บันทึกจากการประชุม Creativity and Critical Thinking ที่ลอนดอน ๗. หลักสูตรใหม่และการริเริ่มใหม่ๆ เพื่อพัฒนานวัตกรรม



บันทึกชุด บันทึกจากการประชุม Creativity and Critical Thinking ที่ลอนดอน นี้    เป็นการสะท้อนคิดของผม จากการไปร่วมประชุม Creativity and Critical Thinking Skills in School : Moving the Agenda Forward. An international conference organised by the OECD Centre for Educational Research and Innovation (CERI)   24-25 September 2019 - London, UK.   Nesta HQ - 58 Victoria Embankment, EC4Y 0DS (๑) โดยไปกับทีม กสศ.   มี ดร. ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. เป็นหัวหน้าทีม  

หัวข้อ New Curricula and Educational Initiatives for Innovation เป็นรายการที่สองของวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๒    มีเป้าหมายเพื่อคุยกันเรื่องการบูรณาการ CCT เข้ากับทักษะขั้นสูง (higher order skills) อื่นๆ    โดยมีวิทยากร ๓ ท่าน จากอินเดีย  รัสเซีย  อังกฤษ  และ มีเจ้าหน้าที่จาก โออีซีดีดำเนินการอภิปราย       

 เริ่มจากคุณ Yuri Belfali, Head of Division, OECD ผู้ดำเนินการอภิปรายกล่าวนำว่า เป้าหมายของ session นี้คือ โรงเรียนจะ embed กิจกรรมเพื่อ CCT และ higher order skills อื่นๆ เข้าไปในการเรียนการสอนประจำวันในทุกวิชา ทุกกิจกรรม ได้อย่างไร    โดยที่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างในปัจจุบันและอนาคต สมรรถนะสำคัญที่สุดของคนคือ transformative competencies    ซึ่งมีทักษะสำคัญ ๓ ด้านคือ (๑) สร้างคุณค่าใหม่  (๒) เข้าไปรับผิดชอบ คือปฏิบัติ  และ (๓) ปรองดองกับความแตกต่าง และความขัดแย้ง   

อินเดีย

R. Ramanan, Additional Secretary, Mission Director, National Institution for Transforming India (Aayog), India   โปรดสังเกตนะครับ ว่าอินเดียเข้าร่วมโครงการของ โออีซีดี เพื่อเอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาเปลี่ยนแปลงประเทศ   ซึ่งใหญ่โตมโหฬาร มีโรงเรียนถึง ๑.๔ ล้านโรงเรียน    อินเดียมีจำนวนพลเมือง ๒๐ เท่าของประเทศไทย  แต่มีโรงเรียนมากกว่าไทยถึง ๔๐ เท่า    น่าสงสัยว่าเขามีปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กแค่ไหน    เขาไม่ได้เอ่ยถึงนะครับ      

หัวข้อที่เขานำเสนอคือ Creating a Vibrant Ecosystem of Innovation & Entrepreneurship in India : Atal Innovation Mission : Niti Aayog (2)    โดยตั้งประเด็นว่า ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและเชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดนวัตกรรมทั่วโลก   นำไปสู่การประยุกต์ใช้ในรูปแบบใหม่ๆ  โมเดลธุรกิจใหม่ๆ   และโอกาสสร้างโมเดลทางธุรกิจและสังคมใหม่ๆ    จำเป็นต้องมีวิธีจัดการศึกษาที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง    เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหา  สร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑  สร้างกระบวนทัศน์ใหม่  และสร้างความตระหนักต่อ รวมทั้งการดำเนินการตาม SDG   

เป้าหมายสำคัญ ๗ ประการของอินเดียคือ  (๑) สุขลักษณะและการจัดการขยะ  (๒) ทุกคนมีบ้านอยู่อาศัย  (๓) การดูแลสุขภาพของทุกคน  (๔) ทุกคนเข้าถึงอาชีวะศึกษาและการศึกษาทางไกล  (๕) มีน้ำสะอาดและน้ำดื่มแก่ทุกคน  (๖) โครงสร้างพื้นฐานในชนบทและไฟฟ้าเพื่อทุกคน  (๗) การมีชีวิตที่ดีในชนบทและการเป็นผู้ประกอบการ   

