ข้อคิดความเห็นของผมต่อไปนี้..เกิดจากมุมมองที่ได้ทำงานการศึกษามา ๓๔ ปี มีประสบการณ์การทำงานทั้งสำนักงานการประถมศึกษา..เป็นครูและผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบัน มองเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา ที่เกิดจาก “อำนาจ” ของคนจำนวนไม่กี่คนมาโดยตลอด..
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว..ส่วนใหญ่จะเน้นที่โครงสร้าง ที่ไม่เคยพอเพียง และไม่เคยตอบโจทย์การศึกษาของอาเซียนหรือของนานาชาติได้เลย..
อย่างเช่น..วันนี้ วันที่เนื้อหาสาระและภาพข่าวการศึกษาต้องจารึกไว้ เมื่อเจ้าหน้าที่และบุคลากร..ของเขตพื้นที่การศึกษา รวมกันกว่า ๑,๐๐๐ คน จากทั่วประเทศ แต่งชุดดำ..ไปเรียกร้องและยื่นข้อเสนอ..ที่กระทรวงศึกษาธิการ
สาเหตุเกิดจาก..ปลัดกระทรวงฯมีแนวคิด คือคิดว่าจะทำจริงๆ โดยให้ศึกษานิเทศก์ ,ฝ่ายตรวจสอบภายในและฝ่ายไอซีทีของเขต..ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หมายความว่า..ให้ไปสังกัด..สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เจตจำนงของการรวมตัวกันในวันนี้ นอกจากจะไม่เห็นด้วยแล้ว แต่ยังยื่นข้อเสนอที่สมควรจะให้อำนาจเขตพื้นที่กลับคืนมาบ้าง..มิใช่..ไปกองรวมอยู่บนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (สศจ.)
มีเสียงเห็นด้วยมากกว่าคัดค้าน..เพราะเขตพื้นที่มีโรงเรียน มีครูและนักเรียนเป็นจำนวนมาก ทำงานการเรียนการสอน ที่เรียกว่า “คุณภาพ”การศึกษา อย่างชัดเจนมากกว่า สศจ.
ส่วนความไม่ชัดเจนนั้นน่าจะตกอยู่ที่รัฐมนตรี ที่ทำงานเรื่องนี้แบบไม่คืบหน้า ว่าจะปรับโครงสร้างอย่างไร? ไปในทิศทางใด?..โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าแนวคิดของปลัดกระทรวงฯ ที่จะดึงคนไป สศจ.นั้น... มีหรือที่ รมต.จะไม่รู้..
เมื่อมีการประท้วงเกิดขึ้นที่หน้ากระทรวงฯ ท่านรมต.จึงไม่ออกมารับฟังปัญหาจากคนชุดดำ..แต่ส่งที่ปรึกษามารับหน้าเสื่อ..ที่ปรึกษาบอกว่า..เรื่องนี้คิดกันไปเอง./.เรื่องโครงสร้างยังต้องคุยกันอีกยาวนาน /เรื่องดึงคนไปทำงานที่ สศจ.ไม่เคยคิด..ให้สบายใจได้
ชุดดำ..ที่สังกัดเขตพื้นที่ทั้งประถมและมัธยม..จึงสลายตัวและเดินทางกลับภูมิลำเนา..ในข่าวบอกว่าพึงพอใจ..แต่ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ไม่มีใครเชื่อและวางใจได้..
แต่..สถานการณ์ก็คลี่คลายไปมาก..อย่างน้อยก็ได้รู้เขารู้เรา..ผมจึงมีข้อแนะนำ..เพื่อส่งผ่านไปยังเขตพื้นที่ฯ..”จงเริ่มต้นปรับเปลี่ยนแผนการเล่นใหม่..เพื่อกู้เกม..กู้ชีวิตคนทำงานให้กลับมามั่นคงและยั่งยืน..ด้วย ๕ วิถี..คือ
“วิถีแห่งมุมมอง” โดยมองสิ่งดีรอบด้าน..คิดแต่เรื่องดีๆ เมื่อเขาบอกไม่ยุบเขตฯ และไม่แตะต้องคนของเรา..ก็ดีแล้ว..ต่อไปนี้ก็ต้องทำงานให้เกิดคุณค่าเป็นที่ประจักษ์มากขึ้น มอง สศจ.เป็นกัลยาณมิตร คิดทำงานร่วมกัน..ไม่แบ่งแยกแตกคอกันอีกต่อไป
“วิถีแห่งการรู้จักตน” เมื่อเรารักองค์กรรักในเขตพื้นที่ แสดงว่าเรามีความพอใจในตนเอง..เราต้องเรียนรู้ที่จะก้าวเดิน ตามบทบาทและหน้าที่ อย่างมีแผนงาน/โครงการ เพื่อนำพาเขตไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน
“วิถีแห่งพลัง” อย่าลืมภาพบรรยากาศในวันนี้ ที่เราเห็นใจและรวมพลังกันด้วยความเหนื่อยยาก จงมุ่งมั่นในการเพิ่มพลัง อย่าอยู่แบบตัวใครตัวมัน มีปัญหารีบแก้ไขและลงมือทำทันที ทุ่มเท และไม่ท้อถอย
“วิถีแห่งการเชื่อมต่อ” เราจะอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ ความร่วมมือกันแบบเครือข่ายในวันนี้เกิดจากบุคคลหลายฝ่าย ทั้งครูและผู้บริหารโรงเรียนที่ไปร่วมด้วยช่วยกัน นี่คือจุดเด่นของผู้คน เมื่อถึงเวลาเราก็ควรให้เกียรติและชื่นชมคนเหล่านี้บ้าง
“วิถีแห่งคุณค่า”..ผมมองว่า “หัวใจ”ของคนทำงานที่มุ่งมั่นตั้งใจ กลายเป็นหนึ่งเดียวทั้งผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา เป็นภาพที่ประทับใจ..ที่สุดแล้วก็ทำให้ใครหลายคนมองเห็นแบบอย่างที่ดีงาม และวันนี้เชื่อว่าผู้คนในเขตพื้นที่ฯเริ่มรู้คุณค่าของคนรอบข้างและของตนเองอย่างเพียงพอ
แม้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปก็จริง อย่านิ่งดูดาย จงปรับกระบวนทัศน์ใหม่ เปลี่ยนแผนการเล่นใหม่..อย่าวางใจจนไม่ทำอะไรเลย เพราะในบางโอกาสก็อาจจะกระพริบตาไม่ได้ด้วยซ้ำ..
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๗ มกราคม ๒๕๖๓

