ผมยืนจามจนน้ำมูกกระเซ็นอยู่สักพัก หมอเอ๋ก็เดินออกมา ให้ผมเข้าห้องตรวจเพื่อวัดความดัน และวัดไข้ หมอบอกว่าความดันดีและไม่มีไข้ ผมบอกหมอว่าผมไม่ค่อยมีแรง ปวดตามเนื้อตามตัว ผมลืมบอกหมอว่าผมท้องเสียด้วย

         เมื่อเช้า ผมปวดผะผ่าวที่เบ้าตา น้ำมูกใสๆไหลออกมาตลอด ไม่ปวดหัวแต่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองมีไข้ ร่างกายอ่อนล้าเหลือเกิน กินข้าวแล้วก็กินยาพารา จิบยาชวนป๋วยแก้ไอไปเกือบเต็มช้อน

    หลับไปสองชั่วโมง รีบสปริงตัวลุกขึ้นทั้งที่สายตายังพร่ามัว คิดถึงโรงเรียน คิดถึงไก่ ปลาและผักหญ้า ใครจะให้น้ำให้อาหาร

    ผมไม่รู้ตัวจริงๆว่าจะป่วย เพราะไม่ได้ป่วยแบบนี้มานานแล้ว หลังสุดก็แค่เจ็บกระดูกสันหลังแต่ก็ไม่รู้สึกหนาวเหน็บในหัวใจแบบนี้

    จึงไม่ทันได้มอบงานในวันหยุดยาวให้ครูหรือเด็กคนใด แต่การได้ไปโรงเรียนก็เท่ากับไปตรวจดูความเรียบร้อย ไปอยู่เวรยามสักสองชั่วโมงก็ดีเหมือนกัน

        สถานที่ราชการในวันหยุด ต้องมีครูและเจ้าหน้าที่ นี่คือสิ่งที่ถูกสอนมาตั้งแต่เป็นผู้บริหารวันแรก ไม่เข้าใจตัวเองว่าจะต้องไปเคร่งครัดอะไรหนักหนา

        แต่เอาเถอะ..ชีวิตมีเรื่องราวที่เราเองก็ไม่เข้าใจมากมาย สิ่งใดที่พอทำได้ ชีวิตยังทำไหวอยู่ ก็ต้องอดทนทำไปไม่ต้องคิดเยอะ

        ผมขับรถออกไปคนเดียว ตั้งใจจะไปแวะหาหมอด้วยตัวเอง รู้สึกใจนักเลงมากพอสมควร ถามเจ้าหน้าที่ที่จุดตรวจตรงสามแยกว่าบ้านหมอเอ๋..อยู่ตรงไหน?

        ผมรู้จักหมอเอ๋..”สายใจ ชินารักษ์”จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน และครั้งหนึ่งหมอเคยไปเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน วันนี้เพิ่งทราบว่าบ้านหมออยู่หลังวัดเลาขวัญ

        ผมยืนจามจนน้ำมูกกระเซ็นอยู่สักพัก หมอเอ๋ก็เดินออกมา ให้ผมเข้าห้องตรวจเพื่อวัดความดัน และวัดไข้ หมอบอกว่าความดันดีและไม่มีไข้ ผมบอกหมอว่าผมไม่ค่อยมีแรง ปวดตามเนื้อตามตัว ผมลืมบอกหมอว่าผมท้องเสียด้วย

        หมอจ่ายยาพร้อมคำอธิบายว่าเป็นยาหลังอาหารเช้าเย็น ผมจะจ่ายตังค์แต่หมอไม่รับ ผมรีบขับรถเข้าโรงเรียน..วันนี้มีความรู้สึกว่าทำไมโรงเรียนอยู่ไกลจัง

        ลำดับกิจกรรมว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เปิดสปริงเกอร์ที่แปลงผักจนชุ่มฉ่ำไปทั่ว รดน้ำต้นไม้ในถุงดำที่รอน้ำมาหลายชั่วโมงแล้ว..ทำงานเพลินๆจนลืมว่าตัวเองป่วยอยู่

        งานสุดท้ายคือเลี้ยงไก่ กระต่ายและปลา..ให้น้ำให้อาหาร รู้สึกรำคาญตัวเองที่มีน้ำมูกไหล บางครั้งน้ำตาอุ่นๆก็ไหลออกมาเองถ้าเพ่งอะไรนานๆ วันนี้จึงไม่กระฉับกระเฉงเอาเสียเลย ต้องรีบปิดเล้าไก่และโกดังเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน..

        เสียงดังกรอบแกรบข้างโกดัง ไม่ทันหันไปมอง แค่เอี้ยวตัวเท่านั้น งูสิงตัวเท่าแขนในปากคาบเขียดเลื้อยมา พอมันเห็นผม มันก็ผงะและตกใจกลัว ยืดตัวและหัวอย่างเร็วแล้วเลื้อยหนีเข้าซอกหลืบของโกดังเก็บของ ปล่อยให้ผมกับเขียดตัวน้อยตกตะลึงอยู่พักใหญ่ แล้วก็ต่างคนต่างไป ผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ทันเก็บภาพไว้..

        ผมยังมีงานที่คั่งค้างหลายอย่าง แต่ทำไม่ไหวแล้ว ใจก็บอกตัวเองว่ากลับบ้านไปกินข้าวกลางวันแล้วกินยา และนอนหลับพักผ่อนจะดีกว่า

        เตือนตัวเองว่า..ต้องมีสติ..ป่วยก็ให้รู้ว่าป่วย อย่าฝืน..และอย่าอ่อนแอ ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ณ เวลานี้เป็นช่วงเวลาส่งท้ายปี ก็ถือว่าเป็นข่วงเวลาดีๆที่ได้หยุดงานและหยุดคิดทบทวน

        ยาหลังอาหารเย็นของหมอ..ทำให้ผมหลับยาว ตื่นขึ้นมาดื่มน้ำและอยากจะนอนต่อ ไม่เคยนอนนานแบบนี้เลย รู้สึกร่างกายมีกำลังวังชา บอกตัวเองว่าเราจะฝ่าข้ามไป เพื่อต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึง...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๓๐  ธันวาคม  ๒๕๖๒