หนังสือ Deadliest Enemy : Our War Against Killer Germsเขียนโดย Michael T. Osterholm & Mark Olshaker   พิมพ์ออกจำหน่ายต้นปี 2017    พอต้นปี 2020 Covid-19 ก็ระบาด    ข้อเขียนในหนังสือทำนายแม่นเหมือนจับวาง    แต่ผู้เขียนคงไม่นึกว่ามันจะมาเร็วอย่างนี้

ผู้เขียนคือศาสตราจารย์ Michael Osterholm เป็นนักระบาดวิทยาผู้ก่อตั้ง CIDRAP (Center for Infectious Disease Research and Policy) มหาวิทยาลัยมินนีโซต้า   

โรคระบาดมันมีธรรมชาติจู่โจมแบบเราไม่รู้ตัว  ไม่รู้ว่ามันคืออะไร    ตัวอย่างในปี ๒๕๒๔ มีปรากฏการณ์ประหลาดในสหรัฐอเมริกา ที่รัฐนิวยอร์กและแคลิฟอร์เนีย   ที่มีคนหนุ่มจำนวนหนึ่งเป็นโรคมะเร็งผิวหนังที่นานๆ พบครั้ง  รวมทั้งเป็นโรคติดเชื้อโปรโตซัว Pneumocystis carinii ซึ่งคนที่ร่างกายปกติเขาไม่ติดกัน    นักระบาดวิทยาทำวิจัยแบบที่เรียกว่า การสอบสวนผู้เป็นโรค (case surveillance) พบว่า โรคดังกล่าวระบาดในหมู่เกย์    และต่อมาจึงรู้ว่าเป็นโรคเอดส์ จากการติดเชื้อ เอ็ชไอวี    เป็นโรคติดเชื้อชนิดใหม่ที่เริ่มจากอัฟริกา    ที่ในที่สุดก็กลายเป็นโรคที่อยู่กับคนในสภาพที่เรียกว่า hyperendemic ไปเรียบร้อย    มีคน ๔๐ ล้านคนติดเชื้อ    เราป้องกันโรคนี้ได้เพราะรู้ว่ามันแพร่เชื้อผ่านกิจกรรมทางเพศ และการให้เลือด 

เอดส์ได้ก่อความก้าวหน้าของระบาดวิทยา  และวิทยาภูมิคุ้มกันมากมาย    ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนคือพฤติกรรมมนุษย์ที่รู้ว่าเป็นสาเหตุของการแพร่และติดเชื้อ   

ในเวลาใกล้ๆ กัน ในสหรัฐอเมริกา เกิดการระบาดของโรคที่เรียกว่า TSS (Toxic Shock Syndrome) ในผู้หญิงที่มีประจำเดือน    ศ. โอสเตอร์โฮล์ม มีส่วนเข้าร่วมทำวิจัยค้นหาสาเหตุ    โดยวิธีวิทยาที่เรียกว่า case – control study   ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบว่า เกิดจากการใช้ผ้าอนามัยแบบใหม่ที่ใช้วัสดุดูดซับพลังสูง และบังเอิญแบกทีเรียชนิดหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของ TSS ชอบ    เมื่อเปลี่ยนวัสดุดูดซับ การระบาดของโรคก็หายไป    นี่เล่าอย่างย่อนะครับ    เรื่องจริงกว่าจะคลำถูกก็หลงทางไปไกลเหมือนกัน   

เขาบอกว่า หายนะใหญ่ที่จะทำลายมนุษยชาติมี ๔ เหตุ คือ (๑) สงครามนิวเคลียร์  (๒) อุกาบาดยักษ์ชนโลก  (๓) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ  (๔) โรคระบาดใหญ่    โดยที่สาเหตุที่ ๔ มักถูกลืม หรือละเลย    โดยที่แท้จริงแล้ว เป็นสาเหตุที่มีโอกาสสูงสุดที่จะเกิด  

ที่จริงมนุษย์กับจุลชีพที่เป็น (และไม่เป็น) เชื้อโรคอยู่ด้วยกันมาเป็นแสนปีตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์    แต่ความเจริญก้าวหน้าของอารยธรรมมนุษย์นั่นเอง ที่ทำให้ความเสี่ยงของโรคระบาดใหญ่เพิ่มอย่างมากมาย   

ตัวอย่างของการระบาดทั่วโลกครั้งใหญ่คือไข้หวัดช่วงปี ค.ศ. 1918    ที่คาดว่าคนหนึ่งในสามของโลกติดเชื้อ    และมีคนตายราวๆ ๑๐๐ ล้านคน    ความรู้สำคัญที่ได้จากเหตุการณ์เมื่อร้อยกว่าปีก่อนครั้งนั้น และนำมาใช้รับมือการระบาดของโควิด ๑๙  คือการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing)   

ความเจริญก้าวหน้าทำให้ประชากรมนุษย์เพิ่มมาก และมีส่วนที่อยู่กันอย่างแออัด     มีการเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างสะดวก   รวมทั้งมีฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เพื่อสนองการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มมาก    เป็นช่องทางที่เอื้อต่อการระบาดของโรคติดเชื้อ  

ความเจริญก้าวหน้าที่กลายเป็นพิษภัยต่อมนุษยชาติ คือความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี    ที่ผลิตเชื้อโรคติดเชื้อที่ระบาดร้ายแรงเพื่อใช้ทำสงครามเชื้อโรคได้    คือนอกจากสงครามนิวเคลียร์ ยังมีสงครามเชื้อโรค ที่จะล้างโลกได้    อย่างกรณีโควิด ๑๙ ก็มีข่าวลือว่าเกิดจากประเทศปรปักษ์ปล่อยเชื้อ   

ที่จริงมีโรคติดเชื้ออุบัติใหม่โรคระบาดเป็นช่วงๆ คล้ายสัญญาณเตือนว่าโรคที่ร้ายกว่ากำลังจะตามมา     ที่ระบาดในช่วงประมาณ ๒๐ ปีเศษที่ผ่านมา ได้แก่  โรคหวัดนก H5N1 ระบาดใหญ่ปี ๒๕๔๐ ที่ฮ่องกง   โรคติดเชื้อไวรัส Nipah เริ่มปี ๒๕๔๒    โรค SARS ระบาดในช่วงปี ๒๕๔๕   โรค MERS ระบาดในปี ๒๕๕๕   โรค อีโบลา ในปี ๒๕๕๗ (พบครั้งแรกปี ๒๕๑๙)    โรคติดเชื้อไวรัส Zika ในปี ๒๕๕๙   โรคเหล่านี้ยังอยู่ในโลก เพียงแต่เราป้องกันไม่ให้มันระบาดใหญ่ได้               

ศัตรูที่คล้ายมนุษย์เป็นผู้ชุบเลี้ยง และเสี่ยงต่อการระบาดใหญ่ คือแบกทีเรียดื้อยา     นี่คือปัญหาที่คู่กับความก้าวหน้าด้านยาปฏิชีวนะ   ที่เมื่อใช้กันอย่างไม่ระมัดระวัง ก็เป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อดื้อยา

ทั้งหมดนั้น ต้องการการรวมตัวกันทั่วโลก ในการเฝ้าระวัง     ตรวจจับให้พบเร็ว ดำเนินมาตรการเร็ว    ร่วมกันดำเนินมาตรการของทั้งโลก    ก็จะป้องกันการระบาดใหญ่ได้    อย่างกรณีโควิด ๑๙ มีภาพยนตร์เรื่อง Pandemic : How to Prevent an Outbreak   ทำโมเดลลิ่งให้เห็นว่า หากดำเนินการได้เร็วขึ้น ๑ สัปดาห์  ๒ สัปดาห์  อัตราการระบาดในโลกจะลดลงเพียงใด    ที่จริงน่าจะมีคนทำโมเดลลิ่งกรณีสหรัฐอเมริกา ว่าหากเขามีประธานาธิบดีที่อยู่ในร่องในรอย    อัตราการระบาดของเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร             

ที่จริง  Bill Gatesได้เตือนไว้ใน Ted Talk ล่วงหน้าในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ว่า pandemics จะเป็นสาเหตุของหายนะครั้งต่อไปของมนุษยชาติ ไม่ใช่สงคราม    และโลกไม่พร้อมที่จะรับมือ ชมได้ที่ (๑) 

วิจารณ์ พานิช

๒๘ เม.ย. ๖๓   ปรับปรุง ๔ พ.ค. ๖๓