บันทึกจากการประชุม Creativity and Critical Thinking ที่ลอนดอน ๖. ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรม


บันทึกชุด บันทึกจากการประชุม Creativity and Critical Thinking ที่ลอนดอน นี้    เป็นการสะท้อนคิดของผม จากการไปร่วมประชุม Creativity and Critical Thinking Skills in School : Moving the Agenda Forward. An international conference organised by the OECD Centre for Educational Research and Innovation (CERI)   24-25 September 2019 - London, UK.   Nesta HQ - 58 Victoria Embankment, EC4Y 0DS (๑) โดยไปกับทีม กสศ.   มี ดร. ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. เป็นหัวหน้าทีม  

หัวข้อ Reforming Education Systems for Innovation เป็นรายการแรกของวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๒    เสนอโดยรัฐมนตรีศึกษาของ ๓ ประเทศ คือ ออสเตรเลีย  เวลส์  และไทย เขาเชิญรัฐมนตรีทั้งสามมาตอบคำถาม (ที่แจ้งไปล่วงหน้า) ว่าทำไมประเทศนั้นๆ จึงระบุให้ CCT เป็นเป้าหมายการเรียนรู้    เป้าหมายดังกล่าวมีผลต่อนโยบายเกี่ยวกับหลักสูตร การประเมินผล และการพัฒนาครูอย่างไร    มีการช่วยเหลือครูให้เปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไร    มีโครงการริเริ่มใหม่ๆ อย่างไรบ้าง  

ออสเตรเลีย

Michele Bruniges รัฐมนตรีศึกษาธิการของออสเตรเลียพูดเป็นคนแรก    โดยอ่านข้อเขียนที่เตรียมมา    บอกว่าคนมักเข้าใจผิดว่าเรื่องความสร้างสรรค์เป็นเรื่องของศิลปินเท่านั้น    ความสร้างสรรค์เป็นเรื่องของการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเติบโตงอกงาม    หรือเป็นการหาทางแก้ปัญหา    ท่านเน้นความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม ที่การศึกษาต้องสนอง    ด้วยการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งส่วนหนึ่งคือเอาใจใส่การพัฒนา CCT    ท่านบอกว่า เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาความสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่เอื้อสำคัญกว่าการเมือง    ท่านใช้คำว่า authorizing environment     

การพัฒนาความสร้างสรรค์ของพลเมือง มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณธรรม    ท่านอ้างถึงศาสตราจารย์ Peter Ellerton แห่งมหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ ที่บอกว่าการพัฒนา CCT เป็นเรื่องของการฝึกคิดร่วมกับผู้อื่น    และความรู้เชิงสาระ (content knowledge) มีความสำคัญต่อ CCT    การคิดแบบ CCT จึงมีลักษณะ domain-specific

ความคิดเรื่อง CCT ในออสเตรเลีย มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 2008  ใน Melbourne Declaration on Education Goals (2)    ท่านเล่ารายละเอียดมากมายของพัฒนาการด้านการศึกษาของออสเตรเลีย ที่ต่างก็เน้นการพัฒนา CCT    เช่น Education for Change in the Changing World     และชี้ว่า แต่ละรัฐต่างก็มีวิธีการของตนเอง    

ท่านอ้างศาสตราจารย์ Daniel T. Willingham ว่าประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติประเด็นแรกคือความเชื่อว่า CCT ฝึกได้    ซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นที่สอง คือหาวิธีฝึก หรือวิธีสอน    ท่านรัฐมนตรีเน้น professional learning and support    ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ของครู (ซึ่งครูต้องทำเอง และเป็นหน้าที่ของครู) และต้องมีระบบสนับสนุน    ทำให้ผมหวนคิดถึงความอ่อนแอเรื่องนี้ในวงการศึกษาไทย 

สไตล์การนำเสนอเป็นแบบกล่าวปราศรัย    เมื่อกล่าวจบมีผู้เข้าร่วมประชุมจากสหรัฐอเมริกาถามว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของการศึกษาคือ coherence (ความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน) ออสเตรเลียจัดการอย่างไร    คำตอบคือในด้านการเรียนการสอนต้องตระหนักว่าทุกวิชาสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน    ในด้านนโยบายต้องสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน    ในออสเตรเลียมีการจัดเป็น building blocks   และมีการกำหนดมาตรฐานด้านการสอน  ด้านการพัฒนาครู  ด้านการประเมิน    มีมาตรฐานระดับชาติ มีการปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละรัฐ (localization)    ศ. ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์  ผู้อำนวยการ สสวท. ของไทยถามเรื่องการฝึกครูให้มีความสามารถในการสอน CCT   คำตอบช่วยให้เราทราบว่าท่านรัฐมนตรีเคยเป็นทั้งครูประถมและครูมัธยมมาก่อน   คำตอบจึงจี้จุดมากว่า การสอน CCT ให้ได้ผลดีขึ้นกับ professional practice  และ professional learning    ที่ระบบการศึกษาต้องเอาใจใส่ดูแลและสนับสนุนอย่างจริงจัง    

