GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เล่าเรื่องการกระทำเหนือหน้าที่

การกระทำเหนือหน้าที่

๑. นำเรื่อง  

" การกระทำเหนือหน้าที่ในทฤษฎีจริยศาสตร์ร่วมสมัย" เป็นชื่อวิทยานิพนธ์ของผู้เขียน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเรื่องการกระทำเหนือหน้าที่ หรือ Supererogation นี้ ผู้เขียนเป็นผู้ศึกษาจริงจังคนแรกของประเทศไทย และขณะที่ทำวิจัยเรื่องนี้อยู่ก็มีอาจารย์ที่เคารพบางท่านบอกว่าผู้เขียนอาจรู้เรื่องนี้มากที่สุดในประเทศไทยก็ได้ แต่อันที่จริงผู้เขียนมิใช่ผู้ศึกษาเรื่องนี้เป็นคนแรก เพราะมีบทความเรื่อง " ปัญหาการกระทำเหนือหน้าที่ในจริยศาสตร์คานต์" ของ ผศ.ดร. วัชระ งามจิตรเจริญ เป็นบทความแรกของไทยที่นำเสนอเรื่องนี้ และบทความฉบับนี้เองเป็นพลังผลักดันให้ผู้เขียนเลือกเรื่องนี้มาทำวิทยานิพนธ์จนกระทั้งจบ ...

เมื่อจบมาแล้ว เรื่องที่ได้ศึกษามาก็ค้างอยู่ในความคิด ไม่เคยได้นำเสนอในที่ใดๆ เพราะเรื่องค่อนข้างยากและต้องใช้พื้นฐานของระบบคิดมากจึงจะเข้าใจได้ ผู้เขียนเคยนึกว่า วิทยานิพนธ์ที่ทำขึ้นมานั้น นอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาด้านวิทยานิพนธ์แล้ว   จะมีใครเคยอ่านจบบ้าง ฉะนั้น จึงขออาศัยที่นี้ นำเรื่องนี้มาเล่าเป็นประเด็นไปเรื่อยๆ

๒. รากศัพท์เดิมของคำว่า  Supererogation

คำว่า  supererogation  เป็นคำมาจากภาษาลาตินว่า super+erogare มีความหมายว่า to overspend หรือ to spend in addition ... และความหมายที่ให้ไว้ตามนัยภาษาอังกฤษว่า actions above and beyond the call of duty  ซึ่งตรงกับภาษาไทยว่า  " การกระทำเหนือหน้าที่" และอาจารย์วัชระ ได้บัญญัติศัพท์ว่า " อธิกรรม" เพื่อแทนคำนี้  ... ตามประวัติบอกว่าคำนี้ปรากฎครั้งแรกประมาณคริสตวรรษที่ ๑ โดยเป็นคำที่สร้างขึ้นมาจากปัญหาด้านจริยศาสตร์เชิงเทววิทยา ดังนั้น การที่เราจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ ก็ต้องถอยกลับไปสู่พื้นฐานเดิมของแนวคิดจริยศาสตร์เชิงเทววิทยา..

ศาสนาแนวเทวนิยมคือศาสนาที่นับถือพระเจ้าหรือพระเป็นเจ้า ( God คำนี้ราชบัญฑิตย์บัญญัติว่า " พระเป็นเจ้า" แต่คนทั่วไปมักจะเรียกว่า " พระเจ้า") ศาสนาแนวเทวนิยมก็คือ ยิว คริสต์ และอิสลาม แม้จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่แนวคิดพื้นฐานจะเหมือนๆ กัน กล่าวคือ จะเริ่มต้นแนวคิดว่า พระเป็นเจ้าเป็น ผู้สร้าง ( Creator) ส่วนมนุษย์เป็น ผู้ถูกสร้าง ( Creature) ดังนั้น พระเป็นเจ้าและมนุษย์จึงมีส่วนเชื่อมโยงกันในฐานะผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง ลักษณะการเชื่อมโยงกันเช่นนี้เรียกว่า " ข้อผูกพัน" (Obligation)

มนุษย์ในฐานะผู้ถูกสร้างจะต้องกระทำตามพระเป็นเจ้าในฐานะผู้สร้าง การที่มนุษย์ " จะต้องกระทำ" ตามพระเป็นเจ้านี้เอง เรียกกันว่า " หน้าที่" (Duty) ดังนั้นในวรรณกรรมภาษาอังกฤษ เป็นต้น คำว่าข้อผูกพันและหน้าที่ จึงเป็นคำที่เป็นไวพจน์หรือใช้แทนกันได้ แต่ในวรรณกรรมภาษาไทยจะมีไม่มีแนวคิดทำนองนี้ เพราะเราไม่มีพื้นฐานเดิมตามนัยนี้

เมื่อมนุษย์ทำตามโองการของพระเป็นเจ้าแล้วก็จะถือว่าเป็นการกระทำดีหรือถูกต้อง แต่ถ้ามนุษย์ขัดขืนไม่กระทำตามโองการของพระเป็นเจ้าก็จะถือว่าเป็นการกระทำชั่ว เลว หรือผิด ...การกระทำตามหรือขัดขืนต่อโองการของพระเป็นเจ้าเช่นนี้ ต่อมามีการประเมินค่าว่าเป็นการกระทำที่ดีชั่วถูกผิดหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นการประเมินค่าทางศีลธรรมนั้นเอง ดังนั้น หน้าที่หรือข้อผูกพันเช่นนี้จึงเรียกว่า "ข้อผูกพันทางศีลธรรม" หรือ " หน้าที่ทางศีลธรรม" เพราะคำว่าหน้าที่และข้อผูกพันได้ถูกนำไปใช้ในด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมในสมัยต่อมา ซึ่งเป็นการงอกขึ้นมาของความหมายของคำเหมือนกับคำอื่นๆ ทั่วไป

จากประเด็นเรื่อง หน้าที่ทางศีลธรรม ที่บอกว่า การกระทำตามโองการของพระเป็นเจ้า ก็เกิดปัญหาเชิงตรรกะขึ้นมา กล่าวคือ ถ้ามนุษย์กระทำเกินกว่าโองการของพระเป็นเจ้า การกระทำนั้นจะผิดหรือถูก การกระทำเช่นนี้เอง เรียกว่า " การกระทำเหนือหน้าที่" หรือบางครั้งก็เรียกว่า " การกระทำเหนือข้อผูกพัน" ซึ่งการกระทำเช่นนี้จริยศาสตร์เชิงเทววิทยามีศัพท์ที่ใช้เฉพาะ    นั่นคือ supererogation โดยประการฉะนี้

ประเด็นปัญหานี้ทำให้ศาสนาจารย์ต้องวินิจฉัย ตีความ และอธิบาย ซึ่ง เป็นปัญหาหนึ่งในจริยศาสตร์เชิงเทววิทยา

๓. ความเห็นเรื่องการกระทำเหนือหน้าที่ในจริยศาสตร์เชิงเทววิทยา

ในศาสนายิว... เคลล์เนอร์ (Cellner, Menacharm) ได้อธิบายว่า นักศาสนาจารย์ชาวยิวได้อ้างโองการของพระเป็นเจ้าตามคำภีร์ว่า " ความมีคุณธรรม ความมีคุณธรรม เจ้าจงติดตามไป" ( Righteousness, righteousness, shalt thou pursue และ " เจ้าจงทำสิ่งที่เป็นความถูกต้องและความดีในพระฉายาของพระผู้เป็นเจ้า"  ( Thou shalt do what is right and good in the sight of the the Lord นั่นคือ พระเป็นเจ้าทรงสั่งให้แสวงหาความมีคุณธรรม และพระเป็นเจ้าทรงสั่งให้กระทำความถูกต้องและความดีในกรอบของพระเป็นเจ้า แต่ในการดำเนินชีวิตจริงๆ นั้น เราไม่สามารถกระทำตามคำสั่งตามตัวบทในคำภีร์ได้ สิ่งที่เกินเลยไปจากตัวบทเหล่านั้นจัดเป็น การกระทำเหนือหน้าที่ กล่าวคือ ตามเหตุผลพื้นฐานเราไม่เคยปรับการกระทำของเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับคำสั่งของพระเป็นเจ้า ใน

ศาสนาคริสต์... นักบุญโทมัส อไควนัส (St. Thomas Aquinas) อธิบายว่า สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ทั้งหลายจะเป็นสิ่งที่ดีได้ก็เพราะเป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงสร้างขึ้นโดยนัยอันหลากหลายเพื่อความสมบูรณ์ของธรรมชาติ   นัยเหล่านี้ปรากฎเป็นสิ่งเฉพาะของพฤติกรรมตามลักษณะนิสัยของผู้กระทำ ส่วนพฤติกรรมที่เกินเลยข้อผูกพันของพระเป็นเจ้าจัดเป็น การกระทำเหนือหน้าที่ พฤติกรรมที่แสดงออกเหนือหน้าที่เช่นนั้นเป็นการแสดงออกด้วยความความรักในพระเป็นเจ้าซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดและบ่อเกิดเบื้องต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง อนึ่ง จริยศาสตร์คริสต์ปัจจุบัน ฝ่ายคาทอลิกยอมรับการกระทำเหนือหน้าที่ โดยแบ่งแยก คำแนะนำ ออกจาก คำสั่ง ของพระเป็นเจ้า   กล่าวคือ สิ่งที่เป็น คำสั่งจัดเป็นหน้าที่ ส่วน คำแนะนำจัดเป็นการกระทำเหนือหน้าที่ ... แต่ฝ่ายโปรแตสแตนท์ไม่ยอมรับการกระทำเหนือหน้าที่ โดยอ้างว่า จะเป็นคำสั่งหรือคำแนะนำก็ตาม ล้วนแต่เป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า และสิ่งใดก็ตามที่เป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าแล้ว จัดเป็นหน้าที่ทั้งหมด

ในศาสนาอิสลาม...นันจี (Nanji, Azim) ได้จัดการกระทำตามคำแนะนำไว้เป็นการกระทำเหนือหน้าที่ โดยประมวลการกระทำไว้ ๕ ประการคือ การกระทำที่เป็นหน้าที่ ( ซากาด ศีลอด ฯลฯ) การกระทำตามคำแนะนำ ซึ่งจัดเป็นการกระทำเหนือหน้าที่ (ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความกรุณา การอธิษฐาน)   การกระทำที่ยอมรับได้ ( พิธีกรรมหรือธรรมเนียมโบราณที่เป็นกลางๆ เพราะไม่เกี่ยวกับการให้รางวัลหรือลงโทษ) การกระทำที่ถูกกีดกันไว้ ( มิใช่ข้อห้ามที่เข้มงวด) และ    การกระทำที่เป็นข้อห้ามเด็ดขาด ( การฆาตกรรม การผิดประเวณี การลบหลู่)

การกระทำเหนือหน้าที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเทววิทยาของศาสนาฝ่ายเทวนิยมเสมอมา จนกระทั้ง ปี พ.ศ. 2501 ( ค.ศ. 1958) จึงเริ่มมีแนวคิดนี้เกิดขึ้นในจริยศาสตร์สากล ซึ่งผู้เขียนจะเล่าในหัวข้อต่อไป

๔. การเริ่มต้นของการกระทำเหนือหน้าที่ในจริยศาสตร์ร่วมสมัย

พ.ศ. ๒๕๐๑..เอิร์มสัน (Urmson,J.O) นักจริยปรัชญาชาวอังกฤษ ได้เขียนบทความชื่อ "Saint and Heroes" เพื่อวิจารณ์การจัดประเภทการกระทำทางศีลธรรมตามประเพณี ๓ ประการ   คือ การกระทำที่เป็นหน้าที่หรือข้อผูกพัน การกระทำที่ผิด และการกระทำตามปรกติซึ่งเป็นกลางๆ พอยอมรับกันได้ (ไม่ถูกไม่ผิด) ว่ายังไม่เพียงพอทางศีลธรรม ... เอิร์มสันได้ยกประเด็นว่ายังมีการกระทำแบบนักบุญและแบบวีรบุรุษซึ่งไม่สามารถสงเคราะห์เข้ากับการจัดประเภทตามนัยนี้ได้...

ตามตัวอย่างของเอิร์มสัน ... ในค่ายทหารที่กำลังฝึกการขว้างระเบิดด้วยระเบิดจริง หากว่ามีทหารนายหนึ่งปล่อยลูกระเบิดซึ่งถอดสลักแล้วให้หลุดจากมือในท่ามกลางกลุ่มทหาร ขณะที่ลูกระเบิดกำลังจะระเบิดนั้นก็มีพลทหารนายหนึ่งได้หมอบลงด้วยการเอาร่างกายทับลูกระเบิดไว้เพื่อป้องกันมิให้การระเบิดเป็นอันตรายต่อคนอื่นๆ... การกระทำเช่นนี้เอิร์มสันบอกว่าเป็นการกระทำแบบวีรบุรุษซึ่งไม่สามารถสงเคราะห์เข้ากับการกระทำ ๓ อย่างเบื้องต้นได้ เพราะเป็นการกระทำที่อยู่เกินเลยหน้าที่ซึ่งจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การกระทำเช่นนี้ ควรจัดเป็น " การกระทำเหนือหน้าที่" โดยเอิร์มสันได้ยืมคำในจริยศาสตร์เชิงเทววิทยามาใช้ในบทความนี้

พ.ศ. ๒๕๐๔ ... ไฟน์เบิร์ก (Feinberg, Joel) ได้เสนอบทความชื่อ  "Supererogation and Rule" เพื่อวิจารณ์คำนี้   โดยไฟน์เบิร์กได้ตั้งประเด็นเรื่อง ของเขตของหน้าที่ สิ่งที่เกินหน้าที่ และ สิ่งที่มิใช่หน้าที่แต่มีคุณความดี ซึ่งการกำหนดค่าการกระทำเหล่านี้ขึ้นอยู่กับคำว่า " ควร" ... ไฟน์เบิร์กได้โยงเรื่องนี้ไปสู่เรื่อง ข้อเท็จจริงทางศีลธรรม และ การประเมินค่าทางศีลธรรม  

พ.ศ. ๒๕๐๖ ... ชิสโฮลม์ (Chisholm, Roderick, M.) ได้เสนอบทความชื่อ "Supererogation and Offence : A conceptual Scheme for Ethics" เพื่อเสนอรูปแบบการจัดประเภทการกระทำทางศีลธรรม ตามนัยของประพจน์ทางตรรกศาสตร์ ๔ ประการ   คือ การกระทำที่จะต้องกระทำ การกระทำที่อาจกระทำได้ การกระทำที่จะต้องไม่กระทำ และ การกระทำที่ไม่จำเป็น ซึ่งการกระทำที่ไม่จำเป็นนี้เอง ชิสโฮลม์บอกว่าเป็น การกระทำเหนือหน้าที่

๓ บทความนี้ จัดได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการศึกษาเรื่องการกระทำเหนือหน้าที่ในจริยศาสตร์ร่วมสมัย และเป็นปัญหาหนึ่งในทฤษฎีจริยศาสตร์ร่วมสัย กล่าวคือ แนวคิดทางจริยศาสตร์ร่วมสมัย ได้แก่ ลัทธิคานต์ ประโยชน์นิยม และจริยศาสตร์คุณธรรม จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร ?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 67087
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)