ในช่วงอายุใกล้ ๗๗ และไม่มีงานประจำของตนเอง    ผมใคร่ครวญจากเหตุการณ์ที่ตนเผชิญว่า ผมเป็นคนที่ทั้งแคบลงและกว้างขึ้น    แคบลงในเรื่องการรู้จักคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ    แต่อาจกว้างขึ้นบ้างในการมองภาพ macro  หรือภาพเชื่อมโยง

กล่าวใหม่ว่า ด้อยลงในด้านความลึก    ดีขึ้นบ้างในด้านความเชื่อมโยง  

ที่ด้อยลงไปเรื่อยๆ คือคุณภาพของสมอง    มันเสื่อมลงตามความแก่ที่เพิ่มขึ้น  

ผมจึงแนะนำตัวเองให้วางตำแหน่งแห่งที่ (positioning) บทบาทของตนเองเมื่อไปร่วมการประชุมต่างๆ    (เดี๋ยวนี้ผมมี  “อาชีพ” ประชุม    เป็นอาชีพที่ไม่ใช่อาชีพ)     ว่าผมควรหาทางพูดเป็นคนสุดท้ายหรือท้ายๆ    จะเป็นประโยชน์ต่อที่ประชุมมากที่สุด   

ไม่ว่าทำอะไร ผมเตือนตนเองเสมอว่า ให้ยึดประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน    หาทางทำให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมสูงสุด  ประโยชน์ส่วนตนมาทีหลัง  

ในที่ประชุมต่างๆ ผมหมั่นฝึกตนเองให้สังเกตว่าผู้พูดพูดด้วยมูลเหตุจูงใจอะไร    เพื่อประโยชน์ของที่ประชุมหรือองค์กรเจ้าของเรื่องเป็นหลัก  หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก  เช่นพูดเพื่อแสดงภูมิรู้ของตน    และนำมาสั่งสอนตนเองให้ระมัดระวังอย่าโดนกิเลสภายในตนชักจูงให้มีพฤติกรรมเห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นหลัก   

ถึงตอนนี้ ผมบอกตนเองว่า กรรมการ หรือผู้ที่เขาเชิญมาประชุมในที่ประชุมที่ผมไปร่วมมักเป็นคนอายุน้อยกว่าผมทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด   คนเหล่านั้นมีความรู้จากประสบการณ์ตรงในเรื่องที่ประชุมดีกว่าผม    จึงควรเปิดโอกาสให้เขาพูดก่อน    ผมจะได้เพ่งฟัง เก็บข้อมูล เอามาปะติดปะต่อเป็นภาพเชื่อมโยง หรือภาพ macro และนำเสนอเป็นคนท้ายๆ หรือคนสุดท้าย    ก็จะเป็นประโยชน์ต่อที่ประชุมมากกว่า  

คนแก่กำลังและปัญญาเสื่อมถอยลง     ต้องหมั่นตริตรองหาทางดำรงชีวิตที่มีประโยชน์  ไม่ก่อโทษ หรือเป็นภาระต่อคนอื่นหรือสังคมมากเกินไป 

วิจารณ์ พานิช

๒ ก.ย. ๖๒