ผู้ดำเนินรายการคือ Stephan Vincent-Lancrin แห่ง OECD ถามว่า เห็นการเปลี่ยนแปลงไหม    คำตอบคือเห็นการเปลี่ยนแปลง    โดยที่การดำเนินการส่งเสริมนวัตกรรมต้องไม่แยกเป็นส่วนๆ    เมื่อเห็นนวัตกรรมเกิดขึ้นต้องเข้าไปหนุน   ต้องมีการสนับสนุนครูให้ดำเนินการตามแนวทางใหม่ได้ ให้เข้าใจว่าวิธีการใดที่ได้ผล    วิธีการใดไม่ได้ผล    เมื่อมีคนถามเรื่องการประเมินผลลัพธ์ในภาพใหญ่     คำตอบคือต้องมีวิธีวัด และต้องให้พลังการสังเกตของครู (teacher observation)    โดยต้องสนับสนุนหรือฝึกครูให้สังเกตเป็น   โดยกำหนดระดับของการเปลี่ยนแปลง และให้ครูสังเกตสภาพจริง แล้วบอกว่าระดับการเปลี่ยนแปลงอยู่ขั้นไหน    นำข้อสังเกตและการให้ระดับของครูหลายๆ คนมาเปรียบเทียบและเรียนรู้ร่วมกัน   

คำถามสุดท้ายและคำตอบทำให้ผมได้ประเด็นสำคัญของ PLC สำหรับครูไทย    คือ ร่วมกันสร้าง rubrics สำหรับประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการ    แล้วผลัดกันไปสังเกตห้องเรียน  นำข้อมูลมาประเมินตาม rubrics และนำผลการประเมินมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน                 

เวลส์    

เริ่มด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของแคว้นเวลส์ สหราชอาณาจักร Kirsty Williams   พูดเรื่อง Reforming Education Systems แบบพูดทางไกลมาจาก Cardiff    สภาพที่เห็นในจอ LCD ทำให้ผมคิดว่า เป็นการบันทึกไว้ล่วงหน้ามากกว่า    ตามด้วยครูผู้หญิงสองคนจากเวลส์ที่ไปร่วมประชุมลุกขึ้นบอกว่าพร้อมตอบคำถามภาคปฏิบัติ   และเมื่อเขาเห็นคุณ John เข้ามาในห้องก็รีบโยนไมค์ต่อให้        

ท่านรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นผู้หญิงเช่นเดียวกันกับของออสเตรเลีย บอกว่า เวลส์รู้สึกภูมิใจที่ได้รับคัดเลือกจาก UK ให้เป็นตัวแทนเข้าร่วมโครงการนี้กับ OECD    และย้ำเรื่องการเรียนเพื่อพัฒนา CCT ผ่านศิลปะ    เนื่องจากพูดผ่าน teleconference และสำเนียง Welch ของท่านฟังยาก ผมจึงจับความไม่ค่อยได้  

สาระที่ท่านพูดคือ เวลส์ ได้ร่วมกับ OECD จัดหลักสูตรใหม่   และเน้น formative assessment ด้าน CCT     ในการเรียน เน้นให้นักเรียนร่วมกันฝึกประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจกรรมสร้างสรรค์    เน้นฝึกความสร้างสรรค์ผ่านหลายวิชา  และผ่านการเรียนแบบสหวิชา    รวมทั้งผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ และวัฒนธรรม     

ครูผู้หญิงที่ช่วยทำหน้าที่ตอบคำถามกล่าวอารัมภบทว่า     ในเวลส์เมื่อมีโรงเรียนจำนวนหนึ่งเข้าร่วมโครงการของ OECD และพบว่าได้ผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก    ก็มีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ     คุณ Stephan ถามว่า หลังจากจบโครงการ OECD แล้ว ในเชิงนโยบายจะดำเนินการอะไรต่อ    คำตอบคือโครงการของเวลส์จะสิ้นสุดปีหน้า (ค.ศ. 2020) และเขาตอบไม่ได้ว่าต่อไปจะดำเนินต่ออย่างไร   พอดีคุณจอห์นเข้ามาในห้อง จึงช่วยตอบว่า    โครงการของเวลส์เป็นโครงการ ๕ ปี   สิ้นสุดปี 2020   หลังจากนั้นจะขยายไปทุกโรงเรียน    โดยจะเน้นสนับสนุนให้ครูสอน creativity เป็น    เน้นเรียนรู้ผ่านศิลปะ   ช่วงขยายผลจะเป็นช่วงปี 2020 – 2022   

มีคนจากประเทศอาร์เจนตินาตั้งคำถามดีมากว่า ทำ benchmark และวัดผลกระทบอย่างไร    คำตอบคือครูสังเกตเห็นผล    แต่การวัดเปรียบเทียบและวัดผลกระทบยังจะต้องพัฒนาวิธีการ

อีกคำถามหนึ่งก็ดีมาก  ว่าเวลส์ในช่วงแรกเน้นสร้าง creativity ด้วยศิลปะ    ในช่วงขยายผล การพัฒนา creativity ไปยังวิชาอื่นๆ ด้วย    เป็นที่รู้กันว่านำเอาวิธีที่ใช้ได้ผลในวิชาศิลปะไปใช้กับวิชาอื่นๆ ทั่วทั้งหลักสูตร ได้ยาก    ขอทราบว่าเวลส์ทำอย่างไร   คำตอบคือ เขาประยุกต์ใช้ศิลปะในทุกวิชารวมทั้งวิทยาศาสตร์    มี creativity practitioner ช่วยครูสอนวิชา   

ไทย

ท่านรัฐมนตรี ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ พูดต่างจากสองท่านแรก คือคล้ายๆ คุยกันแบบไม่เป็นทางการมากกว่า    รวมทั้งพูดเน้นคุณภาพการศึกษาในภาพรวมมากกว่า    ท่านบอกว่าท่านเพิ่งรับหน้าที่นี้เมื่อเดือนกรกฎาคมนี้เอง     และเมื่อได้รับเชิญ ครั้งแรกท่านปฏิเสธ เพราะมีอุทกภัย โรงเรียนจำนวนมากถูกน้ำท่วม และคิดว่าตนไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะพูดในที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญเช่นนี้    และขออภัยที่ไปถึงช้าและต้องกลับเย็นวันนั้นเลย        

แต่ที่รับก็เพราะคิดว่าน่าจะแชร์วิธีคิดและวิธีการแก้ปัญหาการศึกษาของไทย    และจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ คือจะได้เรียนมากกว่าแชร์    ท่านบอกว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยเริ่มจากผู้นำ    เมื่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ขอให้ท่านเป็นรัฐมนตรีศึกษา ท่านมอบนโยบายให้ดำเนินการปฏิรูประบบการศึกษา     ท่านนายกบอกว่า ให้ทำทุกวิถีทางที่ถูกกฎหมาย (ผู้ฟังหัวเราะ)    

ท่านรัฐมนตรีบอกว่าท่านเริ่มจากสิ่งดีๆ  และมีสิ่งดีๆ อยู่มาก สำหรับต่อยอด    และต้องทำความเข้าใจปัญหาและจัดการอย่างจริงจัง อย่างมืออาชีพ และภายในขอบเขตของกฎหมาย    ที่ยากก็เพราะมีนักเรียนกว่า ๑๐ ล้าน  ครูกว่าห้าแสน  เกือบสี่หมื่นโรงเรียน    และกว่าครึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนน้อยกว่า ๑๒๐    และมีความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา เพราะมีโรงเรียนจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ด้อยพัฒนา    

หลักการดำเนินการคือจะใช้เทคโนโลยี    ในเรื่องงบประมาณมีเพียงพอ แต่ใช้ไม่เป็น     ตนจึงบอกผู้บริหารของกระทรวงว่า ต้องรัดเข็มขัด    เลิกไปดูงานที่ฟินแลนด์ (ผู้ฟังหัวเราะ) ที่ในอดีตไปดูงานคณะแล้วคณะเล่า แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น    ท่านบอกว่าต้องเอาทฤษฎีเหล่านั้นสู่การปฏิบัติ   