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว  จึงจัดตั้งหน่วยงาน AIM (Atal Innovation Mission) (3) ทำหน้าที่ส่งเสริม innovation  และ entrepreneurship โดยสร้างหน่วยงานและกิจกรรมดังในรูปที่ ๒     กิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งคือ Atal Tinkering Labs (ATL) (4) ทำหน้าที่เป็นสถานที่เล่นด้านวิทยาศาสตร์    หนึ่งในรูปธรรมของการเรียน STEM แบบไม่เป็นทางการ    โดยมีเป้าหมายสำคัญ ๔ ประการคือ  (๑) เป็นพื้นที่ทำงานเพื่อเรียนรู้ทักษะนวัตกรรมและพัฒนาไอเดีย  (๒) เป็นพื้นที่เพื่อนวัตกรรม  ทำของ และรื้อแล้วสร้างใหม่ (tinker)  (๓) พื้นที่ปลอดภัยในการคิดไอเดียแปลกใหม่  (๔) มีเครื่องมือสำหรับพัฒนานวัตกรรมข้ามสาขาวิชา  เช่น 3D printer, IOT & sensors, robotics, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์   

สภาพของ ATL ในปัจจุบันคือ มีกว่า ๙ พันแห่งในโรงเรียน    แต่ละแห่งได้รับงบประมาณจากรัฐบาล ๒ ล้านรูปี    มีนักเรียนเกรด ๖ - ๑๒ จำนวนกว่า ๔ ล้านคน เข้าร่วมกิจกรรมใน ATL   ใน ๓๙ รัฐ   กว่า ๖๕๐ เมือง    โดยมีเป้าหมายคือทุกโรงเรียนในอินเดียสามารถเข้าถึง ATL  ผ่าน Atal Community Innovation Center    และบริษัทต่างๆ มีการดำเนินการ Tinkering Lab   โดยมีครูฝึกเพื่อการเปลี่ยนแปลง (mentor of change – Mentor India) กว่าหนึ่งหมื่นคน อยู่ในทุกวิชาชีพ    ในปี 2019 นี้มีการจัด Atal Tinkering Marathon    มีการตัดสินยกย่องผลงาน ๒๐๐ ผลงาน   และผลงานยอดเยี่ยม ๕๐ ผลงาน  

มี Atal Incubation Center (AIC) ๑๐๒ แห่ง ในมหาวิทยาลัย  สถาบัน  อุตสาหกรรม  ธุรกิจเพื่อสังคม  และบริษัทจัดการทุน    โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2020   แต่ละ AIC ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ๑๐๐ ล้านรูปี (ประมาณ ๔๓ ล้านบาท)     โดยในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมามี AIC ดำเนินการแล้วกว่า ๕๐ แห่ง   มี start-up ดำเนินการแล้วกว่า ๙๐๐ แห่ง ทั่วประเทศ    มีการส่งเสริมกิจการที่ดำเนินการโดยผู้หญิง    และส่งเสริมการร่วมธุรกิจระดับโลก    โดยมีวิสัยทัศน์ว่า ภายใน ๕ ปี ทุกรัฐควรมี world class incubator หรือ start-up จำนวน ๕ - ๑๐ แห่ง      

หลักการสำคัญของ AIM คือ เน้นเชื่อมโยงความร่วมมือ ๔ ฝ่ายคือ อุตสาหกรรม (บริษัท  เอสเอ็มอี  บริษัทข้ามชาติ  และองค์กรด้านอุตสาหกรรม)   รัฐบาล (รัฐบาลกลาง  รัฐ  และรัฐบาลท้องถิ่น)  ภาควิชาการ (อินเดีย และโลก)  และโลก (ภาครัฐและภาคธุรกิจ)   

วิธีจัดการ innovation & entrepreneurship ของอินเดียแตกต่างจากของจีนที่ผมเคยบันทึกไว้ที่ (๕) และ (๖)    คือจีนเน้นใช้พื้นที่นวัตกรรมเป็นที่รวมพลังของภาครัฐ  ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และภาควิชาการ    เน้นให้ภาคธุรกิจเป็นแกนนำ     

           

รัสเซีย  

Pavel Zenkovich, First Deputy Minister of Education of the Russian Federation  พูดเรื่อง Implication of Creativity and Critical Thinking in National Curriculum, School and Practice in the Russian Federation   ท่านผู้นี้เป็นคนทางการทูตมาก่อน    พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมาก   

รัสเซียมีโรงเรียน ๔๓,๐๐๐ โรงเรียน  ครู ๒ ล้านคน  

ระบบการศึกษาของรัสเซียมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอโดยการทบทวนมาตรฐานการศึกษา    มีเป้าหมายใหม่ คือเน้นให้การศึกษาเพื่อให้พลเมืองในยุคสังคมสารสนเทศและเทคโนโลยี มีความสามารถ  (๑) ประเมินสารสนเทศได้อย่างมีวิจารณญาณ  (๒) คิดสร้างสรรค์ (คิดนอกกรอบ)  (๓) เรียนรู้และฝึกฝนตนเองต่อเนื่อง 

ท่านบอกว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณประกอบด้วย ๗ องค์ประกอบย่อยคือ (๑) ขี้สงสัย  (๒) ตั้งคำถาม  (๓) แสวงหาคำตอบ  (๔) หาสาเหตุและผลสืบเนื่องของข้อเท็จจริง  (๕) ตั้งข้อสงสัยต่อความจริงที่เชื่อตามๆ กันมา  (๖) สร้างมุมมองของตนเอง และปกป้องด้วยเหตุผล  และ (๗) มีทักษะรับฟังข้อคิดเห็นที่แตกต่าง หรือที่เป็นขั้วตรงกันข้ามกับตน    พยายามทำความเข้าใจ และนำมาใช้ในการพัฒนาแนวทางแก้ปัญหา   (ดูรูปที่ ๓)    ผมชอบ ๗ องค์ประกอบย่อยของ critical thinking นี้มาก

โรงเรียนต้องไม่สอนโดยมุ่งหวังให้ความรู้สำหรับนำไปใช้ตลอดชีวิต    แต่ควรสอนวิธีเรียน  สอนให้ชิมสารสนเทศอย่างตรวจสอบ  ควรกระตุ้นความสนใจของนักเรียนต่อกิจกรรมสร้างสรรค์และกิจกรรมทางปัญญา   

โรงเรียนควรสอน ๕ อย่าง  (๑) การใช้ข้อคิดเห็นในการโต้แย้ง  (๒) ให้รู้จักแยกแยะความจริงกับข้อสมมติ  (๓) ให้รู้จักแยกแยะระหว่างการตัดสินคุณค่าที่สมเหตุสมผล กับที่ไม่สมเหตุสมผล  (๔) ให้เข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล  (๕) ให้รู้จักหาข้อผิดพลาดในตำราหรือเอกสารการเรียนการสอน    โปรดสังเกตนะครับ การศึกษาในยุคนี้ต้องเน้นสอนให้ไม่เชื่อง่าย  ไม่ใช่สอนให้เชื่อ       

รัฐบาลรัสเซียกำหนด FSES (Federal State Education Standard)   เป็นข้อกำหนดกว้างๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์การเรียนรู้  และวิธีจัดการโปรแกรมการศึกษา    ร้อยละ ๗๐ เป็นภาคบังคับทั้งประเทศ  ร้อยละ ๓๐ ให้แต่ละรัฐหรือแต่ละโรงเรียนกำหนดเอง    จาก FSES นำไปสู่ SBEP (Standard Basic Education Program)   และ BEP ตามลำดับ    โดยใน BEP กำหนด โครงสร้าง   การดำเนินการ  และผลลัพธ์ที่คาดหวัง   

เป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้มี ๓ ด้าน คือ personal, metasubject, subject   โดยเน้นกระบวนการเรียนที่เป็นกิจกรรมโครงง าน  การวิจัย  การแก้ปัญหา  การสื่อสาร และความร่วมมือ    อธิบายว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ด้าน metasubject ประกอบด้วย ทักษะความร่วมมือกับผู้อื่น  ทักษะด้าน ไอที   และทักษะการเรียนรู้ทั่วไป ที่แยกออกเป็น ๓ ด้าน คือ cognitive & metacognitive, communicative, และ การจัดระบบการเรียนรู้และกระบวนการรับรู้ (ดูรูปที่ ๕)    

การเรียนการสอนต้องไม่เน้นป้อนหรือกรอกความรู้  แต่เน้นสร้างแรงจูงใจ ความสนใจ และการมีส่วนร่วม ของนักเรียน ด้วยกิจกรรมสารพัดรูปแบบ    ไม่เน้นความรู้สำเร็จรูป    เน้นการปฏิบัติของนักเรียนในกิจกรรมที่หลากหลาย   ที่ต้องใช้ความรู้หลากหลายสาขาวิชา  ในการแก้ปัญหาจริงในพื้นที่ 

มีรถบัสเป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ เรียกว่า Mobile Kvantorium ไปให้บริการแก่เด็กในพื้นที่ห่างไกล (รูปที่ ๖)

กระทรวงศึกษาธิการรัสเซียมีโครงการ Monitoring the Formation of Functional Literacy    โดยมิติหนึ่งที่ติดตามตรวจสอบคือ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (creative thinking)     เพื่อรองรับการทดสอบ PISA 2021    โดยมีการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนเกรด ๕ – ๙    มีการพัฒนาแนวทางสอนของครู    มีการฝึกอบรมครูให้จัดการเรียนการสอนแนวใหม่เป็น    ท่านกล่าวโจมตีการให้ความสำคัญแก่เทคโนโลยีมากเกินไป    และเสนอว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ มี ๓ ประการคือ ครู  เนื้อหาวิชา (content)  และโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure)    โดยครูสำคัญที่สุด

อังกฤษ

ศาสตราจารย์ Bill Lucas, Centre for Real-World Learning, University of Winchester  เสนอเรื่อง Creativity in Schools : A global overview  

เริ่มด้วย OECD 2030 Framework for Education (7)    ที่ท่านแสดงด้วยรูปที่ ๗    และผมเรียกภาพนี้ว่า triple helix of education    ตรงกับแนวคิดที่ผมเสนอไว้นานแล้วว่า การเรียนรู้มีองค์สาม คือ ASK   โดยตัว A (Attitude / Affective Domain) ใหญ่ที่สุด,   S (Skills) รองลงมา,   และ K (Knowledge) เล็กที่สุด    ผมคิดว่า K มีไว้เป็นเครื่องมือพัฒนา ASK ใหม่    แล้วต้องรู้จักทิ้ง K ที่เก่าล้าสมัย    จึงกล่าวแรงๆ ได้ว่า K มีไว้เลิกเชื่อ    หันไปใช้ K ใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า เหมาะสมกว่า

ท่านสรุปผลงาน หรือข้อเรียนรู้จากการทำงานกับ โออีซีดี ในเรื่อง CCT มา ๔ ปี    สรุปได้เป็นลูกเต๋า ที่มีสามมิติคือ   มิติการเรียนรู้ ๘ ด้าน    มิติขีดความสามารถ ๗ ด้าน   และมิติลำดับความสำคัญข้ามหลักสูตร (cross-curriculum priorities) ๓ ด้าน    และเขียนออกมาเป็นรายงาน Progression in Student Creativity in School (8)   ที่เมื่อผมเข้าไปอ่าน พบว่าตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012   แสดงว่า โออีซีดี สนใจเรื่อง CCT มานานนับสิบปี   

มิติการเรียนรู้ ๘ ด้านได้แก่ ภาษาอังกฤษ  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  ศิลปะ  สุขภาพและพลศึกษา  ภาษา  เทคโนโลยี    

มิติขีดความสามารถ ๗ ด้าน ได้แก่  รู้หนังสือ  รู้เลข  รู้ไอซีที  ความสร้างสรรค์และคิดอย่างมีวิจารณญาณ  ขีดความสามารถส่วนตนและด้านสังคม  ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม  และ ความเข้าใจด้านคุณธรรม  

Bill Lucas เอ่ยถึงหน่วยงาน ACARA ของออสเตรเลีย ว่าได้พัฒนา rubrics สำหรับประเมินระดับของ CCT ในมิติต่างๆ  เรียกว่า Critical and Creative Thinking learning continuum (9)    โดยแบ่งออกเป็น ๖ ระดับ   ที่ผมขอเสนอให้วงการศึกษาไทยพิจารณานำมาปรับใช้     

Bill Lucas ได้ทำวิจัยศึกษาผลกระทบจากการดำเนินการพัฒนา CCT ของโออีซีดี ว่ามีผลกระทบต่อผลการเรียนรู้ในภาพกว้างอย่างไร    ดังเสนอในรายงาน The impact of critical and creative thinking on achievement in Literacy and Numeracy : An initial review of the evidence (10)    สรุปโดยย่อที่สุดได้ว่า การเรียนที่เน้นพัฒนา CCT มีผลยกระดับการเรียนรู้ด้านอื่นๆ อย่างแน่นอน  แต่ในระดับ effect size ต่ำถึงปานกลาง    ในขณะที่การเรียนโดยเน้น meta-cognition ให้ผลระดับปานกลางถึงสูง    และการเรียนที่เน้น feedback และที่ใช้ peer tutoring ให้ผลสูงต่อ literacy และ numeracy   

ท่านเอ่ยถึงความเคลื่อนไหวของแนวทางนี้ในประเทศต่างๆ และยกย่องประเทศสิงคโปร์มาก     ผมติดใจภาพ transversal competencies  หรือสมรรถนะแนวราบ ที่ระบุว่ามี ๖ สมรรถนะ ได้แก่ สมรรถนะภายในตน (intrapersonal competencies)   สมรรถนะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal competencies)   สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและมีนวัตกรรม (critical & innovative thinking)    สมรรถนะเพื่อการเป็นพลโลก (global citizenship)     สมรรถนะด้านสื่อและความรู้เท่าทันสารสนเทศ (media & information literacy)     และสมรรถนะอื่นๆ  (โปรดดูรูปที่ ๘)     แต่ละสมรรถนะแยกออกเป็นสมรรถนะย่อยตามในรูป    ในรูปดังกล่าวยังระบุกลไกการเรียนรู้ให้เกิด CCT สี่กลุ่มคือ  (๑)  การสะท้อนคิดเรื่องการคิดและกระบวนการคิด   (๒) การดำเนินการเกี่ยวกับไอเดีย โดยตั้งคำถาม (inquire) กำหนด (identify) สำรวจ (explore) และจัดระบบ (organizing)   (๓) สร้างโอกาสทดลองปฏิบัติในชั้นเรียน  และ (๔) วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมิน วิธีคิดและวิธีการ   

เป้าหมายของการเรียนรู้ soft skills 6 ประการได้แก่ ความร่วมมือ (collaboration),  ความสร้างสรรค์ (creativity),  การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking), สำนึกพลเมือง (citizenship),  คุณลักษณะ (character),  และการสื่อสาร (communication)    บรรลุได้โดยวงจรการเรียนรู้ตามแนวทางที่ OECD ส่งเสริม ซึ่งแสดงในรูปที่ ๙

ท่านแนะนำ เว็บไซต์ Tallis Habits (11) ที่ท่านและทีมงานพัฒนาขึ้นเผยแพร่วิธีการจัดการเรียนรู้แบบใหม่    ที่เอื้อให้เกิดการพัฒนา CCT และ soft skills อื่นๆ    และแนะนำหนังสือ Teaching Creative Thinking (12) ที่ท่านเขียนออกเผยแพร่ในปี 2017   และแสดงหลักการ ๑๐ ประการสำหรับสร้างระบบนิเวศน์แห่งความสร้างสรรค์ ในรูปที่ ๑๐        

จะเห็นว่า มีการพัฒนาหลักสูตรและแนวทางจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ มากมายในประเทศที่มีนโยบายชัดเจนว่า อนาคตของประเทศขึ้นกับคุณภาพของพลเมือง

วิจารณ์ พานิช

๙ ตุลาคม ๒๕๖๒


1 วิทยากรทั้งสามกับผู้ดำเนินรายการ

2 AIM

3 เจ็ดองค์ประกอบของการคิดอย่างจริงจัง

4 การสอนที่โรงเรียนรัสเซีย

5 metasubject

6 Mobile Kvantorium

7 triple helix of education

8 transversal competencies

9 วงจรสร้าง soft skills

10 Ten principles for creative ecosystem

หมายเลขบันทึก: 672780เขียนเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2019 20:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2019 20:46 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี