มะม่วงเป็นผลไม้ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ตอนที่บรรยายสภาพเมืองสุโขทัยว่า "...เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู มีไร่มีนา มีถิ่นฐาน มีบ้านใหญ่ บ้านเล็ก มีป่าม่วง มีป่าขาม ดูงามดังแกล้ง..."

ป่าม่วงป่าขามที่กล่าวถึงในศิลาจารึกหมายถึงป่ามะม่วงป่ามะขามนั่นเอง ประเทศไทยมีมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ซึ่งแต่ละพันธุ์จะมีเอกลักษณ์ของตนเอง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 พวก คือมะม่วงที่รับประทานผลดิบกับมะม่วงที่รับประทานผลสุก

มะม่วงพันธุ์ที่รับประทานผลสุก บางชนิดรสหวานเย็นปอกรับประทานได้เลย แต่บางชนิดรสหวานแหลมเหมาะแก่การรับประทานกับข้าวเหนียวมูน เช่น มะม่วงอกร่อง มะม่วงอกร่องพิกุลทอง มะม่วงทองดำ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงยายกล่ำ มะม่วงพราหมณ์ขายเมีย เป็นต้น ส่วนมะม่วงที่นิยมรับประทานดิบมักจะมีรสมัน ไม่เปรี้ยวมาก เช่น มะม่วงแขกขายตึก มะม่วงมันศาลายา มะม่วงมันขุนศรี มะม่วงน้ำดอกไม้มัน มะม่วงมันเดือนเก้า มะม่วงพิมเสนมัน มะม่วงหนองแซง มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงแก้วขมิ้น และมะม่วงฟ้าลั่น

มะม่วงที่นิยมรับประทานผลดิบ เนื่องจากมีรสเปรี้ยวจัดแต่เมื่อแก่จัดจะมีรสหวานอมเปรี้ยว เหมาะแก่การนำมารับประทานร่วมกับน้ำปลาหวาน กะปิหวาน หรือพริกเกลือ หรือนำไปเป็นส่วนประกอบในอาหารชนิดต่างๆ เช่น ข้าวคลุกกะปิ ข้าวยำปักษ์ใต้ ยำมะม่วง ยำปลาดุกฟู มะม่วงพันธุ์นี้ได้แก่ มะม่วงแรด ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือ แปดริ้ว จังหวัดที่มีมะม่วงอร่อย เหตุที่มะม่วงแปดริ้วมีรสอร่อยเพราะบางช่วงดินมีสภาพ 3 น้ำ คือ บางช่วงน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ส่งผลทำให้มะม่วงซึ่งปลูกมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นมีรสชาติดี ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดมากที่สุด จะมีการจัดงานวันมะม่วงเป็นประจำทุกปี

ที่มาของชื่อมะม่วงแรดมาจากการที่ด้านหลังผลที่ตรงข้ามกับโหนกผลด้านหน้าจะมีเนื้อผลงอกยาวออกมาคล้ายนอแรด มะม่วงแรดเป็นมะม่วงพันธุ์เบาเจริญเติบโตเร็ว เป็นไม้ยืนต้นสูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปใบหอก ปลายแหลม เนื้อใบหนาสีเขียวสด ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด สีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม ผลของมะม่วงแรดมีลักษณะกลมรี ผลโตเต็มที่มีน้ำหนัก 300 กรัมต่อผล เป็นมะม่วงที่ให้ผลปีละครั้งตามฤดูกาล ผลดิบจะมีรสเปรี้ยวจัดแต่เมื่อแก่จัดจะมีรสหวานอมเปรี้ยว ส่วนใหญ่นิยมรับประทานผลดิบร่วมกับน้ำปลาหวานหรือกะปิหวาน

ประโยชน์ของการรับประทานมะม่วงดิบที่มีทั้งรสหวานมันและเปรี้ยวจี๊ด ทำให้มะม่วงมีวิตามินซีมาก มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน และแก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ ส่วนการรับประทานมะม่วงสุกก็จะได้รับวิตามินเอและเบตาแคโรทีนที่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันสายตามัวมองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน และยังมีฤทธิ์เป็นยาระบาย มีกากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย

วันนี้เรานำมะม่วงแรดจากแปดริ้วที่แก่จัด เนื้อสีเหลืองสวย มาปอกเปลือกแล้วฝานบางๆ รับประทานกับกะปิหวาน ซึ่งมีวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก ส่วนประกอบของกะปิหวาน ได้แก่ น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลทราย น้ำปลา กะปิดี หัวหอมซอย พริกขี้หนูซอย เริ่มต้นจากนำน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลทรายในปริมาณเท่ากันใส่ในหม้อเติมน้ำเปล่าเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ไหม้ติดก้นหม้อ คนจนน้ำตาลเริ่มละลายจึงนำขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ คนไปเรื่อยๆ ใส่น้ำปลาลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ พอให้มีกลิ่นหอม ถ้าใส่มากอาจจะเหม็นคาวได้ ใส่กะปิอย่างดีลงไปคนให้ละลาย หากชอบรสออกเค็มเติมเกลือได้ ไม่ควรใส่กะปิและน้ำปลามากจนเกินไป จะทำให้เหม็นคาวและสีออกคล้ำไม่น่ารับประทาน เคี่ยวจนส่วนผสมเริ่มเหนียวเป็นยางจึงนำลงจากเตาและตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ซึ่งส่วนผสมจะเหนียวข้นอีกเล็กน้อยเมื่อเย็นลง นำหัวหอมซอยและพริกขี้หนูซอยใส่ลงไป น้ำในหัวหอมจะทำให้กะปิหวานเหนียวข้นพอดี สำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นรสของกะปิ ก็เปลี่ยนจากการกะปิเป็นกุ้งแห้งป่น หรือปลาป่นก็ได้ ซึ่งจะเรียกว่าน้ำปลาหวาน

กะปิหวานหรือน้ำปลาหวานต้องคู่กับมะม่วงแรดเท่านั้น ยิ่งเป็นมะม่วงแรดพันธุ์แท้จากแปดริ้วด้วยแล้ว ทำมากแค่ไหนก็ไม่พอค่ะ