กักตัวอยู่กับบ้านตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด มีเวลาได้อ่านหนังสือหลายเล่ม
“ประวัติการศึกษาไทย” ของอาจารย์พงศ์อินทร์ ศุขขจร อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยครูจันทรเกษม เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมได้อ่าน ซึ่งท่านเขียนเล่าเรื่องการศึกษาของไทยไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2512 ทำให้เข้าใจเรื่องการศึกษาบ้านเราได้มากขึ้น ผมเกรงว่าหนังสือเล่มนี้จะสูญหายไป ก็เลยนำข้อเขียนของท่านมาแบ่งปันกันอ่าน โดยเลือกเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆมานำเสนอ และแบ่งเป็นตอนๆไปครับ
--------------------------------------
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับคำกราบภวายบังคมทูลจากเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ อัญเชิญขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อจากรัชกาลที่ 3 เมื่อพ.ศ. 2393 พระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุมาตั้งแต่ พ.ศ.2367 จนตลอดรัชกาลของพระเชษฐาเป็นเวลา 27 พรรษา แล้วจึงทรงลาสมณเพศเมื่อได้รับการกราบบังคมทูลให้ขึ้นเสวยราชย์ ระหว่างเวลาที่ทรงผนวช พระองค์ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการศึกษาเล่าเรียนทางศาสนาจนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ พระราชทานพัดยศเปรียญ 9 ประโยค อันเป็นเปรียญชั้นสูงสุดให้ แสดงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยิ่งในด้านพระศาสนา สิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำในระหว่างเวลาที่ทรงผนวชก็คือ จัดตั้งสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย เรียกสั้น ๆ ว่าคณะธรรมยุติขึ้น เนื่องจากทรงเห็นว่าพระสงฆ์ในสมัยนั้นปฏิบัติตนฟั่นเฝือไปจากพระวินัยมากขึ้นทุกที เกรงว่าจะเกิดความเสื่อมโทรมแก่พระศาสนาในอนาคต พระองค์ทรงทราบว่ามีพระภิกษุองค์หนึ่งเป็นมอญ ชื่อซาย บวชที่เมืองมอญแล้วมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรมงคล เป็นผู้เคร่งครัดในศีลปฏิบัติเป็นอันมาก และปรากฏว่ามีความรอบรู้ในพระธรรมวินัยดีก็ทรงเลื่อมใส จึงได้ยึดถือเอาเป็นแบบอย่างจัดตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติขึ้นที่วัดราชาธิวาส และต่อมาก็มาตั้งที่วัดบวรนิเวศอีกวัดหนึ่ง กิจการสงฆ์คณะธรรมยุติจึงรุ่งเรืองสืบต่อมาในสมัยนั้น
ขณะที่อยู่ในสมณเพศ พระองค์ได้ทรงมีโอกาสจาริกไปตามหัวเมืองใกล้เคียงบ่อยครั้ง ทำให้ได้เห็นสภาพอันแท้จริงของบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์ ก่อน ๆ นอกจากนั้นยังมีเวลาได้ศึกษาภาษาอังกฤษ และภาษาลาติน จากพวกสอนศาสนาอเมริกันและพวกบาทหลวงโรมันคาทอลิกจนเชี่ยวชาญ พระองค์ทรงศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติตะวันตกด้วยความสนพระทัยและสดับรับฟังสถานการณ์ของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอยู่เป็นเนืองนิตย์ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติในสมัยต่อมาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นยังทรงศึกษาวิชาการแขนงอื่น ๆ เช่น ดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ถึงขั้นคำนวณสถานที่ วัน เวลา ที่จะเกิดจันทรุปราคา และสุริยุปราคาได้อย่างถูกต้อง จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปเคารพยกย่องว่าเป็นผู้รู้จริงผู้หนึ่ง
เมื่อเสด็จขึ้นของราชย์แล้ว ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ให้อนุโลมตามแบบอารยประเทศ เช่น ให้สวมเสื้อผ้าเข้าเฝ้าได้ เมื่อฝรั่งเข้าเฝ้าในงานพระราชพิธีก็ให้ยืนเฝ้าตามแบบฝรั่ง ไม่ต้องหมอบคลานกราบไหว้ เมื่อครั้งต้อนรับเซอร์จอห์น เบาว์ริง ราชทูตของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษ พระองค์ได้ทรงแสดงให้ทูตอังกฤษเห็นถึงมารยาททางการทูตอันดีเยี่ยมของพระองค์ ทำให้การติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตกดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ทั้ง ๆ ที่ในระยะนั้นประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างอันตรายรอบด้าน หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเป็นผู้รอบรู้สถานการณ์ที่แท้จริง และการติดต่อกับชาติในยุโรปไม่สะดวกหรือรัดกุมเหมาะสมแก่กาลสมัยแล้ว น่ากลัวว่าจะลำบากยิ่ง ถึงกระนั้นไทยก็ยังต้องยอมทำสนธิสัญญาที่เสียเปรียบแก่บรรดาอารยประเทศในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและเรื่องภาษีขาเข้าจนถึงขั้นต้องยอมเสียประเทศเขมรให้แก่ฝรั่งเศสไป เมื่อ พ.ศ. 2413
การเปลี่ยนจากยุคเก่ามาสู่ยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นในระยะนี้ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนตอนแสงเงินแสงทองขึ้นในตอนรุ่งอรุณ ทุกอย่างยังไม่พร้อมแต่พยายามทำกันไปเท่าที่จะทำได้ ขนบธรรมเนียมแต่ก่อน เวลาที่พระมหากษัตริย์เสด็จไป ณ ที่ใดก็ตาม ประชาชนจะต้องปิดประตูหน้าต่างหลบซ่อน แต่พอถึงรัชกาลนี้โปรดให้ประชาชนได้เฝ้าโดยใกล้ชิด ไม่ต้องปิดบังซ่อนเร้นเหมือนแต่เดิมมา โปรดให้ตัดถนนหนทางภายในราชธานี สำหรับให้ประชาชนสัญจรไปมาทางบกได้ ซึ่งแต่เดิมไม่เคยมี เช่นเดียวกับใช้คลองเป็นทางน้ำ มีถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร และถนนสีลม เป็นต้น ส่วนคลองก็ยังมีการขุดเพิ่มขึ้น มีคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองดำเนินสะดวก คลองหัวลำโพง เป็นต้น จ้างฝรั่งเข้ามาเป็นล่ามตามส่วนราชการต่าง ๆ และให้ช่วยแปลตำรับตำราบ้าง จ้างนายทหารอังกฤษเข้ามาเป็นครูฝึกวิชาทหารตามแบบยุโรป จ้างเข้ามาจัดการเรื่องตำรวจและเป็นช่างต่าง ๆ โปรดให้ตั้งโรงกษาปณ์เพื่อทำเหรียญเงิน ดีบุก ทองแดง ใช้เป็นเงินตราแทนเงินพดด้วงและเบี้ยหอยที่เคยใช้กันมาแต่เดิม สร้างโรงพิมพ์ของคนไทยขึ้นที่วัดบวรนิเวศเป็นครั้งแรก สำหรับพิมพ์หนังสือทางพุทธศาสนาแข่งกับหนังสือของพวกสอนศาสนาคริสต์ ต่อมาจึงตั้งโรงพิมพ์หลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ชื่อโรงพิมพ์อักษรพิมพการ และพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือทางราชการขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2401
ในด้านการศึกษาก็เจริญกว้างขวางแพร่หลายขึ้นกว่าจากเดิม เพราะมีการพิมพ์เกิดขึ้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หมอบรัดเลย์ขอซื้อลิขสิทธิ์เป็นครั้งแรกในเมืองไทย แล้วพิมพ์ออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป บรรดาหนังสือแบบเรียนภาษาไทยหนังสือจินดามณี ประถม ก กา ประถมมาลา จึงแพร่หลายไปสู่ราษฎรธรรมดาสามัญ สะดวกแก่การซื้อหามาศึกษาเล่าเรียนยิ่งขึ้น การเรียนวิชาอย่างอื่น ๆ เช่นวิชาช่าง วิชาแพทย์ มีคนสนใจศึกษามากกว่าแต่ก่อน โดยศึกษาจากศิลาจารึกในวัดพระเชตุพน ส่วนการศึกษาวิชาชีพอย่างอื่นก็คงเป็นไปเช่นเดิม



