำสิ่งที่เกินจำนวนไปแจกกันบ้าง เพื่อสร้างความสัมพันธ์กันในชุมชน แจกแล้วยังเหลือจึงนำไปแลกสินค้ากัน การแลกเปลี่ยนเป็นการตัดพ่อค้าคนกลางไปได้ สุดท้ายยังเหลืออยู่บ้างจึงนำไปขาย ถือว่าเป็นกำไรล้วนๆ

            อีกแนวคิดหนึ่งพ่อสอนว่า “ปลูกแบบผสมผสาน” ความหมายคือการปลูกพืชเชิงเดียว แบบเสาเดียวค้ำฟ้ามิใช่หนทางที่ถูกต้อง เพราะค่าใช้จ่ายของเกษตรกรมีมากมายหลายด้าน การปลูกพืชเชิงเดียวเพื่อให้ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายนั้นเป็นความคิดที่ผิด ปราชญ์บางคน เปรียบรายได้จากการทำเกษตรด้านต่างๆ ว่าเป็นทหารองค์รักษ์หลายกองด้วยกัน การเลี้ยงเป็ดไก่เป็นทหารกองหนึ่ง เลี้ยงวัวควายเป็นทหารอีกองหนึ่ง การปลูกผักเป็นทหารกองหนึ่ง การปลูกต้นไม้ใหญ่ไม้ใช้สอยเป็นทหารอีกกองหนึ่ง จะเห็นได้ว่าแนวคิดนี้ มีรายได้จากหลากหลายแหล่ง ไม่ใช่เสาเดียวค้ำฟ้า ทหารกองเดียวแก้ปัญหาทั้งหมด

            แต่ไม่ว่าจะทำเกษตรแบบไหนก็ต้องมีน้ำ พ่อหลวงจึงสอนให้แต่ละพื้นที่ของเกษตรกรกักเก็บน้ำไว้ใช้ อย่างน้อยร้อยละสามสิบของพื้นที่ เมื่อมีน้ำจึงทำเกษตรได้ดี การรอน้ำจากภายนอก จากรัฐบาล จากฝนบนฟ้าเพียงสองด้านนี้ไม่น่าจะช่วยให้อยู่รอดได้ ผมเห็นตัวอย่างจากหมู่บ้านที่กาญจนบุรี ทำเกษตรแบบรอน้ำฝน ผลที่ได้รับไม่คุ้มค่า ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ทำให้เกิดการขาดทุน เป็นหนี้สินกันไปเกือบทุกคน สุดท้ายส่วนมากต้องขายที่ดินทำกินไป แล้วไปทำงานเป็นลูกจ้างในที่ดินของตัวเอง

            หมู่บ้านท่ามะนาว วังด้ง กาญจนบุรี ชาวบ้านส่วนหนึ่งอยู่ติดริมแม่น้ำแควใหญ่ จึงใช้น้ำเพื่อการเกษตรของตนเองได้ แต่มีปัญหาใหม่ใหญ่กว่าเก่าแทรกเข้ามา ปัญหาช้างป่า (ปล่อย) เริ่มจากเมื่อราวสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา เริ่มมีช้างเข้ามาหากินยามค่ำคืนในพื้นที่เรีอกสวนไร่นาของชาวบ้าน จากนั้นช้างป่าปล่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงทุกวันนี้ ยามค่ำคืนเกษตรกรแทบไม่ต้องได้หลับนอน เพราะต้องออกลาดตระเวน หรือไม่ก็นั่งห้างเฝ้าช้างมิให้เข้าไร่ บางรายเกรงว่าจะนอนหลับเพลิน จึงติดตั้งสายไฟป้องกันช้าง แต่ไม่นานช้างก็เอาชนะได้ ส่วนมากชาวบ้านใช้พลุเสียงขับไล่ช้าง นานเข้า เหมือนว่าช้างจะกลายเป็นช้างหูพิการกันไปทั้งหมด คือได้ยินเสียงแล้วพลุแล้วยังไม่ยอมหนี มองหน้าคนจุดเฉย เหมือนไม่แน่ใจว่ามีคนไล่หรือไม่

            เจ้าหน้าที่รัฐ มีบทบาทคอยติดตามข่าวคราวว่าช้างเป็นอยู่อย่างไรบ้างเท่านั้น บางครั้งเข้ามาหาเกษตรกรเพื่อช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนห้องน้ำคอกสัตว์ที่ถูกช้างทำลาย เกษตรกรบางรายถึงกับเสียชีวิต เจ้าหน้าที่นำเงินมาช่วยค่าปลงศพบ้าง และนำพวงหรีดมาติดตั้งไว้หน้าโลงในวันงาน เหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

            ปัญหาของเกษตรกรและชาวบ้านจึงมี 3 ปัญหาหลัก “ปัญหาน้ำ ปัญหาช้าง และปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจปัญหา” ปัญหาน้ำของเกษตรกร ควรแก้ด้วยตัวของเกษตรกรเองคือจัดทำแปลงที่ดินของตนเองให้เป็นระบบ “โคก หนอง นาโมเดล” คือมีที่สูงที่เรียกว่าโคกไว้ปลูกไม้ใหญ่ไม้เศรษฐกิจ ปลูกบ้าน หนองเป็นแหล่งเก็บน้ำของตนเอง นาเป็นที่ปลูกข้าวและพืชหมุนเวียนอื่นๆ เป็นพื้นที่ต่ำ พื้นที่รองรับน้ำ ใกล้แหล่งน้ำ หนองน้ำ

อีกอย่างหนึ่ง เกษตรกรยังรอการแก้ปัญหาจากภาครัฐคือ ควรจัดทำแหล่งน้ำเพื่อช้างและเพื่อเกษตรกรไปด้วยในคราวเดียวกัน แถมด้วยการปลูกพืชที่ช้างชอบกินขึ้นในป่าให้พอเพียงสำหรับช้างทุกตัว ทั้งช้างแก่และช้างเกิดใหม่ สร้างแหล่งน้ำให้ช้างในป่าให้พอเพียงกับช้างทุกตัว เมื่อสร้างแหล่งน้ำขึ้นในป่าได้แล้ว ให้แบ่งปันให้กับเกษตรกรใช้ในการเกษตรไปด้วยตัว เพื่อความสมานสามัคคีระหว่างคนและช้างป่าปล่อยต่อไป

เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่แค่เพียงผู้ซ่อมแซมอาคารโรงเรือนคอกสัตว์ของชาวบ้านเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากช้างป่าปล่อยนิดหน่อย ถือว่าปรับตัวไม่ทันกับปัญหาใหม่ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เข้าใจว่า ช้างปรับเปลี่ยนนิสัยไปอย่างไร ปรับเปลี่ยนจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างไร แหล่งน้ำไม่พอเพียงสำหรับช้างป่าเหล่านั้นที่เพิ่มจำนวนขึ้นกว่าเดิมปีละไม่น้อย เจ้าหน้าที่เหล่านี้ควรเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้เพิ่มป่า เพิ่มแหล่งน้ำ แสดงบทบาทสำคัญในการป้องกันช้างป่าเข้ารุกรานชาวบ้านเกษตรกร

ชาวบ้านเกษตรกรก็ต้องเพิ่มแหล่งน้ำของตนเอง ปลูกป่าบนที่ดินของตัวเอง ใช้ประโยชน์จากที่ดินของตัวเองอย่างคุ้มค่าด้วยการปลูกป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง ตามรอยพ่อหลวงที่ทรงสอนศาสตร์พระราชามาเป็นเวลายาวนาน  ผมพยายามจะเพิ่มแหล่งน้ำในที่ดินของตนเองด้วยการขุดสระขนาดหลังหนึ่งขนาดเกือบหนึ่งงาน แต่ผ่านมาหลายปี น้ำไม่ไหลลงสู่สระจึงยังเก็บน้ำไม่ได้ ผมขุดสระไว้อีกแห่งบนที่ดินอีกแปลง ปรากฏว่าเป็นทางน้ำไหลผ่าน ฝนตกหนักน้ำหลากมาปีนี้ น้ำเต็มสระ คาดว่าจะมีน้ำขังอยู่ไม่น้อยกว่าสี่เดือน ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดี

จากที่ได้เห็นว่า สระน้ำหลังนี้มีน้ำไหลลงทุกคราเวลาฝนตก น้ำในสระจึงเหมือนเติมเต็มความหวังเรื่องน้ำในใจของผมจนเกิดแผนการขึ้นว่า เมื่อสระนี้มีน้ำได้ ขุดอีกสระสองสระบนที่ดินแปลงนี้ ก็ต้องมีน้ำได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหวังไว้ว่า หน้าแล้งปีต่อไปจากนี้ ผมจะดำเนินการให้มีการขุดสระน้ำอีกสองหลัง เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ตามศาสตร์ของพ่อหลวงรัชกาลที่9 แค่เพียงคิดว่า บนที่ดินราวสิบกว่าไร จะมีบ่อน้ำไว้ใช้อีกอสองหลัง รวมเป็นสามหลัง หลังละราวหนึ่งงาน รวมแล้วเพิ่งได้พื้นที่สระขังน้ำยังไม่ถึงสองไร่

คงเป็นเรื่องแปลกสำหรับหมู่บ้านอีกครั้ง เพราะชาวเกษตรกรในหมู่บ้านที่ผมอยู่ยังมองเห็นว่า แม้เรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญ แต่การขุดสระทำให้เสียที่ดิน เปลืองที่ดิน จึงไม่ค่อยมีเกษตรกรคนไหนยอมเสียสละที่ดินเพื่อขุดสระ ทั้งที่น้ำเป็นความจำเป็นของเกษตรกรแต่ละราย แต่อย่างน้อย ผมคิดว่าจะเป็นตัวอย่างให้ชาวเราได้เห็นว่า คำสอนของพ่อรัชกาลที่9 เรื่องการแบ่งที่ดินให้แก่การกักเก็บน้ำนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่ใช่ช่องทางที่เป็นตัวเลือก

อีกประการหนึ่งเรื่องการปลูกป่า ที่บ้านท่ามะนาว ใกล้เขาชนไก่ เมืองกาญจนบุรีเป็นเรื่องยากมาก เพราะชาวบ้านมีความคิดสืบทอดกันมาแต่เดิมว่า ป่าไม้ ไม่ต้องปลูกมันมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ชาวบ้านสืบทอดอาชีพตัดไม้กันมาชั่วลูกชั่วหลาน มาถึงตอนนี้ แม้ไม่ค่อยจะมีไม้ให้ตัดก็ตัดในที่ของกรมป่าไม้บ้าง ที่หัวไร่ปลายนาของเพื่อนบ้านบ้าง แล้วรุกเข้าสู่ที่ของผู้อื่นเพื่อตัดไม้ กลายเป็นว่า เราสืบทอดกันมาได้แค่เพียงการตัดไม้ ส่วนการปลูกต้นไม้ป่าไม้ในที่ของตนเองยังไม่ค่อยมีคนทำ

การปลูกไม้ผลเป็นความเสี่ยงว่า ไม้ชนิดนั้นจะเป็นที่ชื่นชอบใจของช้างป่าปล่อยหรือไม่ เกษตรกรรายหนึ่งเล่าว่า ชาวบ้านปลูกต้นมะม่วงไว้ที่หน้าบ้านใกล้ถนนสายเอราวัณ แรกๆ ไม่มีช้างมาที่มะม่วงต้นนี้เลย แต่พอมะม่วงสุกกลิ่นมะม่วงคงจะดึงดูดใจให้ช้างเดินเข้ามาใกล้ต้นมะม่วง เจ้าของบ้านจุดพลุไฟไล่ช้างค่อยๆ เดินจากไป กลางคืนดื่นดึกเจ้าของได้ยินเสียงช้างกินมะม่วง มองออกไปด้านหน้าบ้านที่มีต้นมะม่วงเห็นเงาตะคุ่มๆ ก็รู้ทันทีว่าช้างมาแน่ จึงจุดพลุไฟแล้วโยนออกทางหน้าต่างไล่ช้าง ปรากฏว่า เจ้าของบ้านตกใจมากเมื่อรู้ความจริงว่า ช้างอยู่รอบต้นมะม่วง4-5 ตัว ต่างแตกหนีกันฮือออกไปตัวละทิศละทาง

ระหว่างที่ผมกำลังคิดขุดสระเพิ่มเพื่อนบ้านถามว่า แล้วไม่กลัวช้างลงไปเล่นน้ำในสระที่ขุดหรือ ผมก็ว่าไม่กลัวช้างลงไปเล่นน้ำหรอก แต่กลัวช้างเหยียบเจ้าของสระมากกว่า แต่ใจก็ยังอยากได้แหล่งน้ำในที่ของตัวเองอยู่ไม่เสื่อมคลาย แล้งที่กำลังจะมาถึงนี้คงต้องจัดให้มีสระน้ำอีกสักสองจุดบนที่ดินพื้นแห่งความหวังที่ว่านี้ ต้องการออกแบบสระให้เหมาะกับพื้นที่ค่อนข้างยาวของเรา แต่มีข้อจำกัดคือมีต้นไม้อยู่ก่อนแล้วจำนวนมาก ไม่อยากเสียต้นไม้เก่าแก่เหล่านี้ หรือเสียต้นไม้ไปบ้างแต่เสียให้น้อยที่สุดจะขุดสระน้ำอย่างไร

ส่วนเรื่องช้างนั้นไม่ได้วิตกกังวลอันใด เพราะช้างอาจมาอาบน้ำบ้าง อาบแล้วก็กลับไป หรือจะมาเล่นน้ำบ่อยๆ ก็ดี จะได้จัดให้มีหอดูช้างอาบน้ำเสียเลย คราวนี้ไม่ต้องกลัวตาเป็นกุ้งยิงกันละ พืชที่ปลูกก็ต้องวางแผนปลูกต้นไม้ที่ช้างไม่สนใจ หรือสนใจน้อยที่สุด เช่นไม้ยืนต้นไม้ใช้สอย หลีกเลี่ยงการปลูกพืชให้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชที่กลิ่นหอมรุนแรงล่องลมไปได้ในที่ไกล ตัวอันตรายล่อช้างให้เข้ามาหา กอไผ่เป็นต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่ช้างชอบ แม้ว่าจะเป็นไม้ที่ปลูกง่าย และเป็นเป้าหมายที่ต้องการปลูก แต่เมื่อรู้ว่าช้างชอบ ก็จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง หรือปลูกให้น้อยที่สุด

หรือถ้าช้างมากวนมากๆ ก็จะปรับเปลี่ยนเป็นปลูกต้นไม้ที่ช้างชอบไปเสียเลย แล้วทำรีสอร์ทให้คนมาเช่าดูช้างยามค่ำคืนไปเสียเลย อาจได้รับความนิยมจากพวกนิยมการพักค้างท่องเที่ยวผจญภัยก็เป็นได้

หมายเลขบันทึก: 677665เขียนเมื่อ 27 พฤษภาคม 2020 11:58 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 พฤษภาคม 2020 11:58 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี