๑,๑๑๘ ไม่ทิ้งใคร..ไว้ข้างหลัง

"การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่าเพียงแต่พูด ต้องลงมือทำจริง..รัฐบาลใช้นโยบายนี้ในโอกาสนี้เลย พุ่งเป้าไปที่คณะแพทย์และพยาบาล รีบปูนบำเหน็จความชอบ..ให้เป็นขวัญกำลังใจอย่างทันท่วงที อย่ามัวแต่คิด”ฆ่าควายเสียดายพริก”"

         ครูกลับเข้าโรงเรียน หลังจากทำงานที่บ้านมาหลายวัน วันนี้ครูทุกชั้นมาส่งงานธุรการชั้นเรียนและส่งผลการสอบของนักเรียนเพื่อให้ ผอ.ลงนามก่อนประกาศผลสอบ..

    ครูชั้น ป.๑ และ ป.๓ ถามเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรกับเด็กพิเศษที่ไม่ได้เข้าสอบ เป็นเด็กพิเศษจริงๆ แบบที่ผ่านการคัดกรองของคุณหมอเป็นที่เรียบร้อย

        จึงมีความพิเศษ ๑๐๐ % ในหลายๆด้าน แต่โรงเรียนก็ยอมรับได้และให้เรียนร่วมกับเด็กปกติ ที่ผ่านมา ๑ ปี สังเกตพบว่าเรียนรู้กับเพื่อนได้อย่างมีความสุข..

        ผมจึงบอกให้เลื่อนชั้นไปเลย ผอ.อนุมัติเอง..จะปล่อยไว้ทำไม..เด็กเติบโตขึ้นทุกวัน เพียงแต่เขาด้อยโอกาสในบางเรื่องเท่านั้น..เราเป็นครูต้องส่งเสริมให้เขาอบอุ่นอยู่กับเพื่อน อยู่ในสังคมที่เขาชอบและปลอดภัย..

        ผมคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่ที่เหนืออื่นใด ในสิ่งที่ผมคิดแต่ไม่ได้พูดก็คือ.ผมไม่อยากทิ้งใครไว้ข้างหลัง...มันเป็นความรู้สึกห่วงใย เด็กอาจจะไม่คิดแต่มันจะติดในใจผมตลอดกาล

        ในวันนี้..อย่างน้อยๆผมก็ถือว่ายังมีมุมมองที่ทันสมัยและใหม่อยู่เสมอ น่าจะถูกต้องและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ที่พูดไว้เมื่อปีที่แล้ว

        ปีนี้..ยังไม่ได้ยินว่าพูดที่ไหน? แต่ยังปรากฏในเอกสารแผนพัฒนาชาติ ๒๐ ปี ที่จะพาชาติไทยก้าวไกลและยั่งยืน เพื่อเข้าสู่ไทยแลนด์ ๔.๐

        แต่ดูท่าจะไปได้ยาก เพราะหมอกควัน “โคโรน่า”หนาทึบบดบังแสงสว่างอันสดใส พาหัวจิตหัวใจคนในรัฐบาลเหี่ยวห่อ..คิดแต่ว่า..ทำอย่างไรคนในชาติจึงจะไม่ท้อถอยและหันมาให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง..

        จริงๆแล้ว..คนไทยส่วนใหญ่ เห็นพ้องต้องกันกับภาครัฐ นับตั้งแต่วันที่โควิด ๑๙ ย่างกรายเข้ามาทักทาย แต่ไม่มีใครรู้ตัว ทั้งในระดับประเทศไปจนถึงระดับรากหญ้า ต่างก็ไม่ยอมทิ้งใครไว้ข้างหลัง...

        ดูอย่างเรื่องราว “ผีน้อย” อยากกลับก็กลับมา ฯพณฯนายกรัฐมนตรีก็ยังตัดสินใจออกหน้า นำพาคุณหมอเก่งๆทั้งหลาย มานั่งอยู่แถวหน้าเพื่อหาทางระวังป้องกันการแพร่ระบาดอย่างจริงจังและทั่วถึง..ถ้าทำสำเร็จ รับรองได้เลยว่าไม่มีใครถูกทอดทิ้งแน่นอน

        แม้แต่เรื่องหน้ากากอนามัยที่หายไป..ก็เห็นว่ามีความพยายามจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ไม่ให้ค้ากำไรอย่างเอาเปรียบหรือ “โกงชาติ”อยู่ข้างหลังแต่ฝ่ายเดียว

        ส่วนคนไทยก็ยิ่งชัดเจนขึ้น..ไม่ค่อยอยากจะออกจากบ้าน ปฏิเสธการเข้าไปในจังหวัด เรื่องกรุงเทพเมืองฟ้าอมร แทบไม่ต้องพูดถึง ลองได้เข้าไปแล้วมองไปข้างหลัง จะไม่เห็นใครเดินตามหลังมาอย่างแน่นอน..

        เท่านั้นยังไม่พอ..การไม่ทิ้งใครก็เท่ากับไม่วางเฉย มีการส่งข่าวต่อๆกันหากทราบว่ามีใครหรือกลุ่มใดฝ่าฝืนข้อควรปฏิบัติ ต่างร่วมมือกันด้วยการแจ้งให้ทางราชการทราบ..

        การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่าเพียงแต่พูด ต้องลงมือทำจริง..รัฐบาลใช้นโยบายนี้ในโอกาสนี้เลย พุ่งเป้าไปที่คณะแพทย์และพยาบาล รีบปูนบำเหน็จความชอบ..ให้เป็นขวัญกำลังใจอย่างทันท่วงที อย่ามัวแต่คิด”ฆ่าควายเสียดายพริก”

        กระทรวงสาธารณสุขทราบดีอยู่แล้วว่าโรงพยาบาลเต็มไปด้วยพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวที่รอบรรจุนับหมื่นนับแสนคน..อย่ากลัวชาติล่มจม กำหนดตำแหน่งและอัตรากำลังไปเลย..ลองเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสบ้าง

        อย่าห่วงแต่เศรษฐกิจหรือค่าจีดีพี มันไม่มีความหมายหรอก หากผืนแผ่นดินไทยไม่มีชีวิต..เศรษฐกิจจะมีไว้เพื่ออะไร...?

        ผมไม่อยากจะคิดเลย..หากวันนี้..คุณหมอ..พยาบาล..เจ้าหน้าที่ พนักงานและคนทำความสะอาดในโรงพยาบาลทุกแห่ง เกิดคิดเหมือนที่ผมกำลังคิด..แบบว่าคิดถึงบ้าน คิดถึงคนในครอบครัวที่จากมานาน อยากกลับไปเยี่ยมเยือนบ้าง..ใช่เลย..เขาทั้งหลายย่อมรักและห่วงใยใครสักคนและมีสิทธิที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเหมือนกัน..

        อย่าให้มีวันนั้นเลย..รู้สึกขนลุกขนพอง..รัฐบาลจะทำอะไรก็รีบทำซะ..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๖  มีนาคม  ๒๕๖๓


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (0)