แต่ละปี คนทางการศึกษาไทยไปดูงานที่ญี่ปุ่นกว่าพันคน    และในการประชุมทางการศึกษา ก็จะมีพิธีเปิดงานที่หรูหรา มีโชว์ ท่านขอให้หยุด    เพื่อเอาเงินไปใช้ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี    ให้ทุกโรงเรียนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตภายในสิ้นปีนี้ (ปรบมือ)     และต้องขจัดคอร์รัปชั่นในวงการศึกษา ที่ทุกคนรู้ว่ามีแต่ไม่กล้าแก้ไข    หลายคนอาจคิดว่า จะทำให้รัฐมนตรีครองตำแหน่งได้ไม่นาน    เพราะในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมี รมต. ศึกษา ๒๒ คน    อายุเฉลี่ยคนละไม่ถึงปี (ผู้ฟังหัวเราะ)    แต่เป้าหมายของตนคือปฏิรูปการศึกษา     โดยเปลี่ยนจากเรียนท่องจำ สู่การสร้าง CCT    และประเด็นที่สองของเป้าหมายคือแก้ปัญหาความอ่อนแอด้านภาษา     ได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน ๓ ปี ครูทุกคนต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้    สำหรับใช้ค้นหาความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้   

ที่สำคัญยิ่งกว่าเทคโนโลยีคือ platform ที่ใช้ในการสอน และการประเมิน    ซึ่งที่จริงมีแล้ว แต่ไม่ได้ใช้    เป็นระบบคล้าย Netflix ที่ตนเรียกว่า    Education Flix หรือ Edflix    ที่ครูสามารถเข้าไปเรียน basic information สำหรับการสอนแต่ละวิชาอย่างถูกต้อง    

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการสอนให้ท่องจำ    การสอบผลักดันให้เรียนแบบท่องจำ    ซึ่งไม่ใช่การเรียนในศตวรรษที่ ๒๑   ที่ต้องการคนที่ไม่ใช่จำแม่นแบบคอมพิวเตอร์ แต่มีความสามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ได้    ซึ่งมาจากการเรียนแบบเน้น CCT   และเปลี่ยนวิธีประเมิน    โดยขยายผลจากโครงการที่ทำร่วมกับ OECD    จะใช้เทคโนโลยีในการติดตามตรวจสอบการสอนของครู  เป้าหมายคือการสอนแบบ interactive โดยใช้เทคโนโลยีช่วย    

ประเทศไทยมุ่งมั่น (commit) ที่จะร่วมมือกับ OECD     เราอยากเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นได้ และอยากเรียนจากประเทศอื่น   โดยต้องใช้งบประมาณให้เกิดผล    ตนทราบจากฝ่ายบริหารว่า OECD ส่งผู้เชี่ยวชาญไปฝึกครูไทย    ถามว่าไปนานเท่าไร ตอบว่า ๒ สัปดาห์    ด้วยความไม่รู้ตนถามว่าทำไมไม่ ๒ ปี เพราะเรามีงบประมาณเพียงพอที่จะใช้ในกิจกรรมที่ส่งผลจริง   

มีคำถามต่อออสเตรเลียว่า การฝึกครูใช้เวลานานเท่าไร ครูจึงจะ transform    ใช้งบประมาณเท่าไร    ท่านรัฐมนตรีออสเตรเลียตอบอย่างมือชั้นครูว่า    จริงๆ แล้วครู transform อยู่ตลอดเวลา    โดยเรียนรู้จากการทำงาน    และในทางนโยบาย ได้จัดให้มี เวลาและพื้นที่ให้ครูมาคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้กัน เพื่อการพัฒนาครู (professional learning)    เขาเรียก people’s free day    และมีระบบ teacher learning platform ที่มีกิจกรรมหลากหลายแบบ    เพราะสมัยนี้ครูเข้าออกมากกว่าสมัยก่อน และเทคนิควิธีการเรียนรู้ก็พัฒนาเร็ว    ท่านรัฐมนตรีณัฏฐพลเพิ่มเติมจากมุมของไทยว่า เดิมใบประกอบวิชาชีพครูไทยมีอายุตลอดชีพ    ท่านมีนโยบายล้มเลิก   เปลี่ยนเป็นให้ครูต้องจดทะเบียนใหม่ทุกๆ ๕ ปี    ท่านกล่าวติดตลกว่าท่านจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานก็ด้วยเรื่องนี้แหละ   

มีข้อคิดเห็นจากอินเดียถามไทย ว่าการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือปฏิรูปการศึกษา    ประสบการณ์ที่อินเดีย พบว่าหากชุมชนไม่ร่วมมือด้วย ยากที่จะสำเร็จ   ถามว่าท่านรัฐมนตรีมียุทธศาสตร์อย่างไร    คำตอบคือต้องทำให้เป็น national agenda    ที่ฝ่ายค้านทางการเมืองก็เอาด้วย                                                     

วิจารณ์ พานิช

๖ ตุลาคม ๒๕๖๒

  

1 รัฐมนตรีณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นำเสนอแนวทางของประเทศไทย

2 บรรยากาศในห้องประชุม

หมายเลขบันทึก: 672580เขียนเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2019 16:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2019 18:17 